ตอนที่ 72 เดินทางไปเมืองรูโฟซัน
หนึ่งวันผ่านไป......
หลังจากที่อากอร์นได้ไปคุยแผนการกับนักบวชหญิงและโมรันเรื่องการดึงตัวเหล่านักบวชกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทอดทิ้งแล้วในวันนี้ทั้งคู่ก็ได้เตรียมตัวพร้อมกับที่จะออกเดินทางตามแผนซึ่งนักบวชหญิงกับโมรันจะเป็นผู้นำคณะในครั้งนี้เอง โดยที่เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่เคยมาด้วยจะติดตามไปทำภารกิจในครั้งนี้ด้วยและยังมีเจมส์วิชและกองทหารในหน่วยของเขาติดตามไปช่วยป้องกันและดูแลความปลอดภัยอีกแรกหนึ่ง......
ณ พื้นที่ลานกว้างของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์......
“ทุกคนเตรียมตัวกันพร้อมแล้วใช่ไหม?” โมรันตะโกนเสียงดังถามทุกคนขึ้นเพื่อเช็คความพร้อม......
“ขอรับท่านหัวหน้าโมรัน พวกเราพร้อมออกเดินทางแล้ว!”หนึ่งในอัศวินศักดิ์สิทธิ์ขานรับด้วยรอยยิ้มและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพร้อม......
โอ้ว!!
คนอื่นๆ เองก็ส่งเสียงขานรับอย่างตื่นเต้นเช่นกันเพราะทุกคนรู้ว่าภารกิจในครั้งนี้ของพวกเขาคืออะไรและต้องทำอะไรบ้างดังนั้นพวกเขาจึงเต็มไปเป็นอย่างมากที่จะได้ร่วมทำภารกิจครั้งนี้.......
“เอาละ! ในเมื่อทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางได้ตอนนี้อัศวินเจมส์วิชและคนของเขากำลังรอพวกเราอยู่ที่หน้าประตูเมืองรวมถึงเจ้าโจเซฟด้วย!” เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้วโมรันก็สั่งให้ทั้งหมดออกเดินทางในทันทีเพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้......
หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้โบสถ์เซนต์จูรี่จะมีนักบวชและอัศวินมากความสามารถเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเลยทีเดียว......
ณ หอคอยสูงที่สุดที่อยู่ใจกลางเมือง.......
“เรียนฝ่าบาททุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”เสียงของเรเว่นดังขึ้นหลังจากที่กลับมาจากการไปจัดเตรียมสิ่งของให้กับอากอร์น.....
“ขอบคุณมาก การเดินทางในครั้งนี้อาจจะนานถึงเดือนดังนั้นในช่วงที่ข้าไม่อยู่ ฝากท่านดูแลด้วยเมืองแทนข้าด้วย!”อากอร์นพยักหน้าตอบรับก่อนจะบอกว่าเขาอาจจะต้องใช้เวลาในการเดินทางนานนับเดือนกว่าจะได้กลับมา......
“ฝ่าบาทจะไม่นำใครไปด้วยจริงๆ เหรอพ่ะย่ะค่ะ?!” เรเว่นถามขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดูเป็นกังวลและเป็นห่วง......
“ข้าไปคนเดียวนะดีแล้ว และด้วยระดับพลังของข้าในตอนนี้มันยากมากที่จะมีนักรบคนในในเขตดินแดนรกร้างนี้จะทำอะไรข้าได้ หรือต่อให้มีจริงๆก็ใช่ว่าจะสามารถทำอะไรข้าได้ง่ายๆ ท่านเองก็รู้นิสัยของข้าดีการออกเดินทางในครั้งนี้ก็เพื่อตามหาคนดีมีฝีมือมาเพิ่มและเพราะอย่างนั้นข้าจึงต้องออกไปทำหน้าที่นี้ด้วยตนเอง!”
อากอร์นกล่าวตอบพร้อมกับให้เหตุผลที่ฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้นออกมาราวกับเป็นข้อแก้ตัวเพื่อที่เขาจะได้ออกไปเที่ยวเล่นโดยไม่มีใครติดตามให้ยุ่งยาก.......
“เช่นนั้นฝ่าบาทโปรดดูแลตัวเองด้วยพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะดูแลที่นี่อย่างเต็มที่จะรอจนกว่าฝ่าบาทจะกลับมาพร้อมกับนักรบมากฝีมืออย่างที่ฝ่าบาทว่า!”เรเว่นรู้ดีว่าอากอร์นนั้นกำลังหาข้ออ้างในการออกไปเที่ยวเล่นและเขาก็รู้ดีว่าไม่อาจที่จะห้ามอากอร์นได้ ดังนั้นเขาจึงต้องยอมตามน้ำไป......
อ่า!!
เมื่ออากอร์นกับเรเว่นสนทนากันเสร็จแล้วอากอร์นก็ขึ้นควบม้าสีดำตัวใหญ่ออกเดินทางไปในทันทีโดยที่ไม่มีอัศวินของเขาคนไหนได้รู้มีเพียงเรเว่นกับลอลิเท่านั้นที่รู้เรื่อง.......
เป้าหมายที่อากอร์นจะไปเป็นที่แรกนั้นก็คือเมืองรูโฟซันซึ่งเมืองรูโฟซันนั้นเป็นเมืองที่อ่อนแอที่สุดในเมืองพันธมิตรทั้งสี่ของเมืองแซนดี่แล้วแต่ทว่าอากอร์นได้ยินมาว่าที่เมืองรูโฟซันนั้นมีนักรบและคนที่มีความสามารถจำนวนมากอยู่ที่นี่แต่ทว่าพวกเขากับไม่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีดังนั้นอากอร์นจึงคิดที่จะไปดึงตัวพวกเขามาอยู่ด้วย.......
กุบกรับ!! กุบกรับ!! กุบกรับ!!
“ระยะทางจากเมืองของเราไปเมืองรูโฟซันต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันครึ่งในการเดินทางหรืออาจจะสามวันหากเกิดเหตุมาคาดฝันขึ้นส่วนคณะเดินทางจากโบสถ์ที่ออกเดินทางไปก่อนหน้านี้คงใช้เวลาไม่น้อยกว่าสี่วันถึงจะถึงเมืองรูโฟซัน”
อากอร์นคิดและคำนวณระยะทางรวมถึงเวลาในการเดินทางของเขาและคณะเดินทางของนักบวชหญิงนาเดียร์ที่ออกไปก่อนหน้านี้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ซึ่งสำหรับเขาที่เดินทางคนเดียวนั้นสมควรใช้เวลาที่น้อยกว่าพวกที่เดินทางเป็นกลุ่มดังนั้นอากอร์นจึงคิดที่จะไปรอที่เมืองรูโฟซันก่อน.......
สองวันครึ่งผ่านไป......
เป็นอย่างที่อากอร์นคิดไม่มีผิดเขาใช้เวลาเดินทางเพียงแค่สองวันครึ่งเท่านั้นก็สามารถมาถึงเมืองรูโฟซันแล้วตลอดระยะทางที่เขาเดินทางมานั้นล้วนแต่ราบรื่นไม่พบเจออันตรายหรือสิ่งกีดขวางใดๆทำให้เสียเวลา ไม่แม้แต่จะมีโจรเหมือนดังแต่ก่อน......
ณ ทางเข้าหน้าประตูเมืองรูโฟซัน.......
“หยุด!! ลงจากม้าและเปิดผ้าคลุมหัวออก!!”ทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าทางเข้าเมืองพลันตะโกนเสียงดังขึ้นหลังจากที่มันเห็นอากอร์นควบม้ามาหยุดอยู่หน้าทางเข้า.....
ตุบ!!
พรึบ!!
อากอร์นลงจากม้าและเปิดผ้าคลุมหัวออกตามที่ทหารยามบอกอย่างว่าง่ายก่อนจะยิ้มออกไปด้วยใบหน้าที่ดูใสซื่อของเด็กหนุ่มราวๆ อายุสิบแปดสิบเก้า.......
“สวัสดีพี่ทหารรักษาความปลอดภัยผู้ทรงเกียรติข้าเป็นนักเดินทางเร่ร่อนจากต่างถิ่น ต้องการเข้าเมืองเพื่อหาที่พัก ไม่ทราบว่าท่านพี่ทหารจะพอช่วยแนะนำที่พักให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่?”อากอร์ยกล่าวพร้อมกับหยิบถุงเหรียญเงินออกมายื่นส่งให้กับทหารยามตรงหน้าของเขา.....
หือ?!
หมับ!
ทหารยามรีบรับถุงที่อากอร์นยื่นส่งให้จากนั้นก็เปิดดูภายในถุงว่าคือสิ่งใด ก่อนที่ทหารยามนายนั้นจะยิ้มกว้างออกมาอย่างพึงพอใจพร้อมกับพูดขึ้นว่า.....
“แน่นอนน้องชาย พี่ชายสุดหล่อผู้นี้จะแนะนำที่พักดีๆให้กับเจ้าเอง ที่เมืองรูโฟซันแห่งนี้มีที่พักดีๆ อยู่มากมายนักแต่ข้ามีอยู่ที่หนึ่งที่ข้ารู้สึกและเป็นกันเองมากเพียงเจ้าไปยังโรงแรมหมีใหญ่ที่อยู่สามซอยถัดจากทางเข้าเมืองไป แล้วเอ่ยนามของข้ามังกี้ทหารรักษาการณ์ทางเข้าเมืองผู้นี้เจ้าก็จะได้รับราคาที่พักในราคาพิเศษอย่างแน่นอน!!”ทหารยามที่รับถุงเงินไปจากอากอร์นกล่าวแนะนำที่พักให้กับเขาพร้อมกับบอกว่าชื่อตนนั้นสามารถนำมายกอ้างรับส่วนลดได้......
“ขอบคุณพี่ชายสุดหล่อมากที่แนะนำสถานที่พักให้กับข้า!”อากอร์นไมได้สนใจว่าเขาจะได้ส่วนลดหรือไม่อะไรเพียงแต่เขาต้องการเข้าเมืองให้ได้เสียก่อนแต่การที่เขาได้รับการช่วยเหลืออย่างนั้นมันก็ดีไปอีกอย่างหนึ่ง......
หลังจากที่จ่ายค่าผ่านทางเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว อากอร์นก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหมีใหญ่ตามที่ทหารยามคนนั้นบอกทันทีซึ่งเขาต้องเดินไปถึงสามซอยนับจากประตูเมือง ซึ่งถือว่าไกลพอสมควรเลยทีเดียวเนื่องจากมีกฎว่าห้ามคนนอกขี่ม้าภายในเมือง เขาเลยต้องเดินเท้าเอา......
‘เมืองรูโฟซันมีขนาดเล็กกว่าเมืองเราในตอนนี้เสียอีกตึกรามบ้านช่องก็จัดวางแบบไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่นักส่วนกำแพงเมืองก็ไม่ได้แข็งแกร่งและมีหอคอยรบไม่มากแต่ที่มากคือทหารที่เฝ้าอยู่บนกำแพงเมืองถึงแม้จำนวนทหารจะเยอะแต่ชุดเกราะและอาวุธของทหารแต่ละคนล้วนแต่เป็นของคุณภาพต่ำทั้งนั้นเปรียบกับเมืองแซนดี่แล้ว เมืองนี้ดูอ่อนแอมาก’
อากอร์นวิเคราะห์ภาพรวมทางด้านทหารโดยคร่าวๆของเมืองรูโฟซันจากภาพที่เขาได้เห็นตั้งแต่กำแพงเมืองจนไปถึงทหารเฝ้าเมืองและหอคอยรบที่มีจำนวนไม่มากนักว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำตมมาก หากให้เทียบกับเมืองค่ายโจรแล้วละก็เมืองค่ายโจรยังดูดีและดูน่าเกรงขามกว่าเมืองรูโฟซันแห่งนี้เสียอีกและนั้นก็ทำให้อากอร์นรู้สึกเสียดายนักรบและผู้มีความสามารถจำนวนมากที่ต้องมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้.......
...................
ณ โรงแรมหมีใหญ่ภายในห้องโถงรับประทานอาหารชั้นแรก......
เห้ย!!
“นี้มันโรงแรมบ้าอะไรกัน อันนั้นก็ไม่มี อันนี้ก็ไม่มีแล้วจะเปิดจะห่าอะไรวะ!?” ชายวัยกลางคนหนวดเครายาวหนาเตอะตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดหลังจากที่เขาสั่งเหล่าและอาหารจำนวนมากไปแต่มันกลับไม่มีสิ่งที่เขาสั่งสักอย่างเดียว......
“เรียกคุณลูกค้า อาหารและเหล้าที่คุณลูกค้าสั่งนั้นทางร้านของเราไม่มีจริงๆเจ้าค่ะ ทางเราต้องขออภัยด้วยจริงๆไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะรับเป็นอย่างอื่นได้ไหม.......”
ปัง!!
“ไม่รับอย่างอื่นโว้ย!! ข้าต้องการเหล้าองุ่นเย็นๆหนึ่งถังกับขาแกะขาวสามเขาและต้มดอกไม้หิมะร้อนชามใหญ่ อย่างอื่นข้าไม่ต้องการ!!”ชายวัยกลางคนหนาวเครายาวยังคงไม่ยอมมันยังต้องการเมนูอาหารเดิมที่มันสั่งไปก่อนหน้านี้.......
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำเอาลูกค้าคนอื่นๆต่างก็เงียบไม่กล้าส่งเสียงดังออกมาสักคนเดียวเพราะส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาร้านนี้ล้วนเป็นคนทั่วไปที่รักความสงบน้อยครั้งที่จะมีนักผจญภัยเร่ร่อนมาพักที่นี่ แต่ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านั้นก็ไม่ได้คิดสร้างปัญหาใดๆ.......
“ต้องขออภัยคุณลูกค้าจริงๆ เจ้าค่ะเมนูที่ท่านสั่งนั้นเป็นอาหารของทางภาคเหนือซึ่งในเขตเมืองของเรานี้ไม่มีวัตถุดิบเหล่านั้นเลย ร้านของเราจึงไม่อาจทำให้ท่านได้จริงๆ!”หญิงสาวรางบางที่เป็นพนักงานต้อนรับของที่นี่ยังคงพูดปฏิเสธและขอโทษต่อไปโดยที่ใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อและความกังวลอย่างถึงที่สุด.....
เห้ย!!
“ข้าไม่สน!ไม่ว่าจะยังไงแกก็ต้องเอาอาหารที่ข้าสั่งมาให้ได้ ไม่งั้นร้านของแกได้พังแน่!!”แต่ทว่าชายวัยกลางยังคงไม่ยอมเปลี่ยนเมนูที่มันได้สั่งไปและยังได้พูดข่มขู่ออกมาอีกด้วยว่าจะพักร้านนี้ให้เละหากมันไม่ได้สั่งที่ต้องการ.....
พรึบ!! ครืดดดดดด!!
ในเวลานั้นเองที่เหล่าลูกค้าคนอื่นๆเริ่มที่จะออกจากร้านไปทีละคนสองคน เพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลงจากการอาละวาดของชายวัยกลางคนคนนี้และเมื่อชายวัยกลางคนเห็นลูกค้าคนอื่นๆ ลุกจากที่นั่งของตนออกจากร้านไปรอยยิ้มที่แสนชั่วร้ายก็ยกขึ้นที่มุมปากของมันอย่างช้าๆ ......
‘ที่แท้มันก็มาเพื่อก่อกวนนี่เอง’
แน่นอนว่าอากอร์นเองก็อยู่ภายในร้านด้วย ซึ่งเขามาถึงร้านได้ไม่นานเรื่องอย่างว่าก็เกิดขึ้นแต่เขาไม่ได้แสดงตัวหรือพูดสิ่งใด เพียงแต่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้นจนสรุปได้ว่าชายวัยกลางคนนั้นกำลังก่อกวนและทำให้โรงแรมนี้เสียชื่อเสียงอยู่......
“ว่ายังไง? ข้าให้เวลาพวกแกอีกสิบนาทีหากข้าไม่ได้กินในสิ่งที่ข้าสั่งไป ร้านนี้เละแน่!!”ชายวัยกลางคนพูดจาข่มขู่ออกมาอีกครั้ง พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่แสนชั่วออกมาจ้องมองมาที่ร่างของหญิงสาวพนักงานที่อยู่เบื้องหน้าของมันพร้อมกับเลียริมฝีปากตนเองไปด้วยอย่างหื่นกระหาย.....
“ร้านนี้มีพนักงานไหม ข้าอยากจะสั่งอาหาร!!”
หือ?!