บทที่ 19 แฝงตัว
บทที่ 19 แฝงตัว บริเวณหน้าจวนตระกูลหลินเหล่าผู้คุ้มกันที่ยืนเรียงอยู่บริเวณหน้าประตูจวน พวกมันได้สังเกตเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมเก่ามายืนจ้องมองอยู่บริเวณด้านหน้าจวนสักพักใหญ่ๆแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกมันก็พากันเดินเข้าไปล้อมรอบร่างของชายปริศนาที่มายืนเฝ้ามองอยู่บริเวณด้านหน้าจวน ใบหน้าของเหล่าผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่เต็มไปด้วยความจริงจัง พวกมันแสดงใบหน้าที่ไม่เป็นมิตรออกมาเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย เหล่าผู้คุ้มกันพวกนี้มีอยู่ประมาณ 4 คนพวกมันเข้ามาล้อมจากทุกทิศทุกทางภายในมือของพวกมันก็ถืออาวุธกันครบมือในสถานการณ์เช่นนี้ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปก็คงจะหวาดกลัวแล้วก็ตื่นตระหนกแล้วแต่ว่าหลินซานมิใช่ ตัวของเขากับแสดงท่าทางราบเรียบและยืนตรงอยู่เช่นนั้นโดยที่ไม่ขยับถอยไปเลยสักก้าว ผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่ด้านหน้าขมวดคิ้วเข้าหากันจ้องมองชายปริศนาก่อนที่มันจะเป็นเสียงเข้มเพื่อถามตัวตนของอีกฝ่าย “ เจ้าเป็นผู้ใดกันมายืนเฝ้ามองอยู่ด้านหน้าจวนตระกูลหลินเช่นนี้!! ”“ ไม่รู้อย่างนั้นหรือว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน!! ” การที่มันจะข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นและถ้อยคำเช่นนั้นก็ไม่ผิดแปลกเพราะว่าสถานที่แห่งนี้คู่คนนั้นต่างล่วงรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นอาณาเขตของตระกูลหลิน โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนก็มักจะเดินทางไปทางถนนเส้นอื่นแล้วไม่ผ่านเข้ามาภายในถนนเส้นนี้ดูจากรอบกายของเขาในตอนนี้ถนนเส้นนี้ไร้ซึ่งผู้คนและไม่มีผู้คนสัญจรผ่านเลยจะเป็นเพราะว่าผู้คนภายในเมืองหลอมนภาต่างล่วงรู้ดีอยู่แล้วว่าสถานที่แห่งนี้คือจวนตระกูลหลิน ตระกูลหลินเป็นตระกูลขนาดใหญ่ภายในเมืองทั้งอำนาจและฐานะของตระกูลก็มั่งมีจนเรียกได้ว่าเป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่ยำเกรงภายในเมืองหลอมนภาแห่งนี้ตระกูลเหล่าคนภายในตระกูลหลินส่วนใหญ่ก็จะเข้ารับราชการภายในราชสำนักและก็มีบางผู้ที่อาจจะได้รับหน้าที่ในการจัดการดูแลกิจการของตระกูลที่ทำการค้าขายหลากหลายอย่าง เพราะว่าอำนาจและฐานะของตระกูลที่ถือได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งที่น่ายำเกรงภายในเมืองหลอมนภาแห่งนี้ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าผ่านเข้ามาภายในบริเวณถนนเส้นนี้เพราะว่ามันจะตัดผ่านบริเวณด้านหน้าจวนตระกูลหลินพอดิบ“ พวกเจ้า... รู้จักข้าหรือเปล่า ” หลินซานได้ค่อยๆยกมือของตนเองเปิดผ้าคลุมที่กำลังสวมใส่ที่หัวของตนเองออกแล้วเผยให้เห็นใบหน้าของเขา“ !!! ” เหล่าผู้คุ้มกันทั้งสี่ที่ล้อมรอบร่างของหลินซานจากทุกทิศทุกทางเมื่อมันพบเห็นใบหน้าของบุรุษที่อยู่ด้านหน้ามันก็แสดงท่าทางตื่นตระหนกขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงใบหน้าของมันปรากฏความสับสนออกมาอย่างทันควัน แน่นอนว่าคนพวกนี้ต้องรู้จักหลินซานอยู่แล้วเพราะว่าเขานั้นเป็นหนึ่งในคนที่ถือได้ว่ามีความสำคัญกับตระกูลเมื่อก่อนเพราะเป็นผู้ที่ถือครองรากเหง้าปราณระดับราชันย์ คนพวกนี้ก็ต้องให้ความเคารพกับเขาในระดับหนึ่ง และข่าวการตายของหลินซานก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองแน่นอนว่าการที่จะได้พบเจอกันอีกครั้งเช่นนี้ทำให้พวกเหล่าผู้คุ้มกันพวกนี้แสดงท่าทางตกตะลึงก็ไม่แปลก “ อันใดกัน!!! หลินซาน!!! ” ผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าถึงกับอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกพวกมันพากันยกมือขึ้นมาขยี้ดวงตาของตนเองราวกับว่าไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนที่พบเห็นหลินซานที่ปรากฏกายออกมาอยู่ด้านหน้าของพวกมันในตอนนี้หลินซานทำใบหน้าราบเรียบสงบนิ่งใบหน้าของเขามีเพียงแค่ความรู้สึกเดียวที่ปรากฏออกมานั่นคือความรู้สึกสับสน ดวงตาของหลินซานแต่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความใสซื่อแล้วกำลังจ้องมองไปที่ร่างของผู้คุ้มกันสูงใหญ่ด้านหน้าอย่างน่าสงสาร “ ข้าถามว่าพวกท่านรู้จักข้าหรือเปล่า.. ” หลินซานย้ำถามกลับไปด้วยคำถามเดิม ได้ยินคำถามนั้นปรากฏออกมาอีกครั้งมันทำให้ผู้คุ้มกันเหล่านั้นดึงสติของตนเองกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วได้ใช้ดวงตาของตนจ้องมองหลินซานที่อยู่ด้านหน้าของพวกมัน คนพวกนี้ประหลาดใจเป็นอย่างมากที่หลินซานแสดงท่าทางเช่นนี้ต่อหน้าพวกเขา โดยปกติแล้วหลินซานที่เป็นคนสำคัญของตระกูลโดยปกติแล้วแม้ว่าจะไม่ได้หยิ่งยโสและหยิ่งทะนงเอากับนายน้อยหลินและคนจากตระกูลหลักแต่ว่าก็ไม่เคยที่จะแสดงท่าทางที่อ่อนแอเช่นนี้ออกมา มันช่างน่าแปลกประหลาดใจยิ่งนักเหล่าผู้คุ้มกันพวกนั้นต่างมองกันไปกันมาเพื่อถามหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกมันเมื่อมองกันไปกันมาแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบเพราะต่างฝ่ายก็ต่างส่ายหน้ากันไปเพราะว่าไม่สามารถอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้สิ่งที่พวกมันกำลังสงสัยคือเหตุใดคนที่ควรจะตายไปแล้วอย่างหลินซานเดินทางกลับมาที่จวนได้ แล้วเหตุใดท่าทางที่แสดงออกมาถึงผิดแปลกออกไปอีกด้วย “ ข้าถามว่าพวกท่านรู้จักข้าหรือไม่ ภายในหัวของข้ามันว่างเปล่าและก็ไม่สามารถจำอันใดได้เลย ตอนนี้ข้ากำลังตามหาอยู่ว่าตัวของข้าเป็นผู้ใดกันแน่ ” หลินซานพูดออกมาด้วยใบหน้าใสซื่อ ทั้งแววตาและใบหน้าของเขามันเต็มไปด้วยความสับสนจริงๆแน่นอนว่ามันคือการแสดงละครทุกอย่างมันคือการแสดงที่ตัวของหลินซานได้สร้างขึ้นมา เขานั้นเสแสร้งแกล้งทำทั้งหมดเพราะว่ามันเป็นแผนที่เขาวางไว้ตั้งแต่แรกแล้ว โดยแผนการที่เขานั้นวางเอาไว้นั่นคือการที่ให้ตนเองนั้นแสร้งเป็นความจำทั้งหมดหายไปหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นโรคความจำเสื่อม นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดได้ออกมาหลังจากที่ใช้เวลาไตร่ตรองครุ่นคิดถึงแผนการที่จะแทรกแซงเข้ามาโดยที่ให้เหล่าผู้คนคิดว่าเขานั้นไม่มีพิษมีภัยมากที่สุด ซึ่งทางเลือกนี้มันก็เป็นทางเลือกที่ดีระดับหนึ่งแน่นอนว่าเขาจะต้องทำการแสดงทุกอย่างให้มันไร้ที่ติด้วยเช่นกัน “ ว่าอย่างไรนะเจ้าความจำเสื่อมอย่างงั้นรึ? ” ผู้คุ้มกันด้านหน้ามองที่หลินซานอย่างฉงน มันได้หันไปมองสหายของมันที่ล้อมอยู่รอบร่างกายของหลินซาน เมื่อมองดูแล้วพวกสหายของมันก็พยักหน้าตอบรับกลับมา ดูเหมือนว่าพวกมันจะคิดเช่นเดียวกันหลินซานที่สามารถสังเกตเห็นได้ว่าเหล่าผู้คุ้มกันพวกนี้เริ่มปักใจเชื่อในคำพูดของเขาภายในใจของเขามันก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา ภายในใจก็แอบชื่นชมตนเองที่ทักษะการแสดงของเขานั้นก็ไม่เหลวสามารถหลอกตาคนพวกนี้ได้ด้วย “ เจ้าเฝ้าไว้เดี๋ยวข้าจะไปรายงานท่านผู้อาวุโสหลินก่อน ในยามนี้ภายในจวนแทบจะไม่มีคนของตระกูลหลักหลงเหลืออยู่เลยมีแต่ผู้อาวุโสหลินเท่านั้น ” ผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่ด้านหน้าหันไปพูดกับสหายของมันที่ล้อมรอบร่างกายของหลินซานอยู่ ผู้อาวุโสหลินตัวของเขาก็รู้จักดีเขาคือผู้นำตระกูลหลินคนก่อนที่ได้ลงจากตำแหน่งแล้วให้ตัวของบุตรชายคนโตขึ้นมารับสืบทอดตำแหน่งแทน โดยผู้นำตระกูลถ้าลงจากตำแหน่งของผู้นำก็จะถูกขยับไปอยู่ในตำแหน่งของผู้อาวุโสตระกูลแน่นอนว่ามีหน้าที่ในการตัดสินใจหลายๆอย่างและให้คำแนะนำผู้นำตระกูลในรุ่นปัจจุบัน อาวุโสของตระกูลหลินคือหลินหย่งอู่ เขาคือผู้นำตระกูลรุ่นก่อนโดยตอนนี้ก็ได้ลงจากตำแหน่งแล้วให้บุตรชายของมันหลินหย่งอี้ขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำตระกูลหลินแทนที่ โดยความสัมพันธ์ของเขาและตระกูลหลักมันก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าใด ท่านปู่ของเขาเป็นน้องชายของหลินหย่งอู่มันทำให้ตัวเขาจะต้องเติบโตขึ้นมาอยู่ในสกุลสาขา จนบัดนี้ท่านปู่ของเขาก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วแต่ว่าตัวของหลินหย่งอู่ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าใบหน้านั้นจะเต็มไปด้วยความใสซื่อที่เสแสร้งสร้างขึ้นมาแต่ตอนนี้ภายในใจกำลังเต็มไปด้วยความคิดและแผนการมากมาย เขากำลังเรียงลำดับแผนการและประเมินสถานการณ์จากทุกๆอย่างอยู่ ตามคำบอกของผู้คุ้มกันเมื่อสักครู่มันบอกว่าวันนี้คนของตระกูลแทบจะไม่อยู่ภายในจวนเลยเหลือเพียงแค่ผู้อาวุโสหลินเท่านั้นตัวของเขาเองก็ตั้งข้อสงสัยอยู่เหมือนกันว่าตอนนี้คนโตของตระกูลหลักมันหายไปไหนกันหมดเขายืนรออยู่บริเวณด้านหน้าสักพักใหญ่ๆเหล่าผู้คุ้มกันที่รายล้อมอยู่รอบร่างกายก็ไม่ปล่อยให้เขานั้นขยับตัวเลยสักนิด หลินซานต้องเสแสร้งแกล้งทำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและความสับสนของตนเองอยู่ตลอดเวลาซึ่งมันไม่ได้เหมาะกับตัวของเขาเลยสักนิดตอนนี้สิ่งที่เขาเฝ้ารอมันได้มาถึงแล้วผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่ที่เข้าไปรายงานผู้อาวุโสด้านในมันได้วิ่งออกมาจากทางประตู เท้าทั้งสองข้างของมันวิ่งมาหยุดลงอยู่บริเวณตรงหน้าของหลินซาน “ เจ้าตามข้ามาผู้อาวุโสหลินให้ตัวของข้ามานำเจ้าเข้าไปพบข้างใน ” ผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่แสดงใบหน้าเคร่งขรึมพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ พวกท่านเป็นผู้ใดกัน?? ” หลินซานเพิ่มแสงแสดงท่าทางร้อนรนแล้วมองเหล่าผู้คุ้มกันที่รายล้อมร่างกายของเขา ฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมมันทำให้เราคนพวกนั้นเริ่มอาจจะเชื่อว่าเขานั้นความจำเสื่อมมากขึ้นไปอีก “ เอาเถอะน่าตัวของเจ้าตามข้ามา สถานที่แห่งนี้คือที่อยู่ของเจ้า ” มันเริ่มเร่งเสียงมากขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปเพื่อข่มขวัญ ในตอนนี้เมื่อมันรู้ว่าหลินซานความจำเสื่อมมันก็แสดงท่าทางตั้งท่าเครื่องยกใหญ่ ที่เมื่อก่อนพวกมันนั้นเคยแต่ให้เก็บเขาแล้วก็ไว้หน้าเขาอยู่หลายส่วนแท้ๆหลินซานค่อยค่อยเดินตามผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่ด้านหน้าของตนเองเข้าไปภายในจวนอย่างช้าๆ สถานที่แห่งนี้คือส่วนตระกูลจวน ด้านในจวนมีพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตามีเรือนตั้งประดับอยู่มากมายหลาย 10 เรือนแบ่งไปตามความสมควร เพราะว่าตระกูลหลินเป็นตระกูลใหญ่ทุกอย่างมันเลยดูใหญ่โตเช่นนี้เขาเดินตามผู้คุ้มกันผู้นั้นเข้าไปผ่านทางเดินหลักมุ่งตรงไปบริเวณด้านหลังของจวน โดยตลอดการเดินตามโครงการผู้นั้นไปหลินซานก็จะแสดงท่าทางลุกลี้ลุกลนและก็มองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าเขาเดินเข้ามาภายในสถานที่แปลกใหม่มันเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมเขาต้องแสดงอย่างต่อเนื่องและห้ามหยุดอย่างเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะเป็นที่สังเกตแก่ผู้คุ้มกันผู้นี้ได้ มันได้พาเขาเดินมาบริเวณด้านหลังของจวน*เรือนของผู้อาวุโสหลิน*จบตอน