“อมิตตาภา”
เณรน้อยประนมมือสวดมนต์ส่งวิญญาณ ท่ามกลางแมกไม้รายล้อม ผืนป่าดำมืด เสียงสวดภาษาสันสกฤตแปลกหูทำจิตใจให้กระเพื่อมไหวไม่น้อย
เมื่อดาบคืนฝัก โลหิตที่คั่งค้างในลำคอค่อยไหลนองออกมา คงด้วยดาบสั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ความร้อนจากการเสียดสีทำปากแผลแห้งกรัง จึงไม่ได้ฉีดพุ่งเหมือนในภาพยนตร์จีนกำลังภายใน
พอเห็นรอยเลือดแผ่ขยาย ความยินดีที่มีอยู่ของต้าหมินค่อย ๆ เหือดหายทีละน้อย หลงเหลือเพียงความรู้สึกขอบคุณกับรู้สึกผิดหักล้างกันไปมา
ขอบคุณดาบเล่มนี้ หากไม่ได้ความช่วยเหลือคนที่นอนทอดร่างกับพื้นอาจเป็นตน
รู้สึกผิดที่ชีวิตอันมีค่าต้องมาดับสิ้นไปจากโลกนี้
เหตุการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งกลุ่มโจร พวกนั้นเป็นคนโฉดชั่วเลวทรามต่ำช้า ลงมือสังหารคนในหมู่บ้านอย่างเลือดเย็น แต่ทว่าคนผู้นี้ไม่แน่ว่าเป็นคนดี คนที่ไม่เคยพูดคุยและเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนกลับมาสิ้นลมอยู่แทบเท้า
วูบหนึ่งเผลอคิดกับตัวเองว่า เรื่องนี้บางทีอาจไม่จำเป็นต้องจบด้วยความตายเสมอไป
‘ไม่ใช่ข้ามอดท่านก็ม้วย'
ทั้งสองฝ่ายสามารถแยกจากกันด้วยดี ขอเพียงเพิ่มการพูดคุย ลดความเห็นต่าง บางทีผลลัพธ์อาจแตกต่างไปจากนี้ ทุกชีวิตต่างมีคุณค่า เบื้องหลังของแต่ละคนต่างมีครอบครัว
ขอเพียงตนแข็งแกร่งเพียงพอ คนคนนี้อาจหวาดกลัวจนหนีไปเองก็ได้
ขณะต้าหมินยืนนิ่งอยู่นั่นเอง เณรน้อยซึ่งเพิ่งสวดมนต์เสร็จได้เห็นประสกผู้มีพระคุณสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย คล้ายบางอย่างในใจกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้นานเข้าอาจเกิดจิตมารได้
“อมิตตาภา ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่าน”
เสียงอ่อนใสแฝงด้วยจิตเมตตาปลุกต้าหมินออกจากภวังค์ ไม่เพียงดวงตาเลื่อนลอยกลับมารวมศูนย์ จิตยังคืนความกระจ่างใส
“ประสกคงกำลังคิด โยมผู้นี้ไม่น่าต้องมาตายอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้”
ต้าหมินพยักหน้า
“ประสกคงคิดด้วยว่าโยมผู้นี้ไม่ได้ทำผิดอะไรขนาดนั้น การกระทำของเขาหาใช่สมควรแก่ความตายไม่”
ต้าหมินยังคงพยักหน้า ทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยคล้ายคำพูดของเณรกระตุ้นอะไรบางอย่าง
“ประสกคงคิดอีกว่าหากตัวเองเก่งกว่านี้ คงหลีกเลี่ยงการต่อสู้โดยไม่จำเป็นได้”
เปรี้ยงงงงงง!
เฮ้ย นี่มันเณรน้อยเจ้าปัญญา ท่านอิคคิวชัด ๆ
ต้าหมินตกตะลึงอย่างแท้จริง ตนกับเณรไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กระทั่งคุยยังไม่เคยคุย แล้วทำไมท่านจึงอ่านใจตนได้ขนาดนี้ แทบไม่เหลือความลับใด ๆ ต่อหน้าเณรรูปนี้
เข่าน้อย ๆ แทบทรุดลงกราบกราน
หรือว่าท่านมีญาณวิเศษประเภทอ่านใจ แบบที่เคยได้ยินมา
หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่เรียกว่าตะลึงรอบที่สองก็ได้ การใช้ปัญญาคาดเดาก็อย่างหนึ่ง การใช้ญาณวิเศษก็อย่างหนึ่ง เพียงแต่ตนเพิ่งเหยียบแผ่นดินเฮอันไม่เท่าไร กลับเจอเรื่องชวนตระหนกมากมายขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าไปที่ไหนก็มีโอกาสเจอพยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อนได้ทั้งนั้น
“อ้อ ประสกไม่ต้องคาดเดาเปะปะหรอก อาตมาไม่มีเจโตปริยญาณ*”
เณรหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อว่า
“อาตมาพอเห็นสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายของโยม ไพล่นึกถึงหน้าศิษย์พี่อาตมาที่เจอหมีทำร้ายในป่า ท่านถูกมันลอบจู่โจมทางด้านหลังเกิดเป็นแผลเหวอะหวะ แทบจบชีวิต ขณะนั้นเองจิตท่านเกิดความโกรธ ตัวเราไม่เคยทำร้ายท่าน ทำไมท่านต้องทำร้ายเราด้วย อารมณ์พลุ่งพล่านสุดระงับ ศิษย์พี่เลยฉีกร่างหมีนั้นเป็นชิ้น ๆ”
ในสมองของเด็กชายมึนงงอย่างยิ่ง เณรกำลังกล่าวอะไรอยู่เนี่ย มันหมายความว่าอย่างไร แล้วศิษย์พี่คนที่เก่งขนาดฉีกหมีเป็นชิ้นได้ ดันถูกหมีทำร้ายเนี่ยนะ
“สีหน้าของโยมแทบไม่ต่างกับสีหน้าของศิษย์พี่อาตมาเลย กระทั่งทำแผลเสร็จได้พักฟื้นพักหนึ่ง พระอาจารย์ได้เรียกศิษย์พี่เข้าพบท่ามกลางเหล่าศิษย์คนอื่น นับแต่วันนั้นศิษย์พี่ก็ก้าวหน้าในธรรม สิ่งซึ่งเคยฉุดรั้งชวนให้เศร้าหมองพลันสลายหาย สีหน้ากลับสู่ปกติ โยมรู้ไหมพระอาจารย์พูดกับศิษย์พี่ของอาตมาว่าอย่างไร”
เด็กชายส่ายหน้า เขาไม่ทราบจริง ๆ
“นี่คือกรรม… หากหมีไม่ทำร้ายศิษย์พี่ก่อน ท่านคงไม่ลงมือ ตัวเราเพียงตอบสนองไปตามสิ่งเร้าเท่านั้น แม้การสังหารด้วยโทษะอาจกล่าวได้ไม่เต็มปากนักว่าถูกต้อง ทว่าไม่มีเหตุก็ไม่มีผล หลังจากพระอาจารย์ตรวจสอบซากของหมีตนนั้นได้ความว่า หมีถูกกับดักของนายพรานทำร้ายมาก่อนแล้วค่อยบังเอิญพบกับศิษย์พี่ ณ เวลานั้นจิตของมันเต็มไปด้วยความแค้น ความโกรธ ใจคิดอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น”
พอเณรกล่าวประโยคนี้จบได้โค้งกายลง ก่อนจะเดินย้อนกลับไปทางเดิม ชินโนสุเกะรีบก้มกราบกรานสามครั้งสามครา คล้ายเป็นการแสดงความเคารพและขอบคุณ
ด้วยสิ่งซึ่งเณรกล่าวเป็นธรรมอันลึกซึ้ง คำพูดนี้แทบเปลืองเซลล์สมองทั้งหมดของเด็กชายต้าหมินกว่าจะสรุปออกมาด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่า
‘ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว และดาบนั้นคืนสนอง’
พอคิดได้แบบนี้ เขาก็ไม่ได้นำเรื่องนักดาบผู้นี้มาใส่ใจอีก แน่นอนการต่อสู้คราวนี้ให้แง่คิดอะไรบางอย่าง อย่างหนึ่งคือต้องแข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน โลกสมัยโบราณไม่เพียงมีเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ยังแฝงอันตรายถึงชีวิตไว้ทุกย่างก้าวด้วย
ทว่ายามนี้ยังมีเรื่องต้องทำอยู่อีกหนึ่งอย่าง…
ตามหาไลอ้อน
เขาเดินย้อนกลับไปตามถนน ในเส้นทางเดียวกับที่เณรน้อยและชินโนสุเกะเพิ่งหายลับไปกับความมืด
แม้พอมีแสงจันทร์ส่องผ่านเงาไม้บ้าง แต่ก็ต้องก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง เพราะเห็นเพียงโครงร่างของวัตถุเท่านั้น ยังดีที่ถนนเส้นนี้ถึงตัดผ่านป่าทึบ ทว่าต้นไม้ข้างทางบางช่วงไม่ได้สูงใหญ่นัก คาดว่าตอนก่อสร้างมีการตัดต้นไม้ใหญ่ออกจนถนนกว้างกว่าในปัจจุบัน พอเวลาผ่านไปต้นไม้รายทางเติบโตเบียดเส้นทางให้แคบลงก็จริง แต่ยอดไม้ไม่ได้สอดประสานกันมากนัก ทำให้แสงยังพอผ่านมาได้
ไม่แน่ใจว่าเดินมานานเท่าใด พลันได้กลิ่นคาวเลือดหนาหนัก ตรงหน้ามองเห็นเงาร่างเกลื่อนกล่น นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ทันใดนั้นเองสัมผัสถึงเสียงการต่อสู้ ด้วยความสั่นสะเทือนของผืนดินและเสียงคำรามสะเทือนเลื่อนลั่น
ต้าหมินตัดสินใจแหวกพุ่มไม้ด้านข้างออกไป
เมื่ออยู่ในที่มืดมานาน ครั้นเจอแสงสว่างถึงแสงนั้นอ่อนจางเพียงใดก็ถือว่าสว่างมากอยู่ดี
ภาพตรงหน้านอกจากซากเรือที่กลายสภาพเป็นเพียงเศษไม้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว ยังมีลำน้ำส่องประกายใต้แสงจันทร์ แลงดงามอย่างยิ่ง
นอกจากนี้บนชายหาดยังมีอีกภาพหนึ่ง ภาพอันชวนตกตะลึง...
สัตว์ยักษ์สองตนกำลังต่อสู้กัน!
เปรียบได้กับไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ (T-Rex) เครื่องจักรสังหารกับไทรเซราทอปส์ (Triceratops) ไดโนเสาร์กินพืชซึ่งมีเขาแหลมคม ทั้งสองกำลังเข่นฆ่ากัน
แผ่นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นผงคละคลุ้ง
สุนัขขนาดใหญ่กำลังต่อสู้กับทานูกิปีศาจขนาดยักษ์
ต้าหมินรับรู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่า
สุนัขตัวนั้นก็คือ ไลอ้อน!
*เจโตปริยญาณ หนึ่งในอภิญญา 6 สามารถล่วงรู้ภาวะแห่งจิตและห้วงคิดของผู้คนได้