โม่จ้านไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว มิใช่เพราะภายในใจหนักอึ้ง ทว่าเป็นเพราะไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยสิ่งใดดี—- ตนเพียงอยากทำภารกิจอย่างปลอดภัย เหตุใดจู่ๆ จึงกลายเป็นฝ่ายถูกไหว้วานเสียแล้ว
นอกจากนั้นไม่เพียงแต่ซีนั่ว ยังรวมไปถึงสองพี่น้องปีศาจแฝงฝันเช่นกัน เผ่าปีศาจมักจะสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับพวกเขาเสมอ อีกทั้งยังพากันยอมรับโดยนัยว่าตนคิดเผื่อเผ่าปีศาจ หากมิใช่ว่าตนได้รู้แล้วว่าราชาปีศาจมิได้ทำความชั่วร้ายแรงอย่างถึงที่สุด คาดว่าคงจะเห็นราชาปีศาจเป็นพวกขายตรงเสียแล้ว
ตนกลับนึกใคร่รู้อยู่บ้างเสียแล้ว เผ่าปีศาจที่แรงยึดเหนี่ยวเหนียวแน่นถึงเพียงนี้ แท้จริงแล้วเหตุใดปู้ไหลเต๋อจึงได้ร่วมมือกับจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์และอาณาจักรไหลเต๋อเพื่อลอบฆ่า? เหตุใดปู้ไหลเต๋อผู้นั้นจึงกลายเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ทรยศ? ยามนี้ตนไม่สะดวกจะเอ่ยถาม อีกทั้งยังมิอาจฟังความข้างเดียว ทำได้เพียงข่มความสงสัยเอาไว้ในก้นบึ้งหัวใจ
ซีนั่วเงยหน้าขึ้น กัดฟันเมื่อเห็นสีหน้าฉายแววซับซ้อนของโม่จ้านก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น โม่จ้านสะดุ้งตกใจรีบดึงซีนั่วขึ้นมาทันที
“เจ้ามาบอกเรื่องพวกนี้กับข้าอย่างกะทันหัน อีกทั้งข้ายังมิทันได้เตรียมการใด ทำได้เพียงพยายามสุดความสามารถเท่านั้น”
“…ไม่ขอรับ การปรากฏตัวของท่านถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว”
ซีนั่วส่ายหน้า เผยหนึ่งรอยยิ้มขมขื่น
“แผนการเดิมของพวกเราคือ ให้พวกเด็กๆ หลบเข้าไปในป่าของราชอาณาจักรข่ายเจ๋อ กระนั้นหากไม่มีผู้ดูแล จุดจบยังคงมิต่างอันใดกับถูกทอดทิ้งสักนิด…”
โม่จ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจ เดิมทีตนต้องการจะบอกอีกฝ่ายว่ากองทัพของทั้งสองดินแดนรวมตัวกันแล้ว เห็นทีอีกฝ่ายคงจะรู้เสียแต่ต้นแล้ว
“ยามข้าเพิ่งออกมาจากที่ซ่อนตัว ได้ยินว่าการลงทัณฑ์ของราชาปีศาจ—ท่านราชาปีศาจจบลงไปนานแล้ว อีกทั้งยังรวมกองกำลังทหารให้มุ่งหน้าไปยังตรอกขี้เถ้า”
โม่จ้านกุมปลายคาง หวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นยามนั้นพร้อมทั้งเรียบเรียงคำพูดอย่างระมัดระวัง
“ยามนั้นข้าเสียใจอย่างมากที่ไม่ฟื้นขึ้นมาเสียแต่เนิ่นๆ ยังนึกว่าพวกเจ้าทำสงครามไปแล้วเสียด้วยซ้ำ”
“…ตรอกขี้เถ้าไม่เหมือนกับแหล่งพักพิงอื่นๆ ผู้ที่สามารถหยั่งรากในตรอกขี้เถ้าจะต้องมิใช่ผู้ที่ไร้ฝีมือ ผู้ใดคิดอยากจะแตะต้องจำต้องคิดใคร่ครวญ”
การเคลื่อนไหวของซีนั่วชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที หลังจากนั้นทรุดกายลงคุกเข่าด้วยสีหน้าหนักอึ้งพร้อมกับหยิบคทาที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา
“เหตุที่พวกเราสามารถล่าถอยมายังตรอกขี้เถ้าเป็นเพราะมีข้าน้อยกับเจี๋ยหลัวผู้เป็นหัวหน้ากองพลทั้งสามอยู่ นอกจากนั้นยังมีกำลังทหารที่พอมีความสามารถในการสู้รบอยู่บ้างอีกจำนวนหนึ่ง กลุ่มปีศาจชรา พิการและอ่อนแอล้วนแต่ถูกสันตะสำนักสังหารจนสิ้นระหว่างทางหลบหนีแล้วขอรับ…”
“…เช่นนี้เอง เห็นทีการเดินทางมาคุ้มกันในครานี้ของหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว คงตั้งใจว่าจะมาด้วยตนเองตั้งแต่ต้นเสียแล้ว?”
โม่จ้านเงยหน้าขึ้น จดจ้องแววตาเจือความมืดสลัวไม่ชัดเจนของมังกรกึ่งมนุษย์โดยตรง
“หากไม่มีกลุ่มทหารรับจ้าง ข้าจะลอบตามอยู่ด้านหลังขบวนใหญ่ ข้าจำเป็นต้องพยายามรักษากำลังรบเอาไว้อย่างสุดความสามารถก่อนที่สงครามชี้ชะตาจะเริ่มต้นขึ้น”
ซีนั่วตอบกลับอย่างรวดเร็วมิน้อย สีหน้าฉายแววไร้กังวลอย่างยิ่ง
“เบื้องหน้าตำบลลมฝุ่นคือตำบลเล็กๆ บนชายแดนราชอาณาจักรข่ายเจ๋อ ทว่าแท้จริงได้ถูกลอบบงการโดยตรอกขี้เถ้ามานานแล้ว เหล่าโจรลักขโมยมิกล้าแตะต้องตำบลลมฝุ่นเพราะตรอกขี้เถ้า กระนั้นหนทางระหว่างตำบลลมฝุ่นไปยังตรอกขี้เถ้าเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้ควบคุม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยหนึ่งวัน นั่นจึงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะสังหารผู้คนเพื่อชิงสมบัติของพวกเขา”
“ขอเพียงเป็นขบวนขนส่งสิ่งของไปยังตรอกขี้เถ้า จะต้องพบเจอการปล้นชิงอย่างมิอาจเลี่ยง นี่เป็นสิ่งที่กลายเป็นความรู้ทั่วไปของกลุ่มทหารรับจ้างละแวกใกล้เคียง”
มังกรกึ่งมนุษย์แบมือยักไหล่ สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย เพราะความสามารถของขบวนคุ้มกันในครานี้ไม่ธรรมดา คงมิต้องกังวลว่าของจะถูกชิงไป
“กล่าวได้อีกอย่างว่า วันพรุ่งนี้จึงจะอันตรายที่สุด…”
โม่จ้านขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หากอีกฝ่ายเพียงอยากปกป้องสหาย เพียงตรงกลับไปยังตรอกขี้เถ้าก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ?
“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดหัวหน้ากิลด์ซีนั่วจึงต้องใช้ภารกิจบังหน้าให้ได้? นอกจากนั้นยังเลือกช่วงเปิดการประมูลอย่างเอิกเกริก—- เอ่อ..”
ครั้นเอ่ยมาถึงครึ่งทาง โม่จ้านพลันเข้าใจทันใด
หากในระหว่างทำภารกิจ (หรือก็คือช่วงประมูล) เกิดศึกสงคราม เหล่าผู้เข้าร่วมการประมูลจะต้องกลายเป็นกลุ่มคนฝ่ายที่สามที่มีจำนวนมาก ทำให้กองทัพของทั้งสองดินแดนหยิกเล็บเจ็บเนื้อ หากอีกฝ่ายเริ่มเคลื่อนทัพหลังสิ้นสุดการประมูล เช่นนั้นช่วงเวลาของการหลั่งไหลออกนี้ก็จะยิ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญ —- ฉวยโอกาสขณะที่ภายในตรอกขี้เถ้ามีผู้คนมากมายปะปนกัน กองทัพที่แตกซ่านของราชาปีศาจก็จะเคลื่อนย้ายลูกหลานออกไปอย่างสุดความสามารถ
“…ข้าว่าท่านน่าจะเข้าใจสาเหตุสำคัญแล้วกระมัง”
ขณะมองสีหน้าครุ่นคิดของโม่จ้าน ซีนั่วพยักหน้า ภายในแววตาฉายแววเคร่งขรึมขึ้นมา
“เพียงแต่แน่นอนว่ายังมีสาเหตุรองลงมา นั่นก็คือสินค้าในครั้งนี้จะต้องถูกส่งไปให้ถึงก่อนที่จะเกิดสงคราม”
ดังนั้นแท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่จึงได้สำคัญมากเพียงนี้? ไม่ว่าจะเป็นยุทโธปกรณ์หรือวัสดุสร้างอาวุธลับ หีบเล็กเช่นนั้นคงใส่มิพอกระมัง?
…ช่างเถิด สำหรับสถานการณ์ในยามนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเด็นรอง
เมื่อมองดวงจันทร์ที่เคลื่อนห่างจากกลางท้องฟ้าไปบ้างแล้ว มิใช่เรื่องง่ายกว่าโม่จ้านจะสามารถกดข่มความใคร่รู้ลงไปอีกครั้ง
“ดึกมากแล้ว ข้าควรจะกลับไปได้แล้ว”
ซีนั่วพยักหน้าและยืนอยู่ที่เดิมอย่างเงียบเชียบ โม่จ้านชะงักไปครู่หนึ่งจึงรู้ตัวว่าอีกฝ่ายสื่อว่าให้ตนเดินนำหน้า
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะหลอกเจ้าหรือ เช่นเดียวกับเจ้าปู้ไหลเต๋อผู้นั้น” โม่จ้านเดินไปถึงประตูพลันเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ละมุนละม่อม
แน่นอนว่ากลัว แต่จะทำอย่างไรได้เล่า?
ยามที่กองทัพเผ่าปีศาจทั้งสี่มารวมตัวกันยังมิอาจต่อกรกับกองทัพของทั้งสองแคว้นที่ร่วมมือกัน ยามนี้เหลือเพียงกองกำลังที่แตกซ่าน ผนวกกับทหารจับฉ่ายในตรอกขี้เถ้า ยังจะสู้กับกองทัพที่แข็งแกร่งของทั้งสองแคว้นได้อย่างไร? ขอเพียงมีความหวังแม้เพียงน้อยนิด พวกตนก็ยังจะคิดหาหนทางส่งเหล่าปีศาจที่เพิ่งเกิดใหม่ออกไปให้ได้…
แววตาของซีนั่วค่อนข้างมืดสลัวอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับต้องตายอย่างมิต้องสงสัยกับยังพอรอดจากปากเหยี่ยวปากกา ไม่ว่าอย่างไรอย่างหลังก็ยังคงพอมีความหวังอยู่บ้างสักนิด
“เอาล่ะๆ ในเมื่อข้ารับปากเจ้าแล้ว ย่อมต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ”
โม่จ้านโบกมืออย่างจนปัญญา หลงเหลือไว้เพียงแผ่นหลังที่มิได้แลดูสง่างามนักให้ซีนั่ว
“กระนั้นพวกเราจำต้องเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะความเป็นไปได้ที่จะไม่ถูกพบมีน้อยยิ่งนัก…”
…ทำได้เพียงทำทุกสิ่งอย่างสุดความสามารถแล้วปล่อยไปตามชะตาฟ้าลิขิตเสียแล้ว
หัวคิ้วของมังกรกึ่งมนุษย์ขมวดเข้าหากันแน่น เดินตามอยู่ด้านหลังของโม่จ้านอย่างเชื่องช้า คนทั้งสองที่เงียบกริบเดินไปตามทางแยก ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตน
มือทั้งสองข้างของโม่จ้านไพล่อยู่ด้านหลัง เดินด้วยฝีเท้าผู้เฒ่าโดยมิรู้ตัว
สำหรับกองกำลังที่แตกซ่านของราชาปีศาจ นอกจากสายเลือดของตน คล้ายกับจะเป็นคนแปลกหน้าฝ่ายที่สามอย่างมิต้องสงสัย เหตุที่ซีนั่วเลือกตน ประการแรกเป็นเพราะตัวตนเผ่าปีศาจของตน ประการที่สองเป็นเพราะอีกฝ่ายถูกบีบบังคับจนหมดสิ้นหนทางแล้วจริงๆ ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยระแวดระวังของซีนั่ว หากไม่ถึงยามคับขันจริงๆ คงไม่มีทางยอมเสี่ยงเป็นอันขาด
เพียงแต่อีกฝ่ายจะต้องสังเกตเห็นแล้วว่าตนไม่มีเขา กระนั้นกลับมิได้แสดงออกถึงความสงสัยแต่อย่างใด เห็นทีคงมิใช่เผ่าปีศาจทุกตนที่แยแสเรื่องนี้
ทว่าซีนั่วในขณะเดียวกันนี้กลับมิได้คิดเช่นนั้น
สภาพจิตใจของมังกรกึ่งมนุษย์ในยามนี้กลับไม่สงบ และกำลังตกอยู่ในสภาวะยุ่งเหยิงที่ทั้งสับสนระคนตื่นเต้น
สาเหตุที่อีกฝ่ายไม่มีเขามีอยู่สองประการ หากมิได้ถูกทำลายเพราะอุบัติเหตุ เช่นนั้นก็จะต้องเกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษบางประการ สามารถซ่อนเขาเอาไว้ได้ เช่นเดียวกับปีศาจแฝงฝันที่มีความสามารถเข้าสิงร่าง
หากเป็นเช่นประการหลัง เผ่าปีศาจก็ยังมีความหวังริบหรี่ที่จะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป— เขาคือลักษณะภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าปีศาจและดึงดูดสายตาผู้คนอย่างมาก เมื่อคิดตามสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด ต่อให้โม่เจ๋อเอ่อร์ไม่มีความสามารถในการซ่อนเขาเผ่าปีศาจ ก็ยังสามารถปกป้องให้สองพี่น้องปีศาจแฝงฝันใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุขได้
หากเป็นเช่นประการแรก ถึงแม้จะมิอาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อันน่าสิ้นหวัง กระนั้นอัตราการเอาตัวรอดของอีกฝ่ายก็จะสูงขึ้นอย่างมาก — โม่เจ๋อเอ่อร์ที่ไม่มีเขายังมีพลังต่อสู้ที่สูงถึงเพียงนี้ หากได้รับอัญมณีแหล่งพลังเวทที่ช่วยเสริมสร้างพลังเวท ความสามารถที่แท้จริงของอีกฝ่ายจะต้องระเบิดออกมาจนถึงขั้นน่าเหลือเชื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้โม่เจ๋อเอ่อร์ถูกพบระหว่างหลบหนี ก็ยังสามารถอาศัยฝีมือฝืนฝ่าออกไปตลอดทาง หลังหลบซ่อนกายอยู่ในป่าหรือพื้นที่รกร้างจึงค่อยวางแผนการอีกครั้ง
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของโม่เจ๋อเอ่อร์ได้นำพามาซึ่งความหวังแก่เผ่าพันธุ์ที่ใกล้จะต้องถูกกวาดล้างให้สิ้นซาก
นี่ก็คือสาเหตุที่ซีนั่วตื่นเต้น
หากเป็นเช่นความเป็นไปได้ประการแรก อัญมณีแหล่งพลังเวทในมือของตนมีน้อยเกินไป ทำได้เพียงฝากความหวังไว้ว่าจะมีการประมูลเป็นจำนวนมากในงานประมูล
นี่ก็คือสาเหตุที่ซีนั่วรู้สึกสับสนยุ่งเหยิง