ตอนที่ 34
เริ่มฝึกฝนทักษะบ่มเพาะราชันหมื่นพิษ
เมื่อกลับมาในช่วงเย็นลู่หานหยิบตำราทักษะบ่มเพาะราชันหมื่นพิษออกมาชม เขามีความคิดว่ามันถึงเวลาที่เขานั้นจะเริ่มฝึกฝนทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษแล้ว
ดวงตาทั้งสองมองตำราปกสีดำในมือด้วยความสงบนิ่ง เขายังไม่เคยเปิดอ่านมันอย่างจริงจังเลยสักครั้งว่าทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขตเล่มนี้มันจะมีความลึกล้ำในการฝึกฝนมากเพียงใด
แต่ความสามารถของมันตัวของเขาเองก็เคยอ่านมาภายในนิยายเรื่องเจ้ากระบี่สวรรค์สยบฟ้าแล้ว ในตอนที่จอมมาร ฉงเหยียน ผู้ปกครองดินแดนของเผ่ามารได้เข้าต่อสู้กับท่านมหาปราชญ์แห่งยุคได้แล้วใช้ทักษะบ่มเพาะนี้เข้าปะทะ
แต่ในการต่อสู้ครั้งนั้นผลมันก็ออกมาโดยที่มหาปราชญ์แห่งยุคผู้ที่ทั่วทั้ง 9 ภพยกย่องให้สูงเทียมฟ้าชนะ ไม่ใช่เพราะว่าทักษะบ่มเพาะราชันย์พิษหรือว่าจอมมารฉงเหยียนนั้นอ่อนแอแต่ว่าตัวตนของท่านมหาปราชญ์หวังเซียนฉิงมันแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก
ตัวตนของเขาเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าท่านมหาปราชญ์แห่งยุคมีทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขตที่บ่มเพาะจนขึ้นไปอยู่ในระดับจักรพรรดินิรันดร์ได้แล้วถึง 10 ทักษะบ่มเพาะ
ผู้ใดที่สามารถบ่มเพาะทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขตจนขึ้นไปอยู่ในระดับจักรพรรดินิรันดร์ได้สัก 1 ทักษะก็ควรจะถูกยกย่องให้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งในทั้งเก้าภพและถูกจารึกชื่อไว้ภายใน ศิลาบรรพกาลเพื่อสืบทอดให้คนรุ่นหลังเคารพยกย่องแล้วแท้ๆ แต่ท่านมหาปราชญ์แห่งยุคกับมีทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขตถึง 10 ทักษะตัวตนของเขามันก้าวล้ำผู้อื่นไปไม่รู้ตั้งกี่เท่า
ศิลาบรรพกาล มันคือศิลาหินขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างเอาไว้ใจกลางดินแดนสวรรค์ที่เป็นหนึ่งในดินแดนทั้ง 9 ภายในศิลานั้นมันจะมีชื่อของผู้ฝึกยุทธที่สามารถขัดเกลาทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขตจนไปถึงขั้นจักรพรรดินิรันดร์ได้ถูกสลักเอาไว้อยู่ ชื่อของผู้ที่ถูกสลักเอาไว้บนศิลาบรรพกาลล้วนแล้วแต่เป็นผู้กล้าหรือผู้ยิ่งใหญ่ของทั้ง 9 ภพ ท่านมหาปราชญ์หวังเซียนฉิงเองก็เช่นกัน เขาเป็นคนแรกๆที่ถูกสลักชื่อเอาไว้บนศิลาบรรพกาลในดินแดนสวรรค์
ลู่หานมองตำราในพลันคิดถึงความสามารถของทักษะราชันย์หมื่นพิษไปด้วย โดยความสามารถของทักษะบ่มเพาะชนิดนี้มันมีความสามารถอยู่มากมาย แต่ถ้าพูดถึงในด้านวิชาการใช้พิษทักษะบ่มเพาะชนิดนี้มันจะถือว่าอยู่บนจุดสูงสุดของวิชาแขนงการใช้พิษ
แต่ในขณะที่กำลังนั่งจ้องคัมภีร์ปกสีดำในมืออยู่สักพักลู่หานก็คิดขึ้นมาได้ว่าตนเองนั้นต้องบ่มเพาะทักษะ 2 ดาราเคียงฟ้าก่อนเป็นอันดับแรก
ตำราปกสีดำสนิทในมือถูกวางลงข้างกาย บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานภายในห้องโถงเล็กๆก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันบริเวณหน้าท้องพาเข้าสู่ท่านั่งสมาธิ
ดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงสมาธิแน่วแน่กับการบ่มเพาะ ตอนนี้เขากำลังจะเริ่มบ่มเพาะทักษะสองดาราเคียงฟ้าที่ตนเองศึกษามาเป็นอย่างดีแล้วก่อนเป็นอันดับแรก
เริ่มจากการกำเนิดพลังแล้วแบ่งแยกตอนจะเริ่มขัดเกลาให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดแยกออกจากกันและไม่ยึดติดกลับที่ร่างกาย
การบ่มเพาะทักษะสิ่งที่ต้องใช้มันมีสามอย่างคือ หนึ่งพลังบ่มเพาะที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย สองก็ประสาทสัมผัส และอย่างที่สามก็คือสมาธิที่ใช้ในการบ่มเพาะ
การได้อ่านตำราสองดาราเคียงฟ้ามันทำให้เขานั้นรู้ว่าการที่ผู้ฝึกยุทธสามารถบ่มเพาะทักษะได้เพียงครั้งละทักษะมันเพราะว่ามีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้นั่นก็คือประสาทสัมผัสที่ควบคุมร่างกายอยู่
ผู้ฝึกยุทธ์สามารถแยกกำลังบ่มเพาะไปบ่มเพาะทักษะอื่นได้และผู้ฝึกยุทธ์ก็สามารถแยกสมาธิไปบ่มเพาะทักษะอื่นได้ในเวลาเดียวกัน แต่ว่าประสาทสัมผัสของร่างกายไม่ใช่ทุกอย่างมันจะเชื่อมโยงเข้ากับร่างกายโดยที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันเพื่อไปบ่มเพาะทักษะอื่นพร้อมเพรียงกันได้
แต่ภายในตำราทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้ามันมีวิธีการแยกประสาทสัมผัสให้สามารถไปบ่มเพาะทักษะอื่นพร้อมกันในเวลาเดียวกันอยู่ ลู่หานที่ศึกษามันมาเป็นอย่างดีแล้วเขาก็เริ่มทำมันไปทีละนิดทีละนิด
จนกระทั่งเขาสามารถทำมันสำเร็จและบรรลุทักษะ 2 ดาราเคียงฟ้าขั้นแรกสำเร็จ ดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังพับปิดอยู่ของลู่หานเปิดขึ้นมา
เมื่อดวงจิตและสมาธิของเขากลับสู่โลกแห่งความจริงก็พบว่าตอนนี้รอบกายเต็มไปด้วยความมืด โลกนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนเข้าสู่ยามราตรีโดยที่เขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่นั่งอยู่ท่ามกลางความมืดที่รายล้อมร่างกายลุกขึ้นไปจุดตะเกียงน้ำมันทั่วทั้งเรือนไม้ของตนเองเพื่อให้แสงสว่างไสวในยามราตรี เมื่อเรือนไม้เล็กๆของลู่หานมีแสงสว่างไสวไปทั่วทั้งเรือนแล้วเขาก็กลับมานั่งที่โต๊ะเก้าอี้ตำแหน่งประธานภายในห้องโถงทันที
“ เฮ้อ!!!! ถ้าในโลกแห่งนี้มีไฟฟ้าก็ดีสินะ ” ลู่หานถอนหายใจออกมาพลางกับบ่นพึมพำด้วยความหนักใจ
จริงอยู่ที่ภายในโลกแห่งนี้เขาชื่นชอบมันมากพอสมควรในการที่ได้ทำอันใดหลายๆอย่างที่ตนเองนั้นไม่เคยทำในโลกก่อน แต่ถ้าพูดถึงความสะดวกสบายแล้วสถานที่แห่งนี้สะดวกสบายสู้ยุคที่เขาจากมาไม่ได้เลยสักนิด
สถานที่แห่งนั้นมันมีทั้งเครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆมากมายที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย
ลู่หานที่ฉุดคิดเรื่องนั้นได้ก็หนักใจยิ่งนักจนในเวลาต่อมาเขาก็ละทิ้งมันไปแล้วกลับมาสนใจกับการบ่มเพาะของตนเองที่พึ่งเสร็จสิ้น
เมื่อครู่เขาสามารถฝึกฝนทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าได้สำเร็จ จนตอนนี้ทำให้ภายในร่างกายของเขามีทักษะบ่มเพาะอยู่ 2 อย่างเรียบร้อยแล้ว
หนึ่งคือทักษะบ่มเพาะรากฐานที่อยู่ในระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะสีขาว
สองคือทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าที่อยู่ในระดับรากฐานสีขาว
เพียงแค่นี้เท่านั้นที่เขาต้องการในเมื่อเขาสำเร็จทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าได้สำเร็จเขาก็จะสามารถบ่มเพาะทักษะบ่มเพาะรากฐานและทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษไปพร้อมเพียงกันได้ และยังได้ผลประโยชน์จากการที่ทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าจะบ่มเพาะตัวมันเองในขณะที่บ่มเพาะทักษะอื่นด้วย
ลู่หานเดินออกไปชะโงกดูทางหน้าต่างเมื่อคาดการณ์จากทิศทางของดวงจันทร์ในตอนนี้มันน่าจะอยู่ในเวลาประมาณ 2-3 ทุ่มนับจากเวลาในยุคของเขา
“ ยังพอมีเวลาอยู่ ” ลู่หานมองจากเวลาแล้วเขาน่าจะยังพอมีเวลาเหลืออยู่ในการใช้เริ่มบ่มเพาะทักษะราชันย์หมื่นพิษ
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มย่างกายถอยกลับไปที่เก้าอี้ตำแหน่งประธานภายในห้องโถงที่ตนเคยนั่ง เขาหยิบตำราปกสีดำสนิทที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาแล้วกลับเข้าไปภายในห้องนอนของตนเองเพื่อเริ่มบ่มเพาะทักษะราชันย์หมื่นพิษ
ลู่หานตั้งใจจะเข้าไปบ่มเพาะทักษะราชันย์หมื่นพิษต่อภายในห้องของตนเอง
และแล้วราตรีนั้นก็ได้ผ่านพ้นไปโดยการที่ลู่หานพยายามจะฝึกฝนทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษที่เป็นทักษะระดับไร้ขอบเขตให้สำเร็จ แต่ว่าผลในวันแรกที่เขานั้นเริ่มทำมันก็ล้มเหลวอย่างสิ้นดี
มันไม่เหมือนกับทักษะ สองดาราเคียงฟ้าที่ลู่หานอ่านและศึกษามาแล้วอย่างดิบดีว่ามันมีจุดไหนที่ต้องกระทำเพื่อให้ฝึกฝนสำเร็จ เพราะว่าตำราทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษมันเป็นตำรารักษาระดับไร้ขอบเขตและเขาก็ยังไม่เคยศึกษาหรืออ่านทบทวนมันอย่างจริงจัง
ทำให้การฝึกฝนบ่มเพาะราชันหมื่นพิษในค่ำคืนแรกของลู่หานเขาไม่สามารถทำมันสำเร็จ แต่มันก็ไม่ได้ผิดจากที่เขานั้นคาดการณ์สักเท่าไหร่จะเรียกว่าลู่หานนะรู้อยู่แล้วก็ได้ว่าเขานั้นจะต้องฝึกฝนโดยใช้เวลานานมากกว่านี้ถึงจะสามารถสำเร็จทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษได้
มันเป็นทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขตที่มีแต่ผู้ที่เป็นอัจฉริยะของยุคเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าใจและเรียนรู้มันได้ ลู่หานคิดว่ากว่าเขานั้นจะเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในตำราก็อาจจะใช้เวลา 1 หรือ 2 เดือนหรือว่าอาจจะมากกว่านั้น แต่กาลเวลาที่เสียไปสำหรับการฝึกฝนตำราทักษะราชันย์หมื่นพิษมันก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
เช้าวันใหม่ลู่หานได้เริ่มออกไปทำกิจวัตรประจำวันของตนเองนั่นคือการดูแลแปลงสมุนไพรหยางไท่ แล้วเริ่มกลับมาฝึกฝนทักษะการต่อสู้และการเคลื่อนไหวในยามกลางวันต่อ ส่วนช่วงเย็นเขาก็ได้เริ่มบ่มเพาะทักษะภายในร่างกายควบคู่กันไป
ลู่หานใช้ชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาถึง 5 วัน เวลานั้นเข้าสู่ต้นเดือน 6 ตอนนี้ลู่หานได้เก็บเกี่ยวต้นสมุนไพรหยางไท่มาได้เป็นจำนวนเพียงแค่ไม่กี่หมื่นต้นเองเขาต้องการมันมากกว่านี้
แต่ในตอนเช้าของวันที่หนึ่งของเดือน 6 ลู่หานเดินออกมาสูดอากาศด้านนอกอันแสนบริสุทธิ์ในยามเช้า แสงอาทิตย์ส่องประกายทอแสงสีส้มอ่อนลงมากระทบเข้ากับใบหน้าและร่างกายให้ความสดชื่นกับบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่ยืนอยู่ใต้ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่
ทว่า...ความรู้สึกนั้นมันก็อยู่ได้เพียงแค่คู่เดียวเท่านั้นอยู่ๆ แหวนหยกที่สวมใส่อยู่ภายในมือของลู่หานมันก็ส่องประกายแสงทอแสงประทอประกายสีเขียวเข้มขึ้นมาสว่างไสวจนเขาสังเกตได้ แหวนหยกในมือมีแสงทอประกายสีเขียวเข้มขึ้นมาแล้วก็หายไปเป็นระยะๆ
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มจ้องมองแหวนในมือด้วยความตระหนก
เมื่อไหร่แหวนหยกที่เขานั้นสวมใส่อยู่มีปฏิกิริยาแปลกๆขึ้นมามันจะเป็นสัญญาณบ่งบอกเกี่ยวกับหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นภายในดินแดนที่เขานั้นกำลังดูแลอยู่นั่นคือยอดเขาหวนหลงแห่งนี้
ลู่หานเคยอ่านผ่านตามาภายในนิยายว่าการที่แหวนหยกปรากฏแสงขึ้นมาแล้วก็หายไปเป็นระยะๆช่นนี้มันแปลว่าอะไร
“ เจ้านี่มัน!!!! ”
“ มีผู้บุกรุก ” ใบหน้าที่เคยตื่นตระหนกปัดนี้มันแปรเปลี่ยนกลายเป็นความสุขุม ลู่หานปรายตาไปมองทางด้านทิศเหนือทันที
จบตอน