อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 54 บันทึกทำเนียบร้อยศาสตรา

    ตอนที่ 54


    “หานเฉียง!!” หานเต้าหยีเห็นบุตรชายเป็นเช่นนั้นไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป พุ่งออกจากอัฒจันทร์ไปยังบนเวทีในชั่วพริบตา

     

    สภาพของ หานเฉียง ไม่สู้ดีนัก บาดแผลถูกฟันจากขวานนับว่าสาหัสเอาการทั้งยังถูกโจมตีด้วยมือเท้าของ ซุน ไปอีกจำนวนไปน้อย จนบอบช้ำหลายส่วน กระดูกซี่โครงก็ร้าวระบม...แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดผลเลวร้ายมากที่สุด นั่นคือผลค้างเคียงจากฤทธิ์โอสถปลุกชีพจร!!

     

    หานเต้าหยี เห็นสภาพบุตรชายแล้ว ก็เดือดดาลขึ้นในทันที!! แผ่ล้นจิตคุกคามอันมหาศาลออกมา จนชั้นบรรยากาศหนักอึ้งขึ้นแรงกดดันที่พุ่งตรงเข้าหา ซุน คืออำนาจแห่งยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม... หานเต้าหยีไม่จำเป็นต้องแตะสัมผัสตัวผลที่ออกมาคือเด็กหนุ่มจำต้องทรุดเข่าลงสั่นสะท้านไปโดยพลันจากความแตกต่างของพื้นฐานลมปราณ แม้แต่จะหายใจยังทำได้ยากยิ่ง...

     

    “นับว่ากล้ามาก ที่เล่นงานบุตรชายข้าถึงเพียงนี้!!” หานเต้าหยี เค้นเสียงเยือกเย็น

     

    จังหวะนั้น ซ่งไห่เฟิง ก็พลันพุ่งตรงมา หยัดยืนเบื้องหน้าของ ซุนทำลายชั้นบรรยากาศและแรงกดดันทั้งหมดที่ หานเต้าหยี แผ่ล้น...

    “หากเจ้ากล้าทำอะไร เหยาซุน พวกเราคงได้เห็นดีกัน!!”

     

    สองยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งแห่งเมืองบุปผาแดง เผชิญหน้ากันบนเวทีประลอง...แม้แต่กรรมการบนเวที ยังยากที่จะเข้าใกล้รัศมีพลังที่สองชายชราแผ่ล้นออกมา...

     

    “หยุดมือ!!”เจ้าเมืองฉี ตวาดเสียงก้องดังขึ้น

    “พวกท่านทั้งสอง รู้สถานะตนเองหรือไม่!!”

    ผู้มีอำนาจสูงสุดในเมือง เผยแววตาตำหนิสองผู้ชรา...

     

    หานเต้าหยี กำหมัดแนบแน่นเต็มไปด้วยโทสะ...

    “ท่านเจ้าเมือง ท่านก็เห็นสภาพบุตรชายข้า เจ้าเด็กนั่นมันลงมือหนักเกินการประลองมันควรจะถูกตัดสิทธิในชัยชนะครั้งเสียด้วยซ้ำ!!”

     

    ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็ฝืนกำลังลุกยืน ขาสองข้างยังคงสั่นทึม

    “เหลวไหล!! บาดแผลที่ข้าโจมตี หานเฉียง มันก็เทียบกับที่หานเฉียง โจมตีข้านั่นแหละ!! คิดหรือว่ากระบวนท่าเมื่อครู่หากข้าไม่ยั้งมือเจ้านั้นมันจะยังมีลมหายใจ?! หากข้าคิดสังหารป่านนี้ร่างมันคงถูกแยกเป็นสองส่วนจากขวานในมือข้าไปแล้ว!!

     

    อีกทั้ง หานเฉียง มันยังประกาศจะสังหารข้าถึง 2 ครั้งบนเวทีระหว่างต่อสู้เรื่องนี้กรรมการบนเวทีเป็นพยานให้กับข้าได้!!”

     

    ฉีเฟยเทียน หันมองไปยังกรรมการ...

    “เรื่องที่ เหยาซุน พูด เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?!”

     

    กรรมการประสานมือตอบรับ...

    “เรียนท่านเจ้ามือง... เหยาซุน กล่าวถูกต้องตามนั้น หานเฉียงประกาศออกมาจริง ๆ แต่เพราะข้าเล็งเห็นว่ามันเป็นเพียงวาจาที่พยายามยั่วยุระหว่างประลองจึงไม่ได้เข้าไปตักเตือน เกรงว่าจะให้การประลองหยุดชะงัก...”

     

    “!!!!!!!!!!!” หานเต้าหยีใบหน้าด้านชาไปในทันที

     

    ฉีเฟยเทียน พ่นลมหายใจออกมา... เหลือบมองมายัง หานเต้าหยี...

    “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าการที่ หานเฉียง ระเบิดพลังออกมาในช่วงหลังเกิดอาจพลังของโอสถปลุกชีพจร!! ตามกฎการประลองหานเฉียง ต่างหากที่สมควรถูกตัดสิทธิตั้งแต่ในตอนนั้น... ในฐานะเจ้าเมืองบุปผาแดง ข้าขอประกาศว่าผู้ชนะการประลองในครั้งนี้ ได้แก่ เหยาซุน ตัวแทนจากสำนักขวานวายุตระกูลซ่ง!!งานประลองครั้งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด!!”

     

    สิ้นเสียงเจ้าเมืองประกาศกล้า ไม่มีใครเคลือบแคลงในชัยชนะอีกต่อไปเสียงกู่ร้อง พร้อมพลุไฟเฉลิมฉลองจำนวนมาก ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า ชื่อเสียงสำนักขวานวายุตระกูลซ่งกลายเป็นที่เลื่องลือในชั่วข้ามคืน....

     

    หานเต้าหยี ทรุดตัวลงใบหน้าซีดเผือด... นอกจากจะแพ้เดิมพันในครั้งนี้จนสูญเสียเงินไปกว่า 50 ล้านเหรียญทอง ยังต้องมาสูญเสีย ดาบผ่าวายุ อาวุธประจำกายของหานเฉียง ที่มีมูลค่าถึง 30 ล้านเหรียญทองไปอีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นความเสียหายที่ส่งผลกระทบอย่างหนักกับตระกูลหาน

     

    ด้านสมาชิกตระกูลซ่งกู่ร้องด้วยความดีใจ...

    ซ่งจื่อฮุ่ย กระโดดกอด ซุน ทั้งน้ำตา...

     

    ฉีเฟยเทียน นอกจากจะเผยรอยยิ้มยินดีด้วยแล้ว ยังเหลือบมองไปยังขวานโบราณในมือของ ซุน อีกด้วย สายตาของเจ้าเมืองฉี หดแคบลงในทันที ก่อนจะสืบเท้าเข้ามาหาเด็กหนุ่ม...

    “หลังจบงานเทศกาลนี้แล้ว... ไปพบข้าที่เรือนตระกูลฉีด้วย...”

     

    ซุน ประสานมือตอบรับด้วยความสุภาพ...

     

    ฉีลู่ชิง หันมองเด็กหนุ่มเล็กน้อย นางเห็น ซ่งจื่อฮุ่ย กอดแขน ซุนด้วยความแนบชิดสนิทสนม นางพลันรู้สึกแปลกประหลาดในใจวูบวาบ แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดตัดสินใจกลับไปพร้อมกับปู่ของนาง...

     

    ซุน สวมเสื้อคลุมที่ปักลวดลายตระกูลซ่ง แทบอาภรณ์ที่ขาดวิ่นไปแล้ว...ยกมือประสานให้กับเหล่าผู้ชมรอบทิศทางอย่างสุภาพ นับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมหลังได้รับชัยชนะคาดว่าภายในคืนนี้ชื่อเสียงของเด็กหนุ่มคงกระฉ่อนไปทั่วทั้งเมืองบุปผาแดง...

     

    ................................................

     

    รุ่งเช้าวันต่อมา...

     

    ผู้คนจำนวนมาก ทั้งผู้เยาว์และบุรุษ หรือแม้กระทั่งสตรี ต่างพากันมาขอสมัครเข้าสำนักขวานวายุตระกูลซ่งกันอย่างคับคั่งทั้งที่ยังไม่ได้ขึ้นป้ายสำนักเสียด้วยซ้ำ!!ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะ ซุน ได้แสดงพลังที่เหนือชั้นให้ทุกคนได้เห็น...

     

    สมาชิกตระกูลซ่งเกือบทั้งหมด ล้วนตระเตรียมทุกสิ่งจ้าละหวั่น...

     

    ซ่งไห่เฟิง มีเงินในการปรับปรุงสำนักมากถึง 25 ล้านเหรียญทองจากแบ่งเงินเดิมพันคนละครึ่งกับ ซุน แน่นอนว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้ สามารถสร้างสำนักให้ใหญ่โตได้ไม่ยากบนพื้นที่เดิมตระกูลซ่ง...เป็นโอกาสฟื้นฟูตระกูล ให้กลับมายิ่งใหญ่เฉกเช่นในอดีตอีกครั้ง...

     

    บาดแผลของ ซุน เริ่มมีเยื้อบาง ๆ สมานกันแล้วทั้งที่เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งคืน เป็นพลังในการฟื้นตัวที่ค่อนข้างน่าอัศจรรย์ต่อให้จะใช้สุราชนิดพิเศษช่วยในการรักษาบาดแผลก็ตามที ก็ยังนับว่าฟื้นตัวได้ไวเกินไปเป็นความลับที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่อาจหาคำตอบให้กับทุกคนได้...

     

    ในช่วงเช้า ซุน ยังสามารถออกมาตอบรับเหล่าผู้คนที่เข้ามาขอเข้าร่วมสำนักถือเป็นหน้าเป็นตาในการสร้างชื่อเสียง แต่หน้าที่ในการชี้แนะฝึกฝน จะเป็นของสมาชิกตระกูลซ่งเสียมากกว่า...

     

    ช่วงสายวันนั้น มู่เจี้ยน ยังคงรับหน้าที่อารักขา ซุน อย่างลับ ๆนำพาเด็กหนุ่มตรงไปยังเรือนตระกูลฉี ตามที่เจ้าเมืองได้นัดหมายไว้เมื่อคืน...แน่นอนว่าเรื่องของเหตุผลนั้นที่ถูกเรียกตัว แม้แต่ มือปราบมู่ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าเมืองฉีต้องการพบ ซุน เพราะเหตุอันใด...

     

    ตลอดเส้นทาง ซุน รู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังถูกจับตามอง...แน่นอนว่า มู่เจี้ยน ก็ล่วงรู้เช่นกัน มือข้างหนึ่งจับด้านกระบี่อยู่ตลอดเวลา แต่ตราบใดที่ศัตรูยังไม่เคลื่อนไหวหรือลงมือมู่เจี้ยน ก็ทำได้เพียงเฝ้าระวังเท่านั้น...

     

    เรือนตระกูลฉี...

     

    พ่อบ้านใหญ่ ฉีจิ้นฝู ยังคงเป็นผู้ออกมาต้อนรับเช่นเคย...หากแต่ครั้งนี้ ซุน มิได้ถูกพาตัวไปที่สวนเฉกเช่นคราวก่อน แต่ได้รับเกียรติให้เข้าไปในเรือนหลักทั้งยังเป็นห้องทำงานของ ฉีเฟยเทียน โดยตรงอีกด้วย แน่นอนว่ามีแขกเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับเชิญมาถึงห้องส่วนนี้...

     

    ภายในนั้น มีเพียง ฉีเฟยเทียน ที่เฝ้ารออยู่แม้จะเรียกว่าห้องทำงาน แต่มันมองดูคล้ายกับห้องเก็บตำราเสียมากกว่า เนื่องด้วยภายในห้องนี้มีหนังสือตำรามากยิ่งกว่าที่สถานศึกษาศาสตร์อักษรเสียอีก...

     

    “พ่อบ้านฉี ข้าขอคุยกับเด็กนี่ตามลำพัง...” ฉีเฟยเทียนกล่าวพลางถือหนังสือตำราเล่มหนึ่งในมือ

     

    ฉีจิ้นฝู ประสานมือสุภาพ ก่อนจะออกจากห้องไป เหลือเพียงเด็กหนุ่มและชายชราเท่านั้น...

     

    “ท่านเจ้าเมืองฉี มีเรื่องสำคัญใดงั้นหรือ?!หากเป็นเรื่องวัตถุดิบที่แลกเปลี่ยนกับ ลูกแก้วดวงจิต ไม่เห็นท่านเจ้าเมืองต้องลำบากเช่นนี้เพียงแค่ใช้ให้ผู้ใดไปส่งมอบก็เพียงพอแล้ว...” ซุน เอ่ยถามด้วยความสงสัย

     

    ฉีเฟยเทียน ส่ายหน้าเบา ๆ

    “เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของ พ่อบ้านฉี ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับข้า...ที่ข้าเรียกเจ้ามามีเหตุผลอยู่สองประการด้วยกัน...”

     

    ซุน ฉงนใจเล็กน้อย...

    “เรื่องอะไรงั้นหรือ?!”

     

    “อย่างแรกเลย คือเรื่องความปลอดภัยของเจ้า...ก่อนหน้านี้ข้ายอมให้เจ้าไปพักที่ โรงเตี้ยมตระกูลซ่งเพราะเจ้าไม่มีศัตรูใดในเมือง อีกทั้ง มู่เจี้ยนก็แข็งแกร่งเพียงพอจะรับมือศัตรูได้เกือบทั้งหมด ในเมืองนี้มีไม่ถึง 20 คนเท่านั้นที่จะเอาชนะ มู่เจี้ยน ได้

     

    แต่ ณ ตอนนี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว... เจ้ามีข้อพิพาทกับ ตระกูลหานทั้งยังเล่นงาน หานเฉียง เสียสาหัสสากรรจ์ ดังนั้นมากน้อยเพียงใด หานเต้าหยีจะต้องหาทางเอาเรื่องเจ้าอย่างแน่นอน ลำพังตระกูลซ่งในตอนนี้ ไม่อาจปกป้องเจ้า จากตระกูลหานได้...

     

    ตลอดเส้นทางที่มายังเรือนข้า เจ้าเองก็น่าที่จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ...อีก 20 วัน ก่อนเจ้าจะออกจากเมืองบุปผาแดง ข้าอยากให้เจ้ามาพักที่เรือนตระกูลฉี...ภายใต้การปกป้องของตระกูลข้า ต่อให้ตระกูลหานรู้ว่าเจ้าอยู่นี้ ก็คงไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง...

     

    ข้ารับปากกับ เตียมู่หยง เอาไว้แล้ว ว่าจะดูแลเจ้าดังนั้นข้าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องใด ๆ ขึ้นเด็ดขาด” ฉีเฟยเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งครึม

     

    ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจหนักหน่วงทันที

    ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ชายชรากล่าวออกมา...

     

    “ขอบคุณท่านเจ้าเมืองฉี... ข้าก็ยินดีตอบรับความต้องการของท่าน ขอเพียงแค่ท่านช่วยแจ้งข่าวเรื่องนี้ไปยังตระกูลซ่ง ให้กับข้าด้วย ทุกคนที่นั่นจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล...”

     

    ฉีเฟยเทียน พยักหน้าตอบรับ...

    “ข้าเองก็ตั้งใจจะเชิญ ซ่งไห่เฟิง มาที่นี่อยู่พอดีเพื่อจัดงานเลี้ยงยินดี เรื่องการเปิดสำนักใหม่ ถึงเวลานั้น เจ้าก็กล่าวร่ำลาคนบ้านตระกูลซ่งเผื่อไว้ก็แล้วกัน...”

     

    “แล้วอีกเรื่อง คืออะไรงั้นหรือ?! เกี่ยวกับตำราเล่มที่ท่านถืออยู่หรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้นตามตรง เพราะเด็กหนุ่มมองเห็นชื่อตำราที่ ฉีเฟยเทียนถือไว้แล้ว ด้านหน้ามันถูกเขียนกำกับเอาไว้ว่า

     

    [บันทึกทำเนียบร้อยศาสตรา]

     

    “หากผู้เยาว์คาดเดาไม่ผิด มันคงเกี่ยวกับขวานโบราณที่ผู้เยาว์นำออกมาใช้ในการประลองรอบชิง งั้นสินะ...” ซุน หรี่ตาแคบลง

     

    เจ้าเมืองฉี เผยรอยยิ้มเจือจาง...

    “สมเป็นเจ้าจริง ๆ ขอให้ข้าดูขวานเล่มนั้น ให้ถนัดตาอีกสักครั้งได้หรือไม่?!”

     

    ซุน ถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดจะปฏิเสธ... อีกทั้ง ซุนยังได้ผูกพันธสัญญากับขวานอักขระเล่มนี้ไปแล้ว ต่อให้ ฉีเฟยเทียน ใช้กำลังยื้อแย่งก็ไม่อาจใช้งานขวานเล่มนี้ได้อยู่ดี เว้นแต่จะสังหาร ซุน ที่เป็นผู้ผูกพันธสัญญาลงเสียก่อน...

     

    เด็กหนุ่ม ดึงขวานโบราณเล่มดังกล่าวออกมาจากแหวนมิติ... แน่นอนว่าด้วยน้ำหนักมหาศาลของมันทำให้พื้นศิลาในห้องทำงานเจ้าเมือง เกิดความเสียหายในทันที ตัวของ ซุนเองก็ไม่มีกำลังพอจะยกมันขึ้นด้วยซ้ำ นอกเสียจากดึงเข้าดึงออกในแหวนมิติ...

     

    “ขวานเล่มนี้ ข้าเองก็ยังไม่มีพลังมากพอจะกวัดแกว่งมันได้...ในตอนที่สู้กับ หานเฉียง ข้าก็อาศัยน้ำหนักของขวานใช้การโจมตีจากที่สูงฟาดฟันลงมาเท่านั้นบอกตามตรงว่าข้าเองก็ยังตกใจที่ขวานเล่มนี้ สามารถทำลาย ดาบผ่าวายุ ของ หานเฉียงได้ในการฟันเพียงครั้งเดียว หลงนึกว่าอาวุธอักขระด้วยกัน จะปะทะกันสูสีกว่านี้เสียอีก...”ซุน กล่าวขึ้นตามตรง

     

    ฉีเฟยเทียน มือสั่นสะท้าน เข้ามาจดจ้องที่ตัวขวานอย่างละเอียด...

    “หากเป็นอาวุธอักขระทั่วไป ย่อมไม่อาจทำได้เช่นนั้น…แต่ขวานเล่มนี้ มิอาจนับเป็นอาวุธอักขระทั่วไป!! ไม่ผิดแน่...นี่คือ ขวานจักรพรรดิ พลังอักขระที่ถูกกำกับไว้บนขวาน มีอำนาจในการทำลายอาวุธอักขระด้วยกันโดยเฉพาะ!!”

     

    เด็กหนุ่ม ขมวดคิ้วขึ้นทันที...

    “ท่านเจ้าเมืองฉี รู้จักขวานเล่มนี้งั้นหรือ?!”

     

    ชายชราเผยรอยยิ้ม ก่อนจะรีบเปิดบันทึกทำเนียบร้อยศาสตราในมือ... ซุนเห็นว่าภายในบันทึกเล่มนั้น มีภาพของขวานเล่มนี้อยู่ในตำราจริง ๆ รูปลักษณ์ที่วาดไว้ในตำราแทบไม่ผิดไปจากขวานเล่มที่ซุน ถือครอง จะมีก็แต่ความเก่าแก่โบราณเท่านั้นที่มากยิ่งขึ้น...

     

    “แรกเริ่มเดิมทีมันมิใช่ ขวาน แต่มันเป็น ค้อน!!

     

    ในอดีตเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ค้อนจักรพรรดิ เป็นศาสตราชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงถูกสร้างขึ้นโดย ท่านเล้งซาน หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามนุษย์ ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านเล้งซาน ยังเยาว์วัยและศึกษาอยู่ในสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์...

     

    ต่อมาในภายหลัง ค้อนจักรพรรดิ เกิดความเสียหายขึ้นจนหมดสภาพ... แต่ก็ได้มีปรมาจารย์ศาสตร์วิชาอักขระอีกผู้หนึ่ง นามว่าปรมาจารย์หลิงหลุน หนึ่งในสหายของท่านเล้งซาน เช่นกัน ได้นำค้อนจักรพรรดิที่หมดสภาพมาดัดแปลงขึ้นใหม่ จนกลายมาเป็นขวานจักรพรรดิ ในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ต้องการระลึกถึง ท่านเล้งซาน สหายที่ล้วงลับไปแล้ว...

     

    ล่าสุดที่ข้ารู้ข่าวมา ขวานเล่มนี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้โดย พรรคมังกรฟ้าสาขาหลักในทวีปเต่าทมิฬ... แต่หลังจากพรรคมังกรฟ้าสาขาหลักล่มสลายไปเมื่อ 40 ปีก่อน ก็ไม่มีข่าวเกี่ยวกับขวานเล่มนี้อีกเลย...

     

    ไม่คิดว่า ข้าจะได้เห็นขวานในตำนานเล่มนี้ เป็นบุญตาตนเอง...”

     

    ..................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    THe Superman

    THe Superman

    นิยาย แฟนตาซี
    333K 566
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271