“เกิดอะไรขึ้นทำไมตลอดทางที่เข้านครหลวงทหารถึงมากมายเพียงนี้ ?”จูเหยียนเป็นคนแรกที่จับสังเกตได้ข่าวเรื่องราวในนครหลวงไม่ได้เข้าไปภายในสำนักยุทธ์หลวงแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าสองสถานที่อยู่ใกล้กันก็ตามแต่ก็ห่างจากกันสี่สิบลี้
เพราะเหตุที่ว่าข่าวเรื่องพระอาการประชวรขององค์จักรพรรดิสมควรต้องเก็บเป็นความลับจะแพร่งพรายออกไปมิได้ไม่เช่นนั้นปัญหามากมายก็จะเกิดขึ้นส่งผลกระทบในวงกว้างด้วยเหตุนี้จึงถูกปิดเป็นความลับ แต่ก็ยังมีข่าวเล็ดรอดออกมาได้
อันที่จริงดูจากกองกำลังรักษาพระนครก็พอจะรู้ได้มันผิดปกติที่มีกำลังทหารมากมาย และตรวจตราเข้มงวดเกินไป ต่อให้นครหลวงจะเคร่งครัดเพียงใดก็ไม่สมควรมากขนาดนี้
“เสี่ยวเหยียนเงียบหน่อย” หนิงเฟยหลงเคร่งขรึมขึ้น แล้วออกคำสั่งคนขับรถม้า“กลับจวน” รถม้าแล่นไปตามถนนมุ่งหน้าสู่จวนเสนาบดีกรมพิธีการ
จวนเสนาบดีกรมพิธีการ ตึกตะวันออก
เมื่อกลับมาถึงหนิงเฟยหลงก็พาทุกคนไปยังตึกตะวันออกพร้อมสั่งบ่าวไพร่นำอาหารออกมารับรอง ส่วนตนเองนั้นเรียกชงเป่า และชงหยงมาถามไถ่เรื่องที่เกิดขึ้น
ทางชงเป่าได้รับรายงานจากสายสืบมาก็กล่าวตอบไปตามความจริงสีหน้าของหนิงเฟยหลงดูอึมครึม
“ไม่คิดเลยว่าจะมาเร็วกว่าที่คิด..” ชายหนุ่มทอดถอนหายใจแล้วก็หลับตาลงครุ่นคิดเป็นเวลานานเปลือกตาจึงเปิดขึ้นพร้อมกับใช้คำสั่ง
“สั่งการลงไป เพิ่มการฝึกในกองทัพให้มากขึ้นเปลี่ยนจากทหารราบให้เป็นทหารม้า ข้าต้องการกองทหารม้าที่สามารถบุกตะลุยได้ทั่วแดนใช้หอก ดาบ ธนูได้ต่อให้อยู่บนหลังอาชาก็ตาม ที่สำคัญนอกจากการโจมตีแล้วการป้องกันต้องไม่เป็นรองบุกไปที่ใดที่แห่งนั้นต้องสะท้านสะเทือน !”
“ขอรับ !ข้าน้อยจะรีบจัดการให้ทันที”ถึงจะตอบรับเช่นนั้นแต่ความเป็นจริงแล้วนั่นมันเป็นไปไม่ได้เลยสีหน้าของชงเป่าดูเปลี่ยนไป “มีคำสั่งอื่นหรือไม่ ?”
“หลังจากฝึกฝนเสร็จสรรพให้ยกพลมาตั้งรออยู่ทางใต้ของนครหลวงห่างออกไปห้าสิบลี้โดยห้ามให้มีผู้ใดจับได้ จงกระทำการนี้อย่างระมัดระวัง อย่าให้ผู้ใดจับได้หากจับได้นั่นก็หมายความว่าพวกเจ้าและตัวข้าจะต้องตาย !” หนิงเฟยหลงกำชับอย่างหนักแน่น
ชงเป่ารับคำสั่งด้วยสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกว่าเดิม แล้วรีบออกไปดำเนินการชงหยงนั้นให้ทำหน้าที่แทนระหว่างที่ชงเป่าไม่อยู่
จากนั้นชงหยงก็ได้รับคำสั่งให้ส่งสายสืบไปยังเมืองกุ้ยหลินอันเป็นเมืองใหญ่ที่ตระกูลถูปกครอง เทียบเท่ากับเมืองเซียงของตระกูลหนิงพร้อมกับอีกสองที่ในเวลาเดียวกัน นั่นคือค่ายพิทักษ์อุดร และค่ายพิทักษ์บูรพายามนี้มันต้องเน้นกองกำลังตระกูลถูเป็นสำคัญ
...
“เสี่ยวหลงเกิดอะไรขึ้นรึ ?”เหอไฉเฉินเปิดปากพูดเป็นคนแรกดูจากสีหน้าที่เคร่งเครียดของอีกฝ่ายก็พอจะเดาออกสงสัยว่ามันจะคิดมากเกินไปสีหน้าทางอารมณ์จึงแสดงออกมาอย่างชัดเจน
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะบอกอีกฝ่ายต่อให้เป็นสหายก็ตามแต่ก็ไม่ได้สนิทจนขนาดไว้ใจได้เสียทุกอย่าง อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็มาจากต่างอาณาหากเกิดสงครามภายใน แล้วมีแคว้นอื่นมารุกรานคงเป็นภาพที่ไม่น่าดูชมถึงแม้จะมีสัญญาสงบศึกร่วมสิบปี แต่อย่างไรก็ต้องระวัง
โดยเฉพาะเยว่ และอู๋ ร่วมรบกันมาเป็นเวลาหลายปีก่อนหน้านี้แม้ว่าจะเป็นศึกเล็ก ๆ ที่ปะทะกันประปราย แต่นั่นก็ส่งผลถึงความสัมพันธ์ทั้งหมดไม่อาจกล่าวได้ว่าอาณาจักรอู๋นั้นเป็นมิตรที่ดี
ทั้งสองแคว้นต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนืออาณาจักรซ่งที่เป็นแคว้นที่เล็กที่สุดตั้งอยู่กลางทวีป และยังเป็นอาณาจักรที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานที่สุดทว่าหลายร้อยปีให้หลังนี้อำนาจทางการทหารกลับด้อยลงสูญเสียอาณาเขตไปมากมายจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสี่ของอาณาจักรเยว่เลยด้วยซ้ำแต่ถึงอย่างนั้นภูมิประเทศของมันก็ช่างน่าทึ่ง
อาณาจักรซ่งมีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกมากที่สุดทั้งยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้รวบรวมแผ่นดินถึงแม้ว่าอาณาจักรฉู่จะดูเฉยเมยกับเรื่องนี้ แต่หากเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นจริง ๆพวกมันคงไม่อยู่เฉย อย่างน้อย ๆอาณาจักรซ่งก็ไม่สมควรมีใครครอบครองนอกจากตัวมันเอง
“ไม่มีอะไร ? แค่มีปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น” ถึงจะกล่าวอย่างนี้เสี่ยวเฉินก็คงไม่เชื่อแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องให้เขาหาคำตอบด้วยตนเอง คงจะเสียเวลามากหน่อย
“พี่ไฉเฉินท่านอย่าคิดมากเลยพี่เฟยหลงกล่าวเช่นนี้ก็สมควรไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว พวกเรามาร่ำสุรากันต่อเถอะ”ซ่งจิ่นติ้งหัวเราะออกมาพลางชวนคนอื่นกรอกสุราไปด้วยกันการปิดด่านของหนิงเฟยหลงทำให้พวกมันอดสังสรรค์เป็นเวลายาวนานโดยเฉพาะซ่งจิ่นติ้งที่ไม่มีเงินแล้วนั่นเป็นปัญหาหลักเลยเมื่อมีโอกาสก็ต้องกอบโกยเข้าไว้
“ดี พวกเรามาร่ำสุราให้หนำใจ !” จิ๋นหลี่กล่าวเสริมอีกแรงจากนั้นภายในห้องโถงก็เกิดความครื้นเครง
ต้องขอบคุณความตะกละของซ่งจิ่นติ้งที่ช่วยเปลี่ยนบทการสนทนาเป็นอย่างดี
หลังงานเลี้ยง หนิงเฟยหลงได้ให้รถม้าไปส่งทุกคนกลับจวนแล้วตนเองก็ลอบออกจากเมืองอย่างลับ ๆ ใช้เคล็ดวิชาลมปราณผันแปรเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและขั้นพลัง
ไม่มีใครเลยจับพิรุธนั้นได้การออกจากเมืองของชายหนุ่มนั้นค่อนข้างจะวกวนเข้าถนนนี้ออกตรอกนั้นไปถึงสิบสายแล้วจึงเปลี่ยนหน้าตาออกจากเมืองอย่างธรรมชาติโดยใช้ป้ายค่ายพยัคฆ์ที่ได้รับมาคราที่อยู่ป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตาในครั้งที่จู่ช่างลิวสยบแม่ทัพพยัคฆ์ลงได้ ส่งผลให้ชายหนุ่มแอบฉกฉวยตราพยัคฆ์มา
ทิศทางที่หนิงเฟยหลงไปคือตะวันออก มุ่งไปที่ตั้งค่ายโลหิตทมิฬ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจชงเป่าที่ไปทำหน้าที่ตามคำสั่งแต่เป็นเพราะตัวมันเองมีเรื่องที่ต้องไปปรึกษากับรองแม่ทัพจงฉีซึ่งบัดนี้ถูกแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬ
...
การเดินทางนี้ต้องเสียม้าไปหลายตัวกว่าจะถึงก็ล่อไปห้าตัวแล้ว
ค่ายกองทัพโลหิตทมิฬ โถงบัญชาการ
“จงฉีท่านไม่ต้องสุภาพหรอกที่ข้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องต้องมาปรึกษาเรามาเข้าเรื่องกันเถอะการเดินทางของข้ากินเวลาไปมากแล้ว”หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยความเร่งรีบ จงฉีพยักหน้าตอบรับทันที เมื่อเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของผู้บัญชาการ
“ข้าได้ทราบข่าวจากพิราบสื่อสารแล้ว เพียงแต่ว่าข้อที่ต้องกังวลคือคำสั่งของนายท่านเอง กองทัพจำเป็นต้องมีความสามารถมากขนาดนี้ไม่อาจทำได้ในเวลาอันสั้นข้าน้อยขอเสนอแนะให้นายท่านออกคำสั่งแบ่งกองทหารเป็นหน่วยต่าง ๆ ที่ถนัดในแต่ละด้านที่ต่างกันจริงอยู่ที่มันอาจไม่ตอบสนองความต้องการของท่านมากแต่อย่างน้อยในเวลาอันสั้นก็พอจะทำได้”
หนิงเฟยหลงขมวดคิ้วขึ้น อันที่จริงเรื่องนี้มันก็พอจะตระหนักมาบ้างกองทัพไม่อาจเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ไม่เช่นนั้นคงเกิดความโกลาหลแต่หากไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่อาจต่อกรกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากได้ อันที่จริงมันมีแผนการอยู่แล้วเพียงแต่ฝึกฝนทหารให้ได้ตามต้องการก็เท่านั้นแต่นั่นมันเป้นเพียงความคิดหาใช่เรื่องจริงไม่
ความจริงแล้วก็คือ มันไม่อาจเป็นไปได้เลยเว้นเสียแต่จะตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ การฝึกฝนทั้งกองทัพเป็นไปไม่ได้ในข้อนี้จงฉีพยายามชี้แจง
“งั้นก็เปลี่ยนคำสั่งเอาตามที่ท่านว่า”
“ขอรับ เรื่องถัดมาคงเป็นเป็นเรื่องสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีในตอนนี้”จงฉีเดาความคิดของชายหนุ่มผ่านทางสีหน้า
“อืม ไม่รู้เลยว่าอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้างองค์รัชทายาทยามนี้ก็แย่แล้ว ขุนนางหลายคนเริ่มเปลี่ยนฝั่งอีกครั้งกองกำลังแต่ละฝ่ายมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปเห็นทีว่าต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอาณาจักรแห่งนี้เป็นแน่ท่านคิดเห็นว่าเราสมควรจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ?” หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
จงฉีไม่ได้ตอบทันทีโจทย์นี้ก็ยากสำหรับมันเช่นกัน “นายท่านข้าคิดว่า ควรส่งหน่วยสอดแนมออกไปยังกองกำลังต่างๆ รวบรวมกำลังคนให้มากขึ้น รวมถึงหากลุ่มแนวร่วมการตัดสินนี้คงจะขึ้นอยู่กับที่นครหลวงเหอผิงใครยึดพระนครได้ก่อนผู้นั้นย่อมกำชัยไป”
“แต่อีกฝ่ายมีพระราชลัญจกร ปัญหานี้จะแก้อย่างไร ?” หนิงเฟยหลงแย้งขึ้นเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นปัญหา
จงฉียิ้มขึ้นแล้วกล่าวตอบ “นายท่านอย่าได้ยึดติดกับวัตถุนั่นมากเกินไปนายท่านได้โปรดทำความเข้าใจเมื่อแผ่นดินวุ่นวายไหนเลยจะขึ้นอยู่กับก้อนหยกเพียงชิ้นเดียวได้ที่สำคัญคือกองทัพ เสบียง อาณาเขต และที่สำคัญที่สุดคือใจประชาหากได้ใจประชาก็เท่ากับว่าได้แผ่นดินมาครอง”
หนิงเฟยหลงอึ้งกับคำพูดของอีกฝ่าย ไม่คิดว่านอกจากการสู้รบแล้วศิลปะการปกครองจงฉีก็จะมีกับเขาด้วย วิเศษจริง ๆ “ฮ่าฮ่าข้าไม่คิดเลยว่าท่านรองผู้บัญชาการจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเช่นนี้ ความทะเยอทะยานของท่านก็คงไม่แพ้กันสงสัยว่าตำแหน่งที่ปรึกษาของข้าท่านคงต้องรับมันไป”
หนิงเฟยหลงไม่ได้ตำหนิอีกฝ่ายที่แสดงความทะเยอทะยานกลับกันมันมองดูจงฉีด้วยความชื่นชมจงฉีในอนาคตคงมีประโยชน์กับตระกูลหนิงไม่มากก็น้อย
จงฉีพึ่งนึกขึ้นได้ถึงคำพูดที่แฝงความนัยก็ตกใจ แต่ดวงตาของมันกลับสั่นไหวอยู่ ๆ มันรู้สึกปีติยิ่งจึงยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย“ไม่คิดเลยว่า..ต้องรอนานขนาดนี้จึง....จะสมหวังได้ตั้งแต่ติดตามนายท่านมาชีวิตของข้าก็เปลี่ยนแปลงไปข้าต้องขอขอบคุณนายท่านยิ่งนักที่ไว้วางใจ มอบโอกาสดี ๆ ให้กับข้าข้าสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดีไม่ทำให้นายท่านต้องผิดหวัง !”กล่าวจบมันก็ลงไปคุกเข่าทำท่าจะคำนับ ทว่าชายหนุ่มได้หยุดไว้ก่อน
“นั่นไม่จำเป็นท่านมีความสามารถ มันเป็นสิ่งที่ท่านควรได้รับไปข้าเชื่อว่าท่านจะทำมันได้ดี” หนิงเฟยหลงยิ้มน้อย ๆมันรู้สึกถึงความภักดีในตัวของจงฉี ความดีใจและความจริงใจก็เช่นกัน
“เดิมทีไม่อยากจะเป็นขุนนาง แต่ก็ดันมาเป็นเสียได้ อี้อ๋องทรงประปรีชาจนถึงตอนนี้เรื่องยุ่งยากก็ได้มาถึงตัวข้า แต่เขากลับหายเงียบ น่าเบื่อเสียจริงเลยนะท่านว่าไหม?”
“ขะ..ขอรับ” ใครกันจะกล้าว่ากล่าวเชื้อพระวงศ์อย่างท่านบ้างเล่า ?จงฉีลอบส่ายศีรษะเล็กน้อย
“นายท่านเรื่องกำลังคนเห็นทีจะมีปัญหาอยู่บ้าง หากเทียบกับกองทัพอื่นแล้วกองทัพโลหิตทมิฬนั้นถือว่ามีกำลังทหารน้อยที่สุด” จงฉีไม่อยากเสี่ยงกับการจาบจ้วงมันจึงเปลี่ยนเรื่องขึ้นทันที
หนิงเฟยหลงพยักหน้า แล้วกล่าวเสริม “อย่างที่ท่านว่าทหารของเราดูแล้วจะน้อยกว่าคนอื่นเขา มีเพียงหมื่นเดียวแต่หนึ่งหมื่นนี้ท่านทำให้พวกมันเป็นเครื่องจักรสังหารได้หรือไม่ ?”
“เห็นทีนี่ต้องเป็นหน้าที่ของรองผู้บัญชาการจั้วหย่งแล้วขอรับแต่ที่ข้าพูดถึงคือการเพิ่มจำนวนทหาร”
“ยามนี้ทันอยู่หรือ ?” หนิงเฟยหลงค่อนข้างแปลกใจไม่คิดว่าเวลาอันน้อยนิดจะเพิ่มกำลังทหารได้ ที่เป็นห่วงไม่ใช่เรื่องกำลังพลแต่เป็นเรื่องประสิทธิภาพของกองทัพตั้งหาก !
หากกองทัพมีกำลังพลจำนวนมาก แต่ไร้ซึ่งความสามารถจะแตกต่างจากฝูงแมลงบินเข้ากองไฟได้อย่างไร?
“ข้ารู้ว่านายท่านกังวลสิ่งใด เรื่องนั้นอย่าได้กังวลเลยนายท่านคงไม่ลืมว่าเราพึ่งเอาชนะใครมา และที่นั่นก็มีก็มีกำลังคนไม่ใช่น้อย”ทันทีที่จงฉีกล่าวจบแววตาของชายหนุ่มก็เปล่งประกาย !
“ยอดเยี่ยม ! เช่นนั้นท่านจงเกณฑ์กำลังคนจากทางนั้น แม้ว่าพวกมันจะไม่เคยฝึกแบบทหารแต่ก็คงใช่เรื่องยากสำหรับพวกมัน” กลุ่มคนที่ว่าก็คือโจรจากเขาตงซานที่แตกทัพถูกจับมาเป็นนักโทษรอประหารชีวิต พวกมันหาใช่คนไร้ฝีมือล้วนมีฝีมือด้วยกันทั้งสิ้น เพียงหลงเดินทางผิดก็เท่านั้น
หนิงเฟยหลงยังคงสนทนาเรื่องนี้กันต่อ โดยที่ทางกองทัพจะให้สัญญาเรื่องการละเว้นโทษให้ทำความชอบลดโทษให้กับตนเอง เรื่องต่อมาที่จงฉีเป็นกังวลคือเขตแดนและเสบียงได้ข้อสรุปให้กองทัพไปตั้งหลักที่พื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับป่าใหญ่แห่งโชคชะตา ที่นั่นถึงแม้ว่าจะมีสัตว์อสูรแต่มันก็อุดมสมบูรณ์ และเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในการฝึกฝนอย่างทรหด
หลังใช้เวลากว่าสามชั่วยามติดก็ได้ข้อสรุปเรื่องทั้งหมดการวางแผนเป็นไปอย่างรัดกุมแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินทางกลับทันที เพราะอีกไม่นานต้องออกเดินทางไปงานนทีทีปสวรรค์แล้ว
..........