(ฟรี 110 ตอน) ยอดยุทธ์: ระบบฝึกฝนไร้ขีดจำกัด

    บทที่ 20 ความเด็ดขาด

    บทที่ 20ความเด็ดขาด

     

     

     

    ลู่เฟิงนั่งทบทวนผลการฝึกซ้อมในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหลังจากครูฝึกเฉาเฟิงจัดให้เขาจับคู่ประลองกับจ้าวเทียนซิงมันทำให้เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของตัวเองชัดขึ้น

     

    ท่าร่างของเขาฉับไวพอจะไล่ตามสหายสนิทได้ทันยิ่งยามเพ่งสมาธิแน่วแน่ การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้จะดูช้าลงในสายตา

     

    หากต้องต่อสู้เสี่ยงตายกันจริงๆบรรดาศิษย์งานเบ็ดเตล็ดหลายร้อยคนในสาขานี้ นอกจากจ้าวเทียนซิงแล้วคงไม่มีใครต้านทานเขาได้เกินสิบกระบวนท่า

     

    ทว่านับตั้งแต่เฉาเฟิงตำหนิจ้าวเทียนซิงเรื่องนิสัยชอบโอ้อวดลู่เฟิงก็ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

     

    วิชาหมัดสิบสองรูปแบบของเขาบรรลุขั้นชำนาญตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้ามาทว่าเขากลับจงใจเก็บงำพลังและซ่อนเร้นฝีมือเอาไว้ แม้แต่ยามประลองต่อหน้าเฉาเฟิงเพราะคำเตือนอันจริงจังของครูฝึกยังคงฝังหัว

     

    "พวกเจ้ายังเด็กเกินไปไม่รู้ว่าโลกภายนอกอันตรายเพียงใด ความคึกคะนองมีแต่จะพรากชีวิตไปได้ทุกเมื่อ”

     

    “แปดร้อยลี้ของอำเภอฟงหมิงคือยุทธภพพรรคเจ็ดดาราก็เป็นยุทธภพ ภายในแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต่อหน้าเรียกพี่น้องลับหลังวางแผนแทงกันไม่เว้นวัน"

     

    "หากพรสวรรค์ธรรมดาก็แล้วไปแต่ถ้าเจ้าติดป้ายอัจฉริยะไว้บนหน้าผาก ป่าวประกาศทั้งระดับพลัง และเวลาที่ทะลวงขั้นให้ทุกคนรู้ไม่ต่างอะไรจากการยืนเปลือยกายต่อหน้าศัตรู!”

     

    “จงซ่อนการบ่มเพาะ และไพ่ตายของตัวเองไว้อย่าไว้ใจใครง่ายๆ รวมถึงข้าด้วย... นอกเหนือจากบิดามารดาแล้ว  ไม่มีผู้ใดในโลกคู่ควรกับความเชื่อใจแบบไร้เงื่อนไข"

     

    "ระวังราวยืนอยู่ริมหน้าผาชันหวาดหวั่นราวเหยียบอยู่บนน้ำแข็งบาง จึงจะอยู่รอดได้ยาวนาน"

     

    ลู่เฟิงผ่านชีวิตมาสองชาติภพย่อมรู้จักการอดทนซ่อนคมเป็นทุนเดิม ต่อให้ไม่มีใครเตือนเขาก็ไม่มีวันเปิดเผยไพ่ตายทั้งหมดอย่างแน่นอน

     

    ข้อมูลที่จ้าวเทียนซิงไปสืบความมาบ่งชี้ว่าพรรคเจ็ดดารากำลังเผชิญทั้งศึกนอก และการแย่งชิงอำนาจภายในหากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว เด็กใหม่อย่างพวกเขาก็อาจกลายเป็นเพียงหมากสังเวย

     

    แท้จริงแล้วเฉาเฟิงไม่ได้เป็นแค่หัวหน้าครูฝึกแต่เขาคือหนึ่งในสองผู้พิทักษ์ และเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของพรรค

     

    ทว่าหลังจากประมุขคนก่อนสิ้นชีพเขาถูกประมุขคนปัจจุบัน และเจ้าตำหนักอีกหลายคนรวมหัวกันกีดกันจนสูญเสียอำนาจ

     

    ต้องมานั่งดื่มสุราแก้ช้ำใจเป็นครูฝึกในสาขาห่างไกลเช่นนี้ส่วนหลี่ชิงเสวี่ยผู้เป็นหลานสาว และอัจฉริยะอันดับหนึ่งของพรรคเจ้าของสมญาดาบที่เร็วที่สุดผู้เคยสังหารคนของพรรคดาบโลหิตจนราบคาบ

     

    สุดท้ายก็ยังถูกกลั่นแกล้งส่งมาทำงานเบ็ดเตล็ดไม่ต่างกัน

     

    ตระกูลเฉา และตระกูลหลี่ที่เคยรุ่งเรืองกลับถูกลบชื่อออกจากวงอำนาจจนหมดสิ้น

     

    ส่วนตัวลู่เฟิง เขาไม่อยากเอาตัวเข้าไปพัวพันกับวังวนผลประโยชน์อันน้อยนิดตอนนี้เขามีภาพจำลองประหลาดอยู่แล้ว ฉนั้นเส้นทางสู่ความเป็นเซียนเปิดอยู่ตรงหน้าแล้วทำไมต้องไปแย่งชิง

     

    แต่คำกล่าวที่ว่าคนอยู่ในยุทธภพตัวไม่เป็นของตัวเอง นั้นเป็นเรื่องจริง

     

    ตั้งแต่เขาตอบรับน้ำแกงยาพิเศษจากเฉาเฟิงในสายตาของคนนอก เขาก็ถูกตราหน้าว่าเลือกข้างตระกูลเฉาไปแล้ว

     

    ลู่เฟิงจึงต้องเพิ่มความรอบคอบเป็นสองเท่าความกลัวทั้งหมดล้วนเกิดจากสิ่งที่ไม่รู้ และพลังที่ยังไม่พอหากเขาแข็งแกร่งจนถึงที่สุด แผนสกปรกทั้งหลายก็เป็นได้แค่เรื่องตลก

     

    ลู่เฟิงนั่งพักจนหายเหนื่อยล้าเมื่อลุกขึ้นเตรียมจะฝึกหมัดต่อ หูพลันแว่วเสียงฝีเท้าสองคู่ดังมาจากนอกรั้วเรือนคู่หนึ่งแผ่วเบาปราดเปรียวดุจวานร อีกคู่หนึ่งหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา

     

    'ครูฝึกเฉากับเทียนซิงกลับมาแล้ว'

     

    ไม่กี่อึดใจทั้งสองก็ผลักประตูรั้วเข้ามา

     

    "พี่ลู่!ข้าควบแน่นพลังปราณโลหิตเส้นแรกสำเร็จแล้ว!"

     

    จ้าวเทียนซิงตะโกนบอกอย่างลืมตัว

     

    เปรี้ยง!

     

    ฝ่ามือของเฉาเฟิงฟาดลงบนท้ายทอยเด็กหนุ่มทันที

     

    "เตือนกี่ครั้งแล้วว่ามีความก้าวหน้าเพียงน้อยก็ห้ามป่าวประกาศ!"

     

    "ข้าบอกแค่พี่ลู่ไม่ได้บอกคนอื่นเสียหน่อย..."

     

    จ้าวเทียนซิงลูบหัวปูดๆพึมพำอุบอิบ

     

    เฉาเฟิงเดินไปนั่งพักใต้ต้นไห่ถังขยับริมฝีปากจะผิวปากเรียกนกคู่ใจแต่พลันนึกขึ้นได้ว่านกพิราบขาวตัวนั้นถูกเจ้าลูกศิษย์ตัวแสบยิงมาย่างกินลงท้องไปเมื่อวันก่อนสีหน้าจึงมืดมนลงทันตา

     

    ทว่าเมื่อคิดถึงเรื่องที่ศิษย์สามารถควบแน่นปราณได้สำเร็จอารมณ์บูดบึ้งก็จางหายไปสายหนึ่ง

     

    "ยินดีด้วย"

     

    ลู่เฟิงเดินเข้าไปชกไหล่สหายเบาๆหลังจากเริ่มเรียนเคล็ดวิชาได้เพียงสองวัน อีกฝ่ายก็ทำสำเร็จพรสวรรค์ด้านร่างกายของนายพรานผู้นี้น่านับถือจริง

     

    จ้าวเทียนซิงยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย

     

    "ต่อให้ทะลวงเข้าขั้นบำรุงโลหิตได้สมบูรณ์ข้าก็จะยังไม่ไปลงทะเบียน ข้าจะรออีกสักยี่สิบวันค่อยประกาศขอแค่เร็วกว่าหลิงเฟิงไม่กี่วันก็พอ นี่เรียกว่าแสร้งเป็นหมูกินเสือ!"

     

    "ดีฉลาดขึ้นแล้วนี่"

     

    ลู่เฟิงเย้า

     

    "พี่ลู่พูดเช่นนี้หมายความว่าเมื่อก่อนข้าโง่รึ?"

     

    เฉาเฟิงหัวเราะร่วน

     

    "ยังพอสั่งสอนได้ที่ข้าให้พวกเจ้ามาอยู่ที่เรือนนี้ก็เพื่อซ่อนระดับพลังวิชาปกปิดปราณที่ข้าสอนไปก็เพื่อไม่ให้ผู้อื่นมองออก”

     

    “จงจำไว้อย่าเปิดเผยไพ่ตายเด็ดขาด... ยามที่คนอื่นคิดว่าเจ้าเพิ่งอยู่ขั้นบำรุงโลหิตความจริงเจ้าอาจอยู่ขั้นหลอมโลหิตแล้ว และยามที่คิดว่าเจ้าอยู่ขั้นหลอมโลหิตเจ้าอาจหลอมลึกไปถึงไขกระดูกแล้วด้วยซ้ำ"

     

    "ครูฝึกช่างเจ้าเล่ห์...เอ่อ หลักแหลมยิ่งนัก!"

     

    ลู่เฟิงเกือบหลุดปากเปลี่ยนคำแทบไม่ทัน

     

    เฉาเฟิงตบไหล่ลู่เฟิงเบาๆ

     

    "เจ้าเองก็ไม่ต้องท้อถอยพรสวรรค์ด้านความเข้าใจในวิชาหมัด และดาบของเจ้านั้นเหนือกว่าเทียนซิงเสียอีกเพียงแต่พื้นฐานปราณโลหิต และกระดูกเดิมยังด้อยกว่าเขา”

     

    “ตัวเขาใกล้เคียงกับขั้นบำรุงโลหิตมาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรคจึงทะลวงผ่านด่านได้เร็วเป็นธรรมดา"

     

    "สองวันที่ผ่านมาข้าต้องคอยคุมเทียนซิงควบแน่นพลัง บัดนี้เส้นแรกของเขาสนิทดีแล้วอีกสองเส้นที่เหลือเขาสามารถทำต่อได้เอง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปข้าจะเริ่มถ่ายทอด วิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้น ให้พวกเจ้าทั้งสองคน"

     

    นัยน์ตาของเด็กหนุ่มทั้งสองพลันสว่างวาบวิชาหมัดสิบสองรูปแบบนั้นสมดุลทั้งรุก และรับก็จริง แต่มันเหมาะสำหรับวางรากฐาน

     

    ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูใจโฉดหรือสัตว์ร้ายในป่าลึกอาวุธในมือย่อมได้เปรียบกว่ามือเปล่าเสมอ

     

    วิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้นของตระกูลเฉาวิชาดาบเจ็ดดาราร้อยเรียงของตระกูลหลี่และวิชาดาบวิญญาณโลหิตเก้าท่าของพรรคดาบโลหิตคือสามสุดยอดวิชาดาบที่เลื่องลือที่สุดในเมืองฟงหมิง

     

    การที่เฉาเฟิงยอมถ่ายทอดวิชานี้ให้ย่อมแสดงว่าเขาคิดจะรับทั้งสองเป็นศิษย์สืบทอดอย่างแท้จริง

     

    "แต่ก่อนจะเรียนดาบของข้าพวกเจ้าต้องมีคุณสมบัติสี่ประการ"

     

    เฉาเฟิงปรับน้ำเสียงจริงจัง

     

    "นั่นคือ เร็วมั่นคง แม่นยำ และเด็ดขาด... จากที่ข้าเฝ้าดูตอนผ่าฟืนสามข้อแรกของลู่เฟิงถือว่าผ่านเกณฑ์อย่างงดงาม แต่เจ้ายังขาดข้อสุดท้าย...ความเด็ดขาด"

     

     

     

    "เทียนซิงต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกับเสือดาวและหมีดำมาตั้งแต่เยาว์วัย จิตใจจึงแฝงกลิ่นอายสังหารเด็ดเดี่ยว”

     

    “แต่สำหรับเจ้า...ตั้งแต่ข้าพบเจ้าครั้งแรกที่นอกประตูทิศเหนือข้าเห็นขวานผ่าฟืนเล่มนี้เหน็บอยู่ที่เอวตลอดเวลาไปไหนมาไหนในพรรคก็พกติดตัวไม่เคยห่างทั้งยังร้อนรนอยากเรียนวิชาดาบปานนั้น เป็นเพราะเหตุใด?"

     

    ลู่เฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงเรียบ

     

    "พ่อแม่ของข้าเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อนทิ้งบ้านเดิมของบรรพบุรุษเอาไว้หวงโส่วเหลียงผู้มีอิทธิพลในแถบนั้นต้องการฮุบที่ดินจึงจ้างพวกอันธพาลมารุมซ้อมข้าหลายหน”

     

    “ข้าจึงต้องพกขวานติดตัวและอยากเรียนวิชาดาบเพื่อปกป้องตัวเองขอรับ"

     

    จ้าวเทียนซิงได้ยินก็เดือดดาลทุบโต๊ะดังปัง

     

    "พี่ลู่!บอกมาว่าเป็นใคร ข้าจะไปสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำเอง!"

     

    "หุบปาก!นี่เป็นเรื่องของเขา เจ้าอย่าสอด ให้เขาจัดการเอง"

     

    เฉาเฟิงตวาดปรามจ้าวนายพรานจึงได้แต่ฮึดฮัดยอมนั่งลง ครูฝึกหันกลับมาจ้องมองลู่เฟิงพลางเหลือบมองขวานทู่ที่ข้างเอวเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มลึกซึ้ง

     

    "คืนนี้...แสดงความเด็ดขาดของเจ้าให้ข้าดูหน่อย เป็นอย่างไร?"

     

    ลู่เฟิงชะงักไปเล็กน้อยในทันที

     

    'ครูฝึกเฉา...กำลังบอกให้ข้าไปฆ่าคนเพื่อพิสูจน์ตัวเองอย่างนั้นรึ?'