บทที่131
ปล้นสิ่งค้าของกลุ่มเถาวัลย์ดำ
ถนนดินสายหนึ่งทอดตัวยาวคดเคี้ยวอยู่ด้านนอกเขตเมืองของนครหลวงเหยียนจิงทางทิศตะวันตกไกลออกจากเขตกำแพงเมืองใหญ่ ราตรีกาลยามนี้เงียบสงบมีเพียงแสงดาวพร่างพรายอยู่บนฟากฟ้า แสงจันทร์ถูกบดบังบางส่วนด้วยหมู่เมฆทำให้ท้องฟ้าคลุมด้วยความหม่นมัวพื้นดินแห้งแตกระแหงมีฝุ่นบางลอยคลุ้งเมื่อม้าเคลื่อนฝีเท้า
ภายใต้ความมืดนั้นมีขบวนสินค้าหนึ่งกำลังค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกจากตัวเมืองขบวนนี้มีผู้คุ้มกันราวยี่สิบกว่าคน พวกมันล้วนสวมชุดเดินทางอย่างทะมัดทะแมงชุดผ้ารัดกายสีน้ำตาลเข้มปักตราของกลุ่มเถาวัลย์ดำที่อกข้างซ้ายแต่ละคนสะพายดาบและถือคบเพลิงส่องนำทางแสงเพลิงวูบไหวสะท้อนกับใบหน้าเคร่งเครียดของเหล่าผู้คุ้มกัน
เสียงฝีเท้าม้าดังปะทะพื้นอย่างสม่ำเสมอบางครั้งมีเสียงสนทนาเบา ๆแว่วลอดออกมาในความเงียบของทุ่งโล่งที่ไร้สิ่งมีชีวิตรายล้อม
“ได้ยินมาว่าไม่นานมานี้ขบวนของกลุ่มธารโลหิตมังกรโดนดักปล้น...” ชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งบนหลังม้ากระซิบขึ้นดวงตาของเขาแม้จะทอดมองไปข้างหน้าแต่แววตาไม่คลายความกังวล “เจ้าคิดว่าพวกเราจะโดนเหมือนกันหรือไม่?”
เสียงของเขาไม่ได้ดังนัก ทว่าเพียงพอให้ชายอีกคนที่อยู่เคียงข้างได้ยิน
คำพูดนี้มิใช่เพียงการสนทนาเล่น ๆหากแต่เป็นหัวข้อที่ผู้คนในเงามืดต่างรู้กันดีการปล้นขบวนสินค้าของกลุ่มธารโลหิตมังกร แม้จะพยายามปิดข่าวมากเพียงใดก็ยังเล็ดลอดออกไปทั่ว เครือข่ายสายลับของกลุ่มอิทธิพลใต้ดินทั้งสี่กลุ่มใหญ่ล้วนจับตาดูเรื่องนี้อย่างเงียบเชียบ และเมื่อข่าวลือแพร่กระจายทุกคนย่อมต้องระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม
แสงไฟจากคบเพลิงที่อยู่ในมือของพวกผู้คุ้มกันยังส่องทางอย่างมั่นคง
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งในขบวนคุ้มกันดังขึ้นแทรกความเงียบงันของยามราตรี
"ฮ่าๆๆเจ้าไม่เห็นหรือว่าใครมากับพวกเราด้วย!"
คนที่พูดเป็นชายรูปร่างสันทัดผิวเข้มแดดจากการเดินทาง ใบหน้ารูปเหลี่ยมมีรอยแผลเป็นจาง ๆ พาดผ่านแก้มขวามือข้างหนึ่งของเขาถือคบเพลิงส่วนอีกข้างใช้ปากชี้ไปยังแนวหน้าของขบวนอย่างคึกคะนอง
สายตาของผู้คนภายในขบวนหันไปยังจุดที่ชายผู้นั้นกล่าวถึงในทันใดพวกเขาก็เห็นเงาร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังควบอาชาอยู่บริเวณด้านหน้าสุดของขบวนอย่างมั่นคง
ชายผู้นั้นเป็นชายวัยกลางคนร่างกายสูงใหญ่กำยำเป็นพิเศษ แม้จะสวมชุดเกราะหนังของผู้คุ้มกันสีเข้มทับร่างแต่ก็ไม่อาจซ่อนมัดกล้ามอันแน่นตึงใต้ผิวเนื้อได้เลย ดวงตาเรียวเล็กแฝงความดุดันใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นเล็กน้อยบ่งบอกถึงวัยและประสบการณ์หนวดเคราบางตัดเรียบอยู่รอบกรามล่างดูสงบแต่แข็งกร้าว
บนแผ่นหลังของเขามีดาบใหญ่ยักษ์ขนาดเท่าขามนุษย์สะพายขวางอยู่
“นั่นสินะ...” ชายร่างสูงใหญ่ผู้เปิดประเด็นพูดพลางพยักหน้า “เป็นหัวหน้าซือมาด้วย…อย่างนี้ก็ไม่มีอันใดให้ต้องกังวลแล้ว”
ชายที่พวกเขาพูดถึงไม่ใช่ใครอื่นนั่นคือ"หัวหน้าซือ" หนึ่งในมือดีของกลุ่มเถาวัลย์ดำผู้มีฝีมืออยู่ในระดับยอดฝีมือขั้นเก้าและกำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ในไม่ช้า ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วว่าเป็นผู้คุมขบวนที่ไม่เคยมีใครกล้าลองดีหากชื่อของเขาปรากฏอยู่ในขบวนใด ก็เปรียบเสมือนโล่กำบังชั้นเลิศ
ที่เขามาในขบวนครั้งนี้ก็เนื่องด้วยข่าวลือว่ากลุ่มธารโลหิตมังกรถูกปล้นอย่างอุกอาจและไม่อาจตามหาตัวผู้กระทำได้ ข่าวนั้นทำให้กลุ่มเถาวัลย์ดำไม่อาจประมาทจึงส่งมือดีออกมาคุ้มกันอย่างแน่นหนา
นอกจากหัวหน้าซือแล้วภายในขบวนยังมียอดฝีมือระดับขั้นแปดอีกถึงสองคนและแม้แต่ผู้คุ้มกันทั่วไปในขบวนก็มิใช่พวกสามัญชนธรรมดาหากล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกยุทธที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ทั้งสิ้น
ขบวนสินค้าครั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในขบวนที่มีการคุ้มกันรัดกุมที่สุดของกลุ่มเถาวัลย์ดำในรอบหลายเดือน
ทว่าหลังจากเสียงหัวเราะและถ้อยคำมั่นใจของชายผู้นั้นจบลงไม่นานเสียงหนึ่งก็แว่วขึ้นมาท่ามกลางความเงียบของรัตติกาล
“งั้นหรือ?”เสียงนั้นเป็นเสียงของสตรี แผ่วเบาและสงบนิ่งราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านยามค่ำคืนหากแต่ประสาทการรับรู้ของเหล่าผู้คุ้มกันซึ่งล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์กลับสามารถได้ยินเสียงนั้นกันอย่างชัดเจนจนทุกคนชะงักไปในทันที
ทันใดนั้น ราวกับสัญชาตญาณสั่งการผู้คุ้มกันทั้งยี่สิบกว่าคนต่างยกมือขึ้นจับกุมอาวุธของตนแน่นดวงตาแต่ละคู่กวาดมองไปโดยรอบอย่างระแวดระวัง
ชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งขยับม้าขึ้นมาหนึ่งก้าวก่อนจะตะคอกเสียงดังลั่น “นั่นผู้ใด!”
เสียงนั้นกลับตอบกลับมาอย่างเรียบเย็น “คนที่พวกเจ้ากำลังพูดถึงอยู่…”
วินาทีนั้นเอง สายตาทุกคู่เริ่มจับทิศทางของต้นเสียงได้โดยพร้อมเพรียง
บนรถลากกลางขบวนซึ่งบรรทุกหีบสินค้าวางกองสูงเงาร่างหนึ่งยืนอยู่บนยอดกอง—สตรีในอาภรณ์สีเขียวเข้มสวมหน้ากากเหล็กที่ปิดบังใบหน้าแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านเมฆลงมากระทบยังร่างของนางทำให้ปรากฏเด่นชัดในสายตาทุกคน
รถลากหยุดลงในทันทีบรรยากาศเงียบงันราวถูกสกัด ผู้คุ้มกันทุกคนล้วนเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมใบหน้าของแต่ละคนขึงตึงด้วยความเคร่งเครียด
หัวหน้าซือที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนหรี่ตามองนิ่งคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น เสียงของเขาต่ำแต่หนักแน่น “เจ้าคือคนที่ปล้นสินค้าของกลุ่มธารโลหิตมังกรไปหรือไม่?”
สตรีบนยอดรถลากตอบกลับเรียบเฉยไม่มีแววลังเล
“ไม่ผิด”
หัวหน้าซือถามต่อเสียงแข็ง “คนเดียวหรือ?”
“ไม่พอหรือ?” สตรีผู้นั้นย้อนถามกลับอย่างเรียบเย็น
หัวหน้าซือหรี่ตาลงอย่างอันตรายสีหน้าเรียบนิ่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นดุดันทันใด เขาเหวี่ยงแขนออกข้างพร้อมตวาดลั่น
“ลงมือ!!”
ทันใดนั้นผู้คุ้มกันนับสิบคนในขบวนสินค้าพลันพุ่งทะยานขึ้นพร้อมเพรียงพวกมันล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง เคลื่อนไหวว่องไวประหนึ่งพยัคฆ์ราตรี ฟาดฝ่ามือเปล่งอาวุธ กระโจนหมายจะโถมเข้ากระชากร่างของสตรีปริศนาผู้ยืนเด่นอยู่บนกองสินค้าให้ร่วงลงมาในพริบตาเดียว…
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดที่มีรูปลักษณ์เป็นชายชราพุ่งทะยานเข้ามานำหน้าขบวนการจู่โจมฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณแผ่ซ่านพุ่งตรงหมายทะลวงเข้าใส่ร่างของสตรีผู้ยืนเด่นอยู่บนกองสินค้า
พร้อมกันนั้น ทางอีกด้านหนึ่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดอีกคนที่มีรูปลักษณ์เป็นชายหนุ่มก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเขากวัดแกว่งดาบที่สะท้อนแสงจันทร์วาววับโจมตีเข้าหาจากอีกทิศอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
กลางสมรภูมิแห่งความมืดมิดร่างของไป๋ซือเหนียงยังคงยืนนิ่ง สงบนิ่งดุจสายน้ำใต้หุบเขาแม้ว่าการโจมตีจากรอบทิศจะใกล้เข้ามาทุกขณะก็ตามทว่านอกจากสองการโจมตีเบื้องหน้านี้แล้ว ยังมีเงาร่างอื่นๆของผู้ฝึกยุทธ์จากขบวนคุ้มกันที่ตามมาเป็นระลอก เป้าหมายของพวกมันล้วนชัดเจนคือสตรีเพียงหนึ่งเดียวเบื้องหน้า
เมื่อระยะห่างระหว่างเงาอาภรณ์กับอาวุธแหลมคมเหลือเพียงเสี้ยวลมหายใจไป๋ซือเหนียงจึงเริ่มขยับ
ฝ่ามือข้างหนึ่งของนางหมุนตวัดพลิกเฉียงปะทะเข้ากับสันดาบของชายหนุ่มที่พุ่งเข้ามาดาบเล่มนั้นสั่นสะเทือนและถูกแรงสะบัดซัดให้ลอยคว้างขึ้นเหนือศีรษะชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยดาบ จึงถูกรั้งร่างลอยตามไปด้วยสะบัดถอยออกจากตำแหน่งการจู่โจมทันที
ในขณะเดียวกันฝ่ามือของชายชราที่ใกล้จะกระแทกร่างของนางก็หยุดชะงักลงกลางอากาศ
เสียงตึงหนักแน่นดังขึ้นจากการปะทะที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างชายชรากับเป้าหมายฝ่ามือหนาของชายลึกลับที่สวมหน้ากากเหล็กยกขึ้นรับพลังการโจมตีนั้นไว้โดยตรงไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
สายตาของไป๋ซือเหนียงเหลือบมองไปที่ร่างนั้นเพียงครู่มุมปากของนางแย้มรอยยิ้ม ชายลึกลับผู้นั้นคือ ซูจิ่งซาน