ตอนที่ 54
“หานเฉียง!!” หานเต้าหยีเห็นบุตรชายเป็นเช่นนั้นไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป พุ่งออกจากอัฒจันทร์ไปยังบนเวทีในชั่วพริบตา
สภาพของ หานเฉียง ไม่สู้ดีนัก บาดแผลถูกฟันจากขวานนับว่าสาหัสเอาการทั้งยังถูกโจมตีด้วยมือเท้าของ ซุน ไปอีกจำนวนไปน้อย จนบอบช้ำหลายส่วน กระดูกซี่โครงก็ร้าวระบม...แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดผลเลวร้ายมากที่สุด นั่นคือผลค้างเคียงจากฤทธิ์โอสถปลุกชีพจร!!
หานเต้าหยี เห็นสภาพบุตรชายแล้ว ก็เดือดดาลขึ้นในทันที!! แผ่ล้นจิตคุกคามอันมหาศาลออกมา จนชั้นบรรยากาศหนักอึ้งขึ้นแรงกดดันที่พุ่งตรงเข้าหา ซุน คืออำนาจแห่งยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม... หานเต้าหยีไม่จำเป็นต้องแตะสัมผัสตัวผลที่ออกมาคือเด็กหนุ่มจำต้องทรุดเข่าลงสั่นสะท้านไปโดยพลันจากความแตกต่างของพื้นฐานลมปราณ แม้แต่จะหายใจยังทำได้ยากยิ่ง...
“นับว่ากล้ามาก ที่เล่นงานบุตรชายข้าถึงเพียงนี้!!” หานเต้าหยี เค้นเสียงเยือกเย็น
จังหวะนั้น ซ่งไห่เฟิง ก็พลันพุ่งตรงมา หยัดยืนเบื้องหน้าของ ซุนทำลายชั้นบรรยากาศและแรงกดดันทั้งหมดที่ หานเต้าหยี แผ่ล้น...
“หากเจ้ากล้าทำอะไร เหยาซุน พวกเราคงได้เห็นดีกัน!!”
สองยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งแห่งเมืองบุปผาแดง เผชิญหน้ากันบนเวทีประลอง...แม้แต่กรรมการบนเวที ยังยากที่จะเข้าใกล้รัศมีพลังที่สองชายชราแผ่ล้นออกมา...
“หยุดมือ!!”เจ้าเมืองฉี ตวาดเสียงก้องดังขึ้น
“พวกท่านทั้งสอง รู้สถานะตนเองหรือไม่!!”
ผู้มีอำนาจสูงสุดในเมือง เผยแววตาตำหนิสองผู้ชรา...
หานเต้าหยี กำหมัดแนบแน่นเต็มไปด้วยโทสะ...
“ท่านเจ้าเมือง ท่านก็เห็นสภาพบุตรชายข้า เจ้าเด็กนั่นมันลงมือหนักเกินการประลองมันควรจะถูกตัดสิทธิในชัยชนะครั้งเสียด้วยซ้ำ!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็ฝืนกำลังลุกยืน ขาสองข้างยังคงสั่นทึม
“เหลวไหล!! บาดแผลที่ข้าโจมตี หานเฉียง มันก็เทียบกับที่หานเฉียง โจมตีข้านั่นแหละ!! คิดหรือว่ากระบวนท่าเมื่อครู่หากข้าไม่ยั้งมือเจ้านั้นมันจะยังมีลมหายใจ?! หากข้าคิดสังหารป่านนี้ร่างมันคงถูกแยกเป็นสองส่วนจากขวานในมือข้าไปแล้ว!!
อีกทั้ง หานเฉียง มันยังประกาศจะสังหารข้าถึง 2 ครั้งบนเวทีระหว่างต่อสู้เรื่องนี้กรรมการบนเวทีเป็นพยานให้กับข้าได้!!”
ฉีเฟยเทียน หันมองไปยังกรรมการ...
“เรื่องที่ เหยาซุน พูด เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?!”
กรรมการประสานมือตอบรับ...
“เรียนท่านเจ้ามือง... เหยาซุน กล่าวถูกต้องตามนั้น หานเฉียงประกาศออกมาจริง ๆ แต่เพราะข้าเล็งเห็นว่ามันเป็นเพียงวาจาที่พยายามยั่วยุระหว่างประลองจึงไม่ได้เข้าไปตักเตือน เกรงว่าจะให้การประลองหยุดชะงัก...”
“!!!!!!!!!!!” หานเต้าหยีใบหน้าด้านชาไปในทันที
ฉีเฟยเทียน พ่นลมหายใจออกมา... เหลือบมองมายัง หานเต้าหยี...
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าการที่ หานเฉียง ระเบิดพลังออกมาในช่วงหลังเกิดอาจพลังของโอสถปลุกชีพจร!! ตามกฎการประลองหานเฉียง ต่างหากที่สมควรถูกตัดสิทธิตั้งแต่ในตอนนั้น... ในฐานะเจ้าเมืองบุปผาแดง ข้าขอประกาศว่าผู้ชนะการประลองในครั้งนี้ ได้แก่ เหยาซุน ตัวแทนจากสำนักขวานวายุตระกูลซ่ง!!งานประลองครั้งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด!!”
สิ้นเสียงเจ้าเมืองประกาศกล้า ไม่มีใครเคลือบแคลงในชัยชนะอีกต่อไปเสียงกู่ร้อง พร้อมพลุไฟเฉลิมฉลองจำนวนมาก ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า ชื่อเสียงสำนักขวานวายุตระกูลซ่งกลายเป็นที่เลื่องลือในชั่วข้ามคืน....
หานเต้าหยี ทรุดตัวลงใบหน้าซีดเผือด... นอกจากจะแพ้เดิมพันในครั้งนี้จนสูญเสียเงินไปกว่า 50 ล้านเหรียญทอง ยังต้องมาสูญเสีย ดาบผ่าวายุ อาวุธประจำกายของหานเฉียง ที่มีมูลค่าถึง 30 ล้านเหรียญทองไปอีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นความเสียหายที่ส่งผลกระทบอย่างหนักกับตระกูลหาน
ด้านสมาชิกตระกูลซ่งกู่ร้องด้วยความดีใจ...
ซ่งจื่อฮุ่ย กระโดดกอด ซุน ทั้งน้ำตา...
ฉีเฟยเทียน นอกจากจะเผยรอยยิ้มยินดีด้วยแล้ว ยังเหลือบมองไปยังขวานโบราณในมือของ ซุน อีกด้วย สายตาของเจ้าเมืองฉี หดแคบลงในทันที ก่อนจะสืบเท้าเข้ามาหาเด็กหนุ่ม...
“หลังจบงานเทศกาลนี้แล้ว... ไปพบข้าที่เรือนตระกูลฉีด้วย...”
ซุน ประสานมือตอบรับด้วยความสุภาพ...
ฉีลู่ชิง หันมองเด็กหนุ่มเล็กน้อย นางเห็น ซ่งจื่อฮุ่ย กอดแขน ซุนด้วยความแนบชิดสนิทสนม นางพลันรู้สึกแปลกประหลาดในใจวูบวาบ แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดตัดสินใจกลับไปพร้อมกับปู่ของนาง...
ซุน สวมเสื้อคลุมที่ปักลวดลายตระกูลซ่ง แทบอาภรณ์ที่ขาดวิ่นไปแล้ว...ยกมือประสานให้กับเหล่าผู้ชมรอบทิศทางอย่างสุภาพ นับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมหลังได้รับชัยชนะคาดว่าภายในคืนนี้ชื่อเสียงของเด็กหนุ่มคงกระฉ่อนไปทั่วทั้งเมืองบุปผาแดง...
................................................
รุ่งเช้าวันต่อมา...
ผู้คนจำนวนมาก ทั้งผู้เยาว์และบุรุษ หรือแม้กระทั่งสตรี ต่างพากันมาขอสมัครเข้าสำนักขวานวายุตระกูลซ่งกันอย่างคับคั่งทั้งที่ยังไม่ได้ขึ้นป้ายสำนักเสียด้วยซ้ำ!!ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะ ซุน ได้แสดงพลังที่เหนือชั้นให้ทุกคนได้เห็น...
สมาชิกตระกูลซ่งเกือบทั้งหมด ล้วนตระเตรียมทุกสิ่งจ้าละหวั่น...
ซ่งไห่เฟิง มีเงินในการปรับปรุงสำนักมากถึง 25 ล้านเหรียญทองจากแบ่งเงินเดิมพันคนละครึ่งกับ ซุน แน่นอนว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้ สามารถสร้างสำนักให้ใหญ่โตได้ไม่ยากบนพื้นที่เดิมตระกูลซ่ง...เป็นโอกาสฟื้นฟูตระกูล ให้กลับมายิ่งใหญ่เฉกเช่นในอดีตอีกครั้ง...
บาดแผลของ ซุน เริ่มมีเยื้อบาง ๆ สมานกันแล้วทั้งที่เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งคืน เป็นพลังในการฟื้นตัวที่ค่อนข้างน่าอัศจรรย์ต่อให้จะใช้สุราชนิดพิเศษช่วยในการรักษาบาดแผลก็ตามที ก็ยังนับว่าฟื้นตัวได้ไวเกินไปเป็นความลับที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่อาจหาคำตอบให้กับทุกคนได้...
ในช่วงเช้า ซุน ยังสามารถออกมาตอบรับเหล่าผู้คนที่เข้ามาขอเข้าร่วมสำนักถือเป็นหน้าเป็นตาในการสร้างชื่อเสียง แต่หน้าที่ในการชี้แนะฝึกฝน จะเป็นของสมาชิกตระกูลซ่งเสียมากกว่า...
ช่วงสายวันนั้น มู่เจี้ยน ยังคงรับหน้าที่อารักขา ซุน อย่างลับ ๆนำพาเด็กหนุ่มตรงไปยังเรือนตระกูลฉี ตามที่เจ้าเมืองได้นัดหมายไว้เมื่อคืน...แน่นอนว่าเรื่องของเหตุผลนั้นที่ถูกเรียกตัว แม้แต่ มือปราบมู่ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าเมืองฉีต้องการพบ ซุน เพราะเหตุอันใด...
ตลอดเส้นทาง ซุน รู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังถูกจับตามอง...แน่นอนว่า มู่เจี้ยน ก็ล่วงรู้เช่นกัน มือข้างหนึ่งจับด้านกระบี่อยู่ตลอดเวลา แต่ตราบใดที่ศัตรูยังไม่เคลื่อนไหวหรือลงมือมู่เจี้ยน ก็ทำได้เพียงเฝ้าระวังเท่านั้น...
เรือนตระกูลฉี...
พ่อบ้านใหญ่ ฉีจิ้นฝู ยังคงเป็นผู้ออกมาต้อนรับเช่นเคย...หากแต่ครั้งนี้ ซุน มิได้ถูกพาตัวไปที่สวนเฉกเช่นคราวก่อน แต่ได้รับเกียรติให้เข้าไปในเรือนหลักทั้งยังเป็นห้องทำงานของ ฉีเฟยเทียน โดยตรงอีกด้วย แน่นอนว่ามีแขกเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับเชิญมาถึงห้องส่วนนี้...
ภายในนั้น มีเพียง ฉีเฟยเทียน ที่เฝ้ารออยู่แม้จะเรียกว่าห้องทำงาน แต่มันมองดูคล้ายกับห้องเก็บตำราเสียมากกว่า เนื่องด้วยภายในห้องนี้มีหนังสือตำรามากยิ่งกว่าที่สถานศึกษาศาสตร์อักษรเสียอีก...
“พ่อบ้านฉี ข้าขอคุยกับเด็กนี่ตามลำพัง...” ฉีเฟยเทียนกล่าวพลางถือหนังสือตำราเล่มหนึ่งในมือ
ฉีจิ้นฝู ประสานมือสุภาพ ก่อนจะออกจากห้องไป เหลือเพียงเด็กหนุ่มและชายชราเท่านั้น...
“ท่านเจ้าเมืองฉี มีเรื่องสำคัญใดงั้นหรือ?!หากเป็นเรื่องวัตถุดิบที่แลกเปลี่ยนกับ ลูกแก้วดวงจิต ไม่เห็นท่านเจ้าเมืองต้องลำบากเช่นนี้เพียงแค่ใช้ให้ผู้ใดไปส่งมอบก็เพียงพอแล้ว...” ซุน เอ่ยถามด้วยความสงสัย
ฉีเฟยเทียน ส่ายหน้าเบา ๆ
“เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของ พ่อบ้านฉี ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับข้า...ที่ข้าเรียกเจ้ามามีเหตุผลอยู่สองประการด้วยกัน...”
ซุน ฉงนใจเล็กน้อย...
“เรื่องอะไรงั้นหรือ?!”
“อย่างแรกเลย คือเรื่องความปลอดภัยของเจ้า...ก่อนหน้านี้ข้ายอมให้เจ้าไปพักที่ โรงเตี้ยมตระกูลซ่งเพราะเจ้าไม่มีศัตรูใดในเมือง อีกทั้ง มู่เจี้ยนก็แข็งแกร่งเพียงพอจะรับมือศัตรูได้เกือบทั้งหมด ในเมืองนี้มีไม่ถึง 20 คนเท่านั้นที่จะเอาชนะ มู่เจี้ยน ได้
แต่ ณ ตอนนี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว... เจ้ามีข้อพิพาทกับ ตระกูลหานทั้งยังเล่นงาน หานเฉียง เสียสาหัสสากรรจ์ ดังนั้นมากน้อยเพียงใด หานเต้าหยีจะต้องหาทางเอาเรื่องเจ้าอย่างแน่นอน ลำพังตระกูลซ่งในตอนนี้ ไม่อาจปกป้องเจ้า จากตระกูลหานได้...
ตลอดเส้นทางที่มายังเรือนข้า เจ้าเองก็น่าที่จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ...อีก 20 วัน ก่อนเจ้าจะออกจากเมืองบุปผาแดง ข้าอยากให้เจ้ามาพักที่เรือนตระกูลฉี...ภายใต้การปกป้องของตระกูลข้า ต่อให้ตระกูลหานรู้ว่าเจ้าอยู่นี้ ก็คงไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง...
ข้ารับปากกับ เตียมู่หยง เอาไว้แล้ว ว่าจะดูแลเจ้าดังนั้นข้าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องใด ๆ ขึ้นเด็ดขาด” ฉีเฟยเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งครึม
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจหนักหน่วงทันที
ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ชายชรากล่าวออกมา...
“ขอบคุณท่านเจ้าเมืองฉี... ข้าก็ยินดีตอบรับความต้องการของท่าน ขอเพียงแค่ท่านช่วยแจ้งข่าวเรื่องนี้ไปยังตระกูลซ่ง ให้กับข้าด้วย ทุกคนที่นั่นจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล...”
ฉีเฟยเทียน พยักหน้าตอบรับ...
“ข้าเองก็ตั้งใจจะเชิญ ซ่งไห่เฟิง มาที่นี่อยู่พอดีเพื่อจัดงานเลี้ยงยินดี เรื่องการเปิดสำนักใหม่ ถึงเวลานั้น เจ้าก็กล่าวร่ำลาคนบ้านตระกูลซ่งเผื่อไว้ก็แล้วกัน...”
“แล้วอีกเรื่อง คืออะไรงั้นหรือ?! เกี่ยวกับตำราเล่มที่ท่านถืออยู่หรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้นตามตรง เพราะเด็กหนุ่มมองเห็นชื่อตำราที่ ฉีเฟยเทียนถือไว้แล้ว ด้านหน้ามันถูกเขียนกำกับเอาไว้ว่า
[บันทึกทำเนียบร้อยศาสตรา]
“หากผู้เยาว์คาดเดาไม่ผิด มันคงเกี่ยวกับขวานโบราณที่ผู้เยาว์นำออกมาใช้ในการประลองรอบชิง งั้นสินะ...” ซุน หรี่ตาแคบลง
เจ้าเมืองฉี เผยรอยยิ้มเจือจาง...
“สมเป็นเจ้าจริง ๆ ขอให้ข้าดูขวานเล่มนั้น ให้ถนัดตาอีกสักครั้งได้หรือไม่?!”
ซุน ถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดจะปฏิเสธ... อีกทั้ง ซุนยังได้ผูกพันธสัญญากับขวานอักขระเล่มนี้ไปแล้ว ต่อให้ ฉีเฟยเทียน ใช้กำลังยื้อแย่งก็ไม่อาจใช้งานขวานเล่มนี้ได้อยู่ดี เว้นแต่จะสังหาร ซุน ที่เป็นผู้ผูกพันธสัญญาลงเสียก่อน...
เด็กหนุ่ม ดึงขวานโบราณเล่มดังกล่าวออกมาจากแหวนมิติ... แน่นอนว่าด้วยน้ำหนักมหาศาลของมันทำให้พื้นศิลาในห้องทำงานเจ้าเมือง เกิดความเสียหายในทันที ตัวของ ซุนเองก็ไม่มีกำลังพอจะยกมันขึ้นด้วยซ้ำ นอกเสียจากดึงเข้าดึงออกในแหวนมิติ...
“ขวานเล่มนี้ ข้าเองก็ยังไม่มีพลังมากพอจะกวัดแกว่งมันได้...ในตอนที่สู้กับ หานเฉียง ข้าก็อาศัยน้ำหนักของขวานใช้การโจมตีจากที่สูงฟาดฟันลงมาเท่านั้นบอกตามตรงว่าข้าเองก็ยังตกใจที่ขวานเล่มนี้ สามารถทำลาย ดาบผ่าวายุ ของ หานเฉียงได้ในการฟันเพียงครั้งเดียว หลงนึกว่าอาวุธอักขระด้วยกัน จะปะทะกันสูสีกว่านี้เสียอีก...”ซุน กล่าวขึ้นตามตรง
ฉีเฟยเทียน มือสั่นสะท้าน เข้ามาจดจ้องที่ตัวขวานอย่างละเอียด...
“หากเป็นอาวุธอักขระทั่วไป ย่อมไม่อาจทำได้เช่นนั้น…แต่ขวานเล่มนี้ มิอาจนับเป็นอาวุธอักขระทั่วไป!! ไม่ผิดแน่...นี่คือ ขวานจักรพรรดิ พลังอักขระที่ถูกกำกับไว้บนขวาน มีอำนาจในการทำลายอาวุธอักขระด้วยกันโดยเฉพาะ!!”
เด็กหนุ่ม ขมวดคิ้วขึ้นทันที...
“ท่านเจ้าเมืองฉี รู้จักขวานเล่มนี้งั้นหรือ?!”
ชายชราเผยรอยยิ้ม ก่อนจะรีบเปิดบันทึกทำเนียบร้อยศาสตราในมือ... ซุนเห็นว่าภายในบันทึกเล่มนั้น มีภาพของขวานเล่มนี้อยู่ในตำราจริง ๆ รูปลักษณ์ที่วาดไว้ในตำราแทบไม่ผิดไปจากขวานเล่มที่ซุน ถือครอง จะมีก็แต่ความเก่าแก่โบราณเท่านั้นที่มากยิ่งขึ้น...
“แรกเริ่มเดิมทีมันมิใช่ ขวาน แต่มันเป็น ค้อน!!
ในอดีตเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ค้อนจักรพรรดิ เป็นศาสตราชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงถูกสร้างขึ้นโดย ท่านเล้งซาน หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามนุษย์ ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านเล้งซาน ยังเยาว์วัยและศึกษาอยู่ในสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์...
ต่อมาในภายหลัง ค้อนจักรพรรดิ เกิดความเสียหายขึ้นจนหมดสภาพ... แต่ก็ได้มีปรมาจารย์ศาสตร์วิชาอักขระอีกผู้หนึ่ง นามว่าปรมาจารย์หลิงหลุน หนึ่งในสหายของท่านเล้งซาน เช่นกัน ได้นำค้อนจักรพรรดิที่หมดสภาพมาดัดแปลงขึ้นใหม่ จนกลายมาเป็นขวานจักรพรรดิ ในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ต้องการระลึกถึง ท่านเล้งซาน สหายที่ล้วงลับไปแล้ว...
ล่าสุดที่ข้ารู้ข่าวมา ขวานเล่มนี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้โดย พรรคมังกรฟ้าสาขาหลักในทวีปเต่าทมิฬ... แต่หลังจากพรรคมังกรฟ้าสาขาหลักล่มสลายไปเมื่อ 40 ปีก่อน ก็ไม่มีข่าวเกี่ยวกับขวานเล่มนี้อีกเลย...
ไม่คิดว่า ข้าจะได้เห็นขวานในตำนานเล่มนี้ เป็นบุญตาตนเอง...”
..................................................