ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ตอนพิเศษ วิทย์ วิทยา

    วิทย์เป็นลูกคนเดียว พ่อเป็นหมอฟัน แม่เป็นแม่บ้านบ้านของเขาเป็นคลินิกทำฟันอยู่ในชุมชนธุรกิจที่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของจังหวัด
    เพราะเป็นสังคมเมืองและอยู่ในย่านการค้าที่มีรถราวิ่งไปมาขวักไขว่ ทำให้ตั้งแต่เด็กวิทย์จึงได้แต่เล่นของเล่นอยู่ภายในบ้านของตัวเองคนเดียว ไม่มีโอกาสได้ออกไปเล่นนอกบ้านหรือมีเพื่อนเล่นแถวบ้านวัยเดียวกัน
    เด็กวัยเดียวกันที่เขาเห็นตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็มีเพียงเด็กผู้หญิงผมเปียในตึกแถวหลายคูหาฝั่งตรงข้ามถนนเท่านั้น ที่บ้านของเด็กผู้หญิงผมเปียคนนั้นเปิดเป็นคลินิกเหมือนกับบ้านเขา แต่ฝั่งนั้นจะเป็นคลินิกรักษาโรคทั่วไป
    แม้จะอยู่ในวัยเดียวกันแต่วิทย์ก็ไม่สามารถไปเล่นกับอีกฝ่ายได้ทั้งที่ตั้งแต่เด็กเขาก็อยากไปเล่นด้วยมาตลอด ด้วยเป็นเพราะถนนใหญ่หน้าบ้านที่เป็นย่านการค้าจึงจะมีรถวิ่งไปมาตลอดเวลา ทำให้พ่อกับแม่ของเขาห้ามออกไปวิ่งเล่นหรือข้ามถนนคนเดียวเป็นอันขาด
    วิทย์จึงทำได้เพียงมองเด็กวัยเดียวกันที่วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านฝั่งตรงข้ามในเวลาที่เขาได้ลงมาเล่นที่ชั้นล่างและหน้าบ้าน อีกฝ่ายก็มองเห็นเขาเหมือนกันและยังโบกมือตอบโต้กันไปมาบ่อยๆ ตามประสาเด็กวัยเดียวกัน แต่ฝ่ายนั้นยังดีกว่าเขาเพราะยังมีพี่เลี้ยงคนหนึ่งเป็นเพื่อนเล่นด้วย
    ไม่รู้เพราะต้องเล่นคนเดียวมาตลอดตั้งแต่จำความได้หรือเปล่าจึงทำให้วิทย์เป็นคนโลกส่วนตัวสูงและไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับตัวเองตั้งแต่เด็ก
    วิทย์ชอบลองทำสิ่งต่างๆ ที่สนใจและอยากรู้อยากเห็นด้วยตัวเองเงียบๆ แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นคนขี้เบื่ออีกเหมือนกัน ทำให้พอลองทำสิ่งที่สนใจไปถึงจุดหนึ่งจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจให้ทำอีก วิทย์ก็มักจะเลิกและหันไปหาเรื่องน่าสนใจอย่างอื่นแทนมีเรื่องน้อยมากที่เขาจะสนใจมายาวนานโดยไม่เบื่อไปเสียก่อน
    สมัยประถมวิทย์สนใจเรื่องเรียน บางปีเขาสนใจคณิตศาสตร์เป็นพิเศษ บางปีก็วิทยาศาสตร์ บางปีก็สังคมหรือภาษาไทย เขามักทำได้ดีกับทุกวิชาที่สนใจ คงมีเพียงวิชาเกี่ยวกับศิลปะเท่านั้นที่เขาคิดว่าทำได้ไม่ดีนักอาจเพราะวิทย์ได้ยินจากใครสักคนบอกว่าคนเป็นลูกหมอต้องเรียนเก่ง ทำให้เขาตั้งใจเรื่องเรียนจนสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องในทุกปี เป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงปอหก
    ในช่วงเรียนประถม เด็กหญิงผมเปียบ้านตรงข้ามถนนนั้นเรียนอยู่คนละโรงเรียนไปคนละทาง ทำให้ตอนเช้าพวกเขาก็ได้เจอกันเพียงตอนยืนรอรถประจำทางไปโรงเรียนเท่านั้นและเพราะป้ายรถประจำทางที่จะต้องรอนั่งไปโรงเรียนก็อยู่เยื้องหน้าบ้านใครหน้าบ้านมัน อยู่คนละฟากของถนนอีกเช่นเคยในทุกเช้าที่ต้องไปโรงเรียนวิทย์ก็จะมองเห็นเด็กหญิงผมเปียถือกระเป๋าใบโตยืนรอรถประจำทางอยู่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม
    พวกเขายังคงมองกันไปมาไม่ต่างจากวัยเด็กตอนที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน..
    การแอบมองเด็กผู้หญิงผมเปียบ้านตรงข้ามที่วิทย์เคยอยากจะเล่นด้วยตั้งแต่เด็กกลายเป็นความเคยชินอย่างเดียวที่เขาไม่เบื่อไปเหมือนเรื่องอื่นๆเด็กหญิงผมเปียฝั่งตรงข้ามก็มองเห็นเขาด้วยเหมือนกัน บ่อยครั้งก็ยังมีการโบกมือให้กันหรือพยักหน้าทักทายตามประสาเด็กคุ้นหน้าพวกเขาทั้งคู่จึงเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักชื่อกัน แต่บางครั้งก็เหมือนคนรู้จักกันมานานเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็กจนเข้าอนุบาลจนกระทั่งจบประถมศึกษา


    เมื่อเข้าเรียนต่อใช้ชั้นมัธยมวิทย์ได้เรียนต่อชั้นมัธยมต้นของโรงเรียนประจำจังหวัดในฐานะนักเรียนพิเศษที่มีผลการเรียนดีเด่น โดยไม่ต้องไปจับฉลากอย่างเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ในพื้นที่หรือไม่ต้องวุ่นวายสอบแข่งขันอย่างเด็กนอกพื้นที่ต่างอำเภอ
    แต่พอเข้าเรียนชั้นมัธยมหนึ่งวิทย์ก็รู้สึกเบื่อเรื่องการทำตัวเป็นเด็กเรียนขึ้นมา วิชาเรียนต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้เขาสนใจหรือกระตือรือร้นเหมือนอย่างเคย เขาจึงหันไปสนใจเรื่องอื่นอย่างเรื่องกีฬาแทนเหตุผลที่วิทย์สนใจเรื่องกีฬาคงเป็นเพราะเขาได้ยินเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งดูถูกว่าพวกเด็กเรียนนั้นทำได้แต่อ่านหนังสือกับประจบอาจารย์เท่านั้น แต่ทำอย่างอื่นให้ดีไม่ได้ อย่างเช่น เล่นกีฬาไม่ได้เรื่องอย่างเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องพอวิทย์ได้ยินคำปรามาสดูถูก เขาจึงหันมาสนใจเล่นกีฬาเพื่อจะลบคำสบประมาทนั้นและก็อยากลองดูว่าเขาจะทำได้หรือไม
    ในช่วงมัธยมต้นวิทย์ลองเล่นกีฬาแทบทุกประเภทที่มีในโรงเรียน เขาพบกว่าการเล่นกีฬาก็ไม่ต่างจากการเรียนหนังสือ ถ้าอยากให้ได้ดีก็ต้องวางแผนการฝึกให้ดี สม่ำเสมอ ถ้าตั้งใจมากพอไม่ว่ากีฬาหรือเรื่องเรียนก็จะสามารถทำได้ดีไม่ต่างกันทำให้หลังจบมัธยมต้นวิทย์เล่นกีฬาได้ทุกประเภทและเล่นได้อย่างดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน ปิงปอง หรือตะกร้อ วิทย์ทำได้ดีจนไม่ด้อยกว่าพวกที่อ้างว่าเล่นมาตั้งแต่ประถมและทำให้เพื่อนร่วมห้องนักีฬากลุ่มนั้นไม่กล้าดูถูกเขาอีกเลย
    เพราะต้องตื่นไปซ้อมกีฬาตั้งแต่เช้า ส่วนช่วงเย็นเขาก็ยังอยู่เล่นกีฬาต่อจนค่ำทำให้ช่วงมัธยมต้นวิทย์จึงไม่ได้ขึ้นรถไปกลับโรงเรียนในเวลาเดียวกับเด็กหญิงผมเปียบ้านตรงข้ามอีกเลย แม้ว่าเมื่อเข้าเรียนมัธยมเขาจะได้ข้ามถนนมารอรถประจำทางที่ป้ายหน้าบ้านเธอแล้วก็ตาม

    จบชั้นมัธยมต้นวิทย์ก็เข้ามัธยมปลายที่โรงเรียนเดิมพอขึ้นชั้นมัธยมสี่วิทย์ก็หันมาสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์และเกม เขาใช้เวลาช่วงปิดเทอมมอสามอ้อนแม่อยู่นานกว่าแม่เขาจะใจอ่อนยอมซื้อคอมพิวเตอร์ให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุสิบห้าปี
    หลังจากนั้นวิทย์ก็สนุกกับโลกใหม่ที่กว้างใหญ่และสนุกสนาน

    เช้าวันจันทร์วันหนึ่งหลังเปิดเทอมชั้นมัธยมสี่มาได้พักใหญ่วันนี้วิทย์มาโรงเรียนสายจนไม่ทันเข้าแถวหน้าเสาธง เขากับกลุ่มนักเรียนที่มาไม่ทันจึงต้องนั่งเข้าแถวเรียงรายอยู่บริเวณหน้าประตูโรงเรียนเพื่อให้อาจารย์จดชื่อพร้อมกับอบรม
    วันนี้เขาตื่นสายเพราะเมื่อคืนมัวแต่เล่นเกมดึก พอตื่นเช้ามาก็ยังต้องมาเจอพ่อบ่นเรื่องที่เขาต่ออินเทอร์เน็ตเล่นเกมจนคนโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาที่คลินิกไม่ได้อีก ยิ่งบวกกับบิลค่าโทรศัพท์ของเดือนนี้ที่พุ่งกระฉูดไปมากกว่าปกติหลายเท่าอันเนื่องมาจากเขาใช้เล่นอินเทอร์เน็ตนั่นด้วย
    ยังดีที่แม่ของเขาช่วยพูดผ่อนหนักเป็นเบา วิทย์จึงเพียงถูกคาดโทษกับหักค่าขนมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกไม่เรียวของพ่อตีก้นทำโทษด้วยเป็นแน่
    หลังจากนั่งลงต่อแถวกับนักเรียนคนที่มาสายคนอื่นๆ ที่พื้นสนามบาสฯ ด้านหน้าโรงเรียนติดประตูหน้า ก็มีเสียงทักทายจากนักเรียนคนหนึ่งที่แถวข้างๆ
    “อ้าว วิทย์มาสายเหมือนกันเหรอ”
    “อือ เล่นเกมดึก” วิทย์มองเห็นว่าคนที่ทักเขาเป็นเพื่อนห้องมอสี่ทับสามด้วยกันและยังเคยเรียนห้องเดียวกันในสมัยมอต้น เขาจึงตอบบทสนทนาพร้อมให้เหตุผลที่มาสายด้วย
    ตั้งแต่เปิดเทอมวิทย์ติดเกมภาษาเกมหนึ่งอยู่ พอมาถึงโรงเรียนเขาก็มัวแต่เอาหนังสือแบบฝึกภาษาญี่ปุ่นมานั่งทำเพื่อจะได้เล่นเกมที่กำลังติดอยู่ให้ผ่านไปได้ เขาคิดว่ากว่าจะเล่นเกมนี้จบคงได้ทักษะภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมาไม่น้อยเลยล่ะการมัวแต่สนใจเรื่องเกมคอมพิวเตอร์ที่เล่นที่บ้านทำให้ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลายมาวิทย์ก็ยังไม่ได้เข้ากลุ่มหรือสนิทกับเพื่อนร่วมห้องคนไหนเลยสักคนแม้แต่เพื่อนร่วมห้องคนที่ทักเขาอยู่ในตอนนี้วิทย์ก็ไม่ได้สนิทอะไรทั้งที่เรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่มัธยมต้น
    แต่เรื่องไม่ค่อยมีเพื่อนคบเหตุผลเหตุผลสำคัญจริงๆ คงเป็นเพราะความปากไวและขี้รำคาญของเขาเอง ทำให้บ่อยครั้งเขามักพูดขัดคอเพื่อนร่วมห้องโดยไม่รู้ตัว วิทย์ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนปากเสีย นิสัยปากไวและชอบดักคอคนอื่นจนทำให้วงสนทนาแตกกระเจิงเป็นนิสัยที่เขาไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาถึงขนาดที่จะต้องมาแก้ไขปรับปรุงตัว
    “แล้วแกล่ะ ทำไมมาสาย ย้ายมาอยู่หอแถวหลังโรงเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ” วิทย์พอรู้มาบ้างว่าเพื่อนคนนี้บ้านไกล มีบ้านอยู่ต่างอำเภอลึกเข้าไปในชนบทตำบลรอบนอก แต่เห็นว่าย้ายมาอยู่หอพักใกล้ๆ โรงเรียนแล้วเมื่อต้นเทอมเขาจึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายยังจะมาโรงเรียนสายได้
    “มือคืนออกไปแว้นกับพวกไอ้ต้นมาน่ะ เลยตื่นสาย”
    “.......” เหตุผลมาสายแย่กว่าเขาอีกแฮะ
    ห้องเรียนของวิทย์ก็ไม่ต่างจากห้องเรียนในโรงเรียนอื่นๆ ที่มีกลุ่มเด็กเกเรไม่สนใจเรื่องการเรียนรวมอยู่ด้วยเหมือนกัน ในเวลาเรียนเพื่อนร่วมห้องกลุ่มนี้จะจับกลุ่มกันนั่งอยู่แถวหลังห้องกิจกรรมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถ้าไม่ชวนกันโดดเรียน หลังเลิกก็มักจะจับกลุ่มชวนกันไปแอบกินเหล้า ขับรถมอเตอร์ไซค์ตระเวนจีบสาว เล่นพนันบอล ตามประสา ไม่ถึงขนาดเหลือขอหรือเกเรเกตุงเต็มขั้น ยังอยู่ในเกณฑ์พอจะคบหาได้บ้าง
    วิทย์เห็นว่าเพื่อนเก่าร่วมชั้นคนนี้เป็นเด็กมาจากต่างอำเภอที่เห็นกันมาตั้งแต่มัธยมหนึ่ง พอเห็นขึ้นชั้นมัธยมปลายก็กลัวว่าไปคบกับกลุ่มเพื่อนหลังห้องมากไปจะกลายเป็นเด็กบ้านนอกเข้าเมืองแล้วใจแตกอะไรพวกนั้นจึงออกปากกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
    “อย่าไปตามมากเลยกลุ่มนั้น”
    “เออ ว่าจะเลิกแล้วล่ะ เบื่อเหมือนกัน เอามอ’ไซค์มาจากบ้านไม่ได้ต้องไปซ้อนท้ายเพื่อนแบบนั้น ไม่มีสาวสนใจอยู่ดี”
    “ดี” วิทย์กล่าวชม ดูเหมือนเพื่อนร่วมห้องคนนี้จะเป็นพวกมีหัวคิดอยู่เหมือนกันถึงเหตุผลจะไม่ค่อยเข้าท่าก็เถอะ
    “นี่ถ้าพ่อเราให้เอาเจ้าแดงคันที่บ้านมานะ ฮึ่ม” เสียงตอบยังมีแววเสียดายที่ออกจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์ของกลุ่มเพื่อนหลังห้อง
    หลังจากนั้นก็เป็นการอบรมนักเรียนมาสายจากอาจารย์ที่เป็นเวรหน้าประตูโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มาสายในเวลาไล่ๆ กับช่วงเช้าหน้าเสาธงก็จะถูกอาจารย์กักตัวไว้ก่อนพร้อมกับจดชื่อและรอปล่อยตัวพร้อมกับตอนนักเรียนเลิกแถวหน้าเสาธงเข้าห้องเรียนดังนั้นตอนนี้วิทย์กับกลุ่มนักเรียนที่มาสายในตอนนี้จึงต้องนั่งรอจนพิธีหน้าเสาธงที่กำลังดำเนินไปอยู่ตอนนี้จบลงแล้วนู่นล่ะอาจารย์ถึงจะปล่อยตัวกลับเข้าห้องเรียน
    ระหว่างอาจารย์อบรมก็มีกรรมการนักเรียนที่มาช่วยอาจารย์ฝ่ายปกครองหน้าโรงเรียนยกโต๊ะเก้าอี้มาตั้งไว้ด้านข้างเตรียมให้นักเรียนที่มาสายลงชื่อบันทึกคนมาสายไว้ตามระเบียบหลังจากอาจารย์อบรมเสร็จนักเรียนที่มาสายราวๆ สามสิบคนก็ถูกต้อนไปลงชื่อทีละคนวิทย์ต่อแถวเข้าไปที่โต๊ะลงชื่อพร้อมกับเพื่อนร่วมห้องที่เดินตามมาด้านหลัง
    นั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับยื่นบัตรนักเรียนให้กรรมการนักเรียนหญิงคนที่นั่งตรงข้ามตรวจพร้อมกับก้มหน้าเขียนชื่อนามสกุลลงในสมุดจดรายชื่อนักเรียนที่มาสายบนโต๊ะ
    หลังจากวิทย์ลงชื่อเสร็จก็เงยหน้าสบตากับกรรมการนักเรียนหญิงที่กำลังตรวจบัตรนักเรียนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา
    กรรมการนักเรียนหญิงที่มาช่วยอาจารย์ฝ่ายปกครองวันนี้เป็นนักเรียนหญิงที่สวยสะดุดตานักเรียนชายที่เข้าแถวรอลงชื่อมาก รวมทั้งสะดุดตาของวิทย์ด้วย
    แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตาไม่ใช่เป็นเพราะใบหน้าที่ดูสวยเป็นพิเศษนั่นหรอก เป็นเพราะเค้าใบหน้าที่ดูคุ้นตานั่นต่างหากจึงเป็นสิ่งที่ทำให้วิทย์สะดุดตา
    แม้โครงหน้านี้เปลี่ยนไปมากกลายเป็นหญิงสาวสวยอย่างที่เด็กผู้ชายทุกคนต้องหันมามอง แต่วิทย์ก็ยังมองเห็นชัดเจนถึงเค้าหน้าของเด็กหญิงผมเปียบ้านตรงข้ามถนนที่เขาแอบมองอยู่เป็นประจำ
    เขาจำเด็กหญิงผมเปียในวัยเด็กที่เขาในวัยเด็กอยากจะเป็นเพื่อนและข้ามถนนไปเล่นด้วยกันได้ดี
    หญิงสาวคนที่นั่งตรงข้ามวิทย์ก็มีแววตาอย่างที่รู้ว่าจำเขาได้เช่นกัน
    แต่วิทย์ก็ไม่รู้จะทักทายยังไง จะว่าไปแล้วแม้จะเห็นกันมามาตั้งแต่ยังเด็กแต่พวกเขาก็ไม่เคยพูดคุยกันจริงๆ เลยสักที
    “หวัดดีครับ” วิทย์กล่าวทักทายขณะยื่นมือรับบัตรนักเรียนคืน
    “ค่ะ”
    “วิทย์ครับ” เริ่มต้นด้วยการบอกชื่อนี่ล่ะ
    "ไอซ์ค่ะ”อีกฝ่ายตอบมา
    วิทย์ยังไม่ทันจะนึกหาบทสนทนาชวนคุยก็ถูกนักเรียนที่รอลงชื่อคนถัดไปพูดแทรกเข้ามาก่อน
    “เสร็จยังวิทย์ เขยิบไปก่อนดิ๊ ไปยืนจ้องตากันต่อข้างๆก็ได้”เสียงเพื่อนร่วมห้องกล่าวพร้อมกับนั่งลงเบียดวิทย์บนเก้าอี้ตัวเดียวกันพร้อมกับลงชื่ออย่างรวดเร็ว
    เมื่อถูกขัดจังหวะ วิทย์กับกรรมนักเรียนสาวสวยต่างก็เลี่ยงสายตาไปมองคนละทางอย่างเก้อเขิน
    วิทย์หันมามองเพื่อนร่วมห้องที่ขัดจังหวะด้วยอารมณ์หงุดหงิดพอมองเห็นเพื่อนร่วมห้องเรียนอาศัยจังหวะที่กรรมการนักเรียนกำลังเก้อเขินรีบลงชื่อไปบนสมุดจดรายชื่ออย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ส่งบัตรนักเรียนให้กรรมการนักเรียนคนสวยได้ตรวจเช็กวิทย์ก็เข้าใจสาเหตุการขัดจังหวะของเพื่อนหลังจากนั้นนักเรียนคนอื่นก็ทยอยมาลงชื่อจนวิทย์ไม่ได้มีจังหวะพูดคุยกับอดีตเด็กหญิงผมเปียบ้านตรงข้ามที่เขาเพิ่งพบว่าได้มาเรียนที่เดียวกันอีกต่อจากนั้นก็เป็นการฟังอาจารย์บ่นเล็กน้อยพร้อมกับคาดโทษว่าคนที่สายเกินห้าครั้งจะถูกส่งหนังสือถึงผู้ปกครองที่บ้าน
    กลับมานั่งเข้าแถวรออาจารย์ปล่อยตัววิทย์ก็หันมาคุยหาเพื่อนร่วมห้องที่นั่งข้างอย่างฉุนนิดๆ“จำได้ว่าณรงค์ … นี่ไม่ได้ต่อมอปลายนี่ที่แต่ไปต่อ ปวช. ไม่ใช่เหรอ” วิทย์เห็นเพื่อนร่วมห้องคนนี้ใช้ลูกเล่นแซวเขากับกรรมการนักเรียนให้มัวแต่เขินแล้วก็อาศัยจังหวะนั้นเขียนชื่อเพื่อนสมัยมัธยมต้นคนหนึ่งแทนชื่อตัวเองลงไปในสมุดรายชื่อคนมาสาย
    “สายสี่ครั้งแล้วว่ะ ยกโทษให้เถอะ ขืนสายอีกครั้งที่บ้านรู้ตายแน่ๆ ยืมชื่อไอ้รงค์มันหน่อยละกัน ไหนๆมันก็ไม่อยู่โรงเรียนนี้แล้ว” เพื่อนร่วมที่รู้ตัวว่าขัดจังหวะการสนทนาของวิทย์กล่าวขอโทษ
    “เออ ก็ได้..” เห็นอีกฝ่ายรู้จักขอโทษวิทย์ก็เลยไม่ติดใจอะไร
    “สวยเนอะ ไอซ์ห้องสาม สมแล้วล่ะที่ได้เป็นดาวโรงเรียน”
    วิทย์มองตามสายตาของเพื่อนร่วมห้องที่เขาจำได้ว่าชื่อณรัชต์ไปทางหญิงสาวที่ยืนถือสมุดรายชื่อข้างๆอาจารย์ฝ่ายปกครอง
    ตั้งแต่เปิดเทอมเขามัวติดเกมคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เล่นจนดึกดื่นจนตื่นมาเรียนเกือบสายทุกวัน ตอนเลิกเรียนก็ยังรีบกลับบ้านทันทีเพื่อมาเล่นต่ออีก ทำให้ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลายมานี้เขาจึงไม่ได้รู้เรื่องราวและข่าวคราวอะไรในโรงเรียนนัก
    ถ้าเพียงแค่เขาตื่นเช้าสักหน่อย หรือไม่รีบกลับบ้านเร็วนักในตอนเลิกเรียน เขาอาจจะได้รู้ว่าเด็กผู้หญิงผมเปียบ้านตรงข้ามคนนั้นเข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับเขาแล้วก็ได้...
    หลังจากนั้นเพื่อนร่วมห้องของวิทย์ก็บอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับหญิงสาวบ้านตรงข้ามที่เขาไม่ได้เห็นหน้าเกือบสามปีให้ฟังโดยไม่ต้องออกปากถาม
    เด็กหญิงผมเปียในอดีตของเขาคนนี้ชื่อเล่นว่า ไอซ์ชื่อจริง นางสาวอัญณิการ์ เรียนอยู่ห้องคิงของปีนี้คือห้องสาม
    โรงเรียนของวิทย์จะจัดชั้นเรียนสำหรับหัวกะทิไว้สามห้องแรกคือห้อง หนึ่ง สอง สาม ส่วนว่าจะจัดให้ห้องไหนเป็นห้องที่รวมนักเรียนที่เก่งที่สุดนั้น ในแต่ละปีจะไม่ได้ตายตัว บางปีก็เป็นห้องหนึ่ง บางปีก็เป็นห้องสอง ส่วนปีนี้ที่วิทย์ขั้นชั้นมอสี่มา ห้องคิงของสายชั้นคือห้องสามเรื่องห้องคิงของโรงเรียนเขาไม่ได้มีประกาศอะไรเป็นทางการหรอก เขาไม่รู้ว่าทำไมโรงเรียนถึงเปลี่ยนห้องคิงไปเรื่อยๆไม่ซ้ำปีแบบนั้น อาจจะเพื่อไม่อยากให้ผู้มีอุปการคุณของโรงเรียนทั้งหลายที่อยากจะให้ลูกเข้าเรียนห้องคิงเดาทางออกล่ะมั้ง ทางโรงเรียนจะได้ไม่ต้องลำบากใจเวลาจัดห้องเรียนแต่ศิษย์เก่าที่เป็นเด็กนักเรียนในชั้นมัธยมต้นมาด้วยกันเพียงแค่มองรายชื่อเพื่อนเก่าสมัยมัธยมต้นระหว่างห้องทั้งสามก็พอจะทราบแล้วว่าพวกเก่งที่สุดในสายไปกระจุกตัวอยู่ห้องไหน
    หลังจากไอซ์สอบได้อันดับที่สามในการสอบเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายเธอก็ได้เข้าเรียนในชั้นมอสี่ทับสาม อีกเดือนกว่าต่อมามีการเลือกตั้งประธานนักเรียนคนใหม่ หญิงสาวก็ได้เป็นเลขานุการสภานักเรียนเพราะรุ่นพี่มอหกทับสามที่ชวนลงเป็นกรรมการนักเรียนชนะเลือกตั้งเมื่อมีคุณสมบัติครบทั้งเรื่องหน้าตา การเรียน และกิจกรรมโรงเรียนครบถ้วน เหล่านักเรียนทั้งชายหญิงในโรงเรียนจึงยกให้หญิงสาวเป็นดาวโรงเรียนอย่างเป็นเอกฉันท์
    วิทย์ฟังณรัชต์เล่าคร่าวๆ ถึงความเป็นมาของไอซ์จนจบ





    จากวันนั้นเป็นต้นมาวิทย์ก็เริ่มตื่นแต่เช้าขึ้นเพื่อไปรอขึ้นรถประจำทางที่ป้ายรถประจำทางที่ฝั่งตรงข้ามทันเวลาเดียวกับที่อดีตเด็กหญิงผมเปียไปโรงเรียนพอดีแต่แม้จะได้นั่งรถประจำทางไปโรงเรียนด้วยกันเป็นประจำกับ วิทย์ก็ไม่ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างเป็นเรื่องเป็นราวนัก เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับพวกเขาทำให้วิทย์มักตกเป็นเป้าสายตาเมื่อเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาว
    ส่วนเวลาในห้องเรียน เพื่อนร่วมห้องเรียนที่มีชื่อจริงว่าณรัชต์ ชื่อเล่นว่า นะ คนนั้น หลังออกจากกลุ่มเพื่อนหลังห้องก็ไม่รู้ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นมาวนเวียนรอบตัวเขาแทนต่อมาเพื่อนคนนี้ก็ไปดึงเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อว่าเต้เข้ามาเพิ่มอีกคนหนึ่ง ทำให้กลุ่มพวกเขามีสมาชิกรวมกันทั้งหมดสามคนเวลาผ่านไปพวกเขาทั้งสามก็กลายเป็นกลุ่มเพื่อนซี้ที่สนิทสนมและเข้าขากันเป็นอย่างดี….
    มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่ากลุ่มพวกเขาเป็นการรวมตัวกันที่ประหลาดดี มีทั้งเด็กหัวกะทิคะแนนสูงผู้ไม่สนใจใคร นักกีฬาทีมโรงเรียนเลือดร้อนที่ออกจากทีมเพราะไปต่อยรุ่นพี่ และเด็กบ้านนอกต่างอำเภอที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นสามคนสามแบบที่ไม่น่าจะมารวมตัวกันได้
    วิทย์เปรียบเทียบนิสัยของกลุ่มเขาคล้ายกับตอนเล่นเกมชูตติ้งอย่างเคาน์เตอร์สไตรค์เต้จะคือคนที่ถือปืนเดินนำหน้ากลุ่มตลอดเพื่อเข้าตะลุมบอนเป็นคนแรก นะ จะเป็นคนอยู่กลางกลุ่มแล้วช่วยเต้จัดการเป้าหมายที่สำคัญ ส่วนตัววิทย์จะถือปืนไรเฟิลคอยซุ่มยิงช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ด้านหลังหรือถ้าจะเทียบกับเกมอาร์พีจีที่วิทย์กำลังเล่นอยู่ เต้ก็จะเปรียบเหมือนนักรบที่เป็นตัวแทงค์รับการโจมตีเป็นคนแรกของกลุ่ม นะเหมือนตัวโจมตีที่เป็นคนทำดาเมจหลัก ส่วนวิทย์ให้นิยามตัวเองเป็นนักเวทย์หรือไม่ก็ตัวรักษาที่คอยซัพพอร์ตอยู่ด้านหลังดูเผินๆ เหมือนนิสัยของพวกเขาต่างกันไปคนละทาง แต่วิทย์รู้ว่าความจริงแล้วกลุ่มพวกเขามีนิสัยลึกๆ ที่คล้ายกันมาก ซึ่งถ้าไม่ใช่คนรู้จักที่สนิทกันจริงๆจะไม่รู้ พวกเขาทั้งสามคนมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หลายอย่าง เช่น เป็นพวกหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้ใครดูถูก และไม่ชอบเสียหน้า เรียกว่าอีโก้จัดทั้งกลุ่มนั่นล่ะด้วยนิสัยลึกๆ ที่คล้ายกันนี่เองทำให้พวกเขาคบหากันได้อย่างสนิทใจ แม้มีเรื่องที่อาจจะขัดคอกันบ้างแต่ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกันจริงจังเลย






    ขึ้นชั้นมัธยมหกในปีก่อนหน้าช่วงมัธยมสี่และห้า วิชาชุมนุมหรือชมรมต่างๆ ของโรงเรียนจะจัดห้องเรียนแบบแบ่งชั้นเรียนเป็นกลุ่มๆ ตามแผนการเรียน เช่น ห้องหนึ่งถึงห้องสามที่เป็นกลุ่มพิเศษนักเรียนในสามห้องนี้ก็จะเลือกเรียนชุมนุมเดียวกันได้ ส่วนห้องสี่ของวิทย์ก็จะไปรวมกับห้องห้า ห้องหก ห้องเจ็ด เป็นอีกกลุ่มหนึ่งแต่ในชั้นมัธยมหกโรงเรียนจะเปิดให้ลงเรียนได้แบบไม่จำกัดกลุ่มหรือแผนการเรียนเลย ดังนั้นจึงเป็นครั้งแรกที่ห้องสี่ของวิทย์จะได้เลือกเรียนวิชากิจกรรมชุมนุมร่วมกับกลุ่มแผนการเรียนอื่นๆ ของสายชั้นรวมทั้งกลุ่มห้องพิเศษของสายชั้นอย่างห้องสามด้วย
    บ่ายวันหนึ่งในช่วงเปิดเทอม“งั้นชุมนุมปีนี้ก็ได้เรียนกับกลุ่มห้องแผนอื่นได้แล้วสิ” วิทย์ทำทีเป็นพูดขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนร่วมวงสนทนาได้เอะใจเมื่อรู้ว่าปีนี้สามารถเลือกเรียนชุมนุมกับเพื่อนต่างแผนการเรียนได้พอพูดถึงเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันได้ยินเสร็จ วิทย์ก็เห็นเต้ทำตาวาวอย่างนึกอะไรบางอย่างออกเขารู้ว่าถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวสวยในโรงเรียนเพื่อนทั้งคู่ต้องสนใจแน่นอน โดยเฉพาะเต้ที่เป็นตัวบุกของทีม แค่เพียงเขาเปรยไว้เล็กน้อยแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับให้เต้ดำเนินการในส่วนที่เหลือ
    ตั้งแต่ที่วิทย์เริ่มไปรอขึ้นรถประจำทางไปโรงเรียนพร้อมกับไอซ์ทุกเช้าผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก นอกจากทักทายกันตามปกติอย่างคนรู้จักก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพิ่มเติมกว่านี้อาจเพราะส่วนหนึ่งวิทย์ก็กลัวเสียหน้าจึงไม่ได้เข้าไปชวนคุยหรือตีสนิท และอีกอย่างเขาปากไม่ค่อยดีนัก กลัวตัวเองจะเผลอปากเสียใส่อีกฝ่าย
    ไม่รู้เพราะตอนนี้อยู่ปีสุดท้ายแล้วหรือเปล่าเขาถึงเริ่มอยากใกล้ชิดเด็กสาวบ้านตรงข้ามขึ้นอีกสักนิด ถ้าได้อยู่ชุมนุมเดียวกันก็น่าจะทำให้สนิทกันขึ้นอีกสักหน่อยก็ได้
    หลังจากนั้นเพื่อนสนิทของเขาก็ดำเนินการนำชื่อกลุ่มพวกเขาไปสมัครชุมนุมเดียวกันกับไอซ์ได้อย่างที่คาดหวังไว้วิทย์ทำทีเป็นบ่นตามณรัชต์บ้างเล็กน้อยเรื่องไม่ได้อยู่ชุมนุมสบายๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรอย่างปีก่อนหน้า แต่พอเต้ยกเหตุผลเรื่องสมาชิกในชุมนุมนั้นมีสาวๆ เต็มไปหมดก็เห็นคนที่บ่นเรื่องไม่อยากเข้าชุมนุมคหกรรมอย่างณรัชต์เสียงอ่อนไปในที่สุด
    จากนั้นความสัมพันธ์ของวิทย์กับไอซ์ก็เพิ่มมากขึ้น เพราะได้อยู่ชุมนุมคหกรรมด้วยกันทำให้พวกเขาเริ่มคุยกันถึงเรื่องต่างๆ มากขึ้น บางวันเขาก็ช่วยอีกฝ่ายถืออุปกรณ์เครื่องครัวมาโรงเรียนจากคนรู้จักธรรมดาที่บ้านใกล้กันพอจะนับเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยได้บ้างแล้วตอนนี้เมื่อนั่งรถประจำทางมาโรงเรียนด้วยกันตอนเช้า วิทย์ก็ไม่สนใจสายตาคนอื่นในรถที่พากันมองอีกเวลาเข้าไปพูดคุยกับไอซ์เพียงแต่เขาไม่ได้บอกเพื่อนสนิทเรื่องที่เขามาโรงเรียนด้วยกันกับดาวโรงเรียนทุกวันเท่านั้น

    งานกีฬาสีโรงเรียนที่กำลังจะมาถึง ไอซ์เล่าให้เขาฟังว่าปีนี้นอกจากถือป้ายโรงเรียนเธอก็ยังต้องเป็นเชียร์ลีดเดอร์อีกด้วย เรื่องถือป้ายโรงเรียนเป็นหน้าที่ประจำของหญิงสาวมาตั้งแต่มอสี่แล้ววิทย์จึงไม่ได้คิดอะไรขณะฟังเธอเล่า แต่เรื่องต้องเป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วยวิทย์ไม่ค่อยชอบใจนักชุดเชียร์ลีดเดอร์กีฬาแต่ละปีมันก็สวยอยู่หรอก แต่มันโป๊ด้วยเนี่ยสิ!!
    ส่วนเรื่องหน้าที่ในงานกีฬาของวิทย์ กลุ่มพวกเขาเลือกเป็นสตาฟกีฬา แต่เขาไม่ค่อยได้ช่วยเพื่อนทำงานนัก เอาเวลาไปดูไอซ์ซ้อมหลีดซะมากกว่า
    ในเพื่อนสนิททั้งสองคน เต้เป็นคนไม่คิดอะไรซับซ้อน เฮไหนเฮนั่น ถึงไหนถึงกันส่วนนะที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่วิทย์ที่เป็นเพื่อนสนิทรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนฉลาดอยู่พอตัว แต่เพราะเป็นคนไม่ค่อยตั้งใจหรือจริงจังกับอะไรนักจึงทำให้ทำอะไรได้ก็ไม่โดดเด่นแถมความฉลาดที่มีมักถูกเอาไปใช้กับเรื่องที่ออกจะไร้สาระและไม่เป็นประโยชน์ รวมทั้งยังขาดความเฉลียวอยู่บ้าง
    จะว่าไปแล้วตั้งแต่ที่เพื่อนสนิทอย่างณรัชต์เปลี่ยนไป วิทย์ก็ชอบนิสัยใหม่ของเพื่อนคนนี้มากกว่าเก่า เพราะแต่ก่อนเวลาอยู่ในกลุ่มกันสามคนก็จะมีแต่วิทย์ที่เป็นตัวป่วนคอยดักคอคนอื่นอยู่คนเดียว เดี๋ยวนี้บ่อยครั้งวิทย์ยังโดนณรัชต์แซวดักคอหรือยอกย้อนกลับมากลับด้วย และยังคอยช่วยตบมุกไม่ทำให้มุกตลกลึกของเขาแป๊กเหมือนในอดีตอีกแต่เรื่องการขาดความเฉลียวดูเหมือนเพื่อนคนนี้จะยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดูได้จากผู้หญิงหลายคนที่ชอบเพื่อนสนิทคนนี้ แม้จะวนเวียนอยู่รอบตัวอย่างแสดงออกชัดเจนแต่เพื่อนคนนี้กลับยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
    เพราะคุ้นเคยกับณรัชต์มากขึ้นบางวันวิทย์จึงชวนเพื่อนสนิทไปดูเชียร์ลีดเดอร์สีชมพูซ้อมด้วยเชียร์ลีดเดอร์สีชมพูซ้อมกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งไม่ไกลจากโรงเรียน ประจวบกับช่วงนี้วิทย์ “บังเอิญ” มาเดินเตร่ออกกำลังกายที่สวนสาธารณะพอดี หลังออกกำลังกายเสร็จจึงได้กลับบ้านพร้อมกันกับไอซ์ที่ซ้อมหลีดเสร็จพอดี
    สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่ห่างจากบ้านของพวกเขาในระยะเดินเพียงสิบนาที ดังนั้นวิทย์จึงเดินกลับบ้านพร้อมกับไอซ์ตลอดในช่วงก่อนงานกีฬาสีเมื่อต้องเดินกลับด้วยกันบ่อยเข้า เรื่องที่พูดแลกเปลี่ยนกันจึงมีมากมาย วิทย์ก็ได้อาสาเป็นตากล้องให้หญิงสาวในงานกีฬาสีด้วย
    เธอก็ยังคงทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อเหมือนเดิมวิทย์ได้รู้จักนิสัยและตัวตนของอดีตเด็กหญิงผมเปียบ้านตรงข้ามมากขึ้นทุกวัน
    หลังงานกีฬาสีในช่วงเย็นวิทย์ก็ไม่ค่อยเตร่ไปเล่นเกมกับเพื่อนสนิททั้งสองคนถี่นักอย่างแต่ก่อน นอกจากตอนเช้าที่มาโรงเรียนพร้อมกันแล้วในตอนเย็นพวกเขาก็รอกลับบ้านพร้อมกันดีที่เธอไม่ได้ทำงานอยู่ในสภานักเรียนเหมือนสมัยช่วงมอสี่มอห้า เขาเลยไม่ต้องรอคอยนานนักภายหลังไอซ์มาเล่าให้วิทย์ฟังว่าตัวเธอก็ถูกชวนมาลงเป็นรองประธานจากเพื่อนร่วมห้องที่ลงสมัครประธานเหมือนกัน แต่เป็นเพราะเธอได้ยินข่าวว่าเพื่อนร่วมห้องคนที่ลงสมัครประธานคนนี้ไม่ถูกกันกับเขา เธอจึงไม่ได้ตอบตกลง
    น่ารักจริงๆ



    จบงานกีฬาสีวงจรชีวิตของวิทย์ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมตื่นให้ทันเจ็ดโมงเพื่อไปรอขึ้นรถประจำทางไปโรงเรียนพร้อมกับไอซ์ พอถึงโรงเรียนต่างก็แยกย้ายกันเข้าห้องเรียน เวลาในโรงเรียนส่วนใหญ่วิทย์ก็อยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท มีแวบไปเจอกับไอซ์บ้างในคาบว่างบางวัน ส่วนตอนเย็นหลังเลิกเรียนถ้าไม่ได้กลับบ้านพร้อมไอซ์เขาก็ไปเล่นเกมกับเพื่อน
    "เท่าไหร่นั่น โห...เจ็ดหมื่นหกเลยเหรอ"เสียงเต้อุทานออกมาในเย็นวันหนึ่งขณะที่พวกเขานั่งเล่นอินเทอร์เน็ตกันอยู่ในร้านด้วยกันวิทย์เหลือบมองณรัชต์กับเต้ที่กำลังคุยกัน
    "อันนั้นจำนวนหุ้นไม่ใช่ราคา หุ้นนี้ซื้อมาหุ้นละ เจ็ดสิบห้าบาท น่ะ"เสียงณรัชต์ตอบเต้
    "แล้วเป็นเท่าไหร่ล่ะนั่น" เต้ถามเสียงตื่น ๆ
    วิทย์คำนวณในใจพร้อมกับตอบคำถามแทนณรัชต์ "ห้าล้านเจ็ด"
    จำนวนมูลค่าหุ้นที่เพื่อนสนิทคนนี้มี มากมายจนตะลึงจริงๆ
    จากการคลุกคลีอยู่ด้วยกันมา วิทย์สังเกตเห็นณรัชต์ไม่เคยหยุดคิดหรือลังเล เวลาจะใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งต่างๆก็พอจะรู้ว่าบ้านของเพื่อนคนนี้คงมีฐานะไม่ธรรมดา แม้จะมาจากชนบทต่างอำเภอก็ตาม ยังไม่นับกระเป๋า OUTDOOR ของแท้ กับเสื้อยืดและเสื้อกันหนาวยี่ห้อ BODY GLOVE หลายตัวที่เขาเห็นเพื่อนสนิทใส่ หรืออย่างรองเท้านักเรียน เพื่อนคนนี้ยังเอารองเท้านักเรียนอาดิดาสคู่ละพันมาใส่เหยียบส้นอย่างกับรองเท้านันยางนั่นอีก ซึ่งไม่ต้องสังเกตมากก็พอดูออกว่าเพื่อนสนิทคนนี้ทางบ้านต้องมีฐานะพอสมควรแต่ห้าล้านก็ดูจะมากเกินไปสำหรับเด็กมอหกไปหรือเปล่า
    นอกจากนิสัยที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนสนิทคนนี้ดูเหมือนจะมีความลับอีกไม่น้อยเลย….



    หลังจากวิทย์สอบเอนทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ได้เขาก็สบายหูขึ้นมากพ่อของเขาจากที่เคยดุ และจ้ำจี้จ้ำไช ก็กลับตาลปัตรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกลายมาเป็นคุณพ่ออารมณ์ดี ไม่เคยว่ากล่าวหรือดุว่าอะไรเขาอีกเลยแถมยังขึ้นค่าขนมให้อีกต่างหาก 
    “พ่อว่าจะเกษียณ แล้วไปอยู่บ้านสวนกับแม่” ในวงอาหารมื้อค่ำวันหนึ่งจู่ๆพ่อของวิทย์ก็กล่าวเรื่องสำคัญขึ้นมา
    พ่อของวิทย์หันไปยิ้มกับภรรยาอย่างปลื้มใจที่ลูกชายสามารถทำความฝันของเขาให้เป็นจริงได้ด้วยการสอบติดคณะแพทยศาสตร์ ตอนนี้เขาจึงหมดห่วงแล้ว เงินเก็บที่มีก็เพียงพอจะส่งลูกเรียนแพทย์ได้อย่างเหลือเฟือ จึงได้คิดจะเกษียณไปอยู่บ้านสวนซึ่งเป็นมรดกของทางฝั่งภรรยาที่ได้ไปปลูกต้นไม้ต้นไร่เตรียมไว้หลายปีแล้ว
    “ส่วนเรื่องคลินิกคงจะปิดไว้ก่อน แกเรียนจบแล้วค่อยว่ากันถ้าคิดจะทำคลินิกต่อ แต่คงต้องเหนื่อยหน่อยนะถ้าจะแย่งลูกค้ากับคลินิกหมออมรฝั่งตรงข้าม” พ่อของวิทย์กล่าวถึงคลินิกอายุรแพทย์ที่ฝั่งตรงข้ามที่มีชื่อเสียงและลูกค้าจำนวนมาก
    บ้านของไอซ์นั่นล่ะ





    หลังเลิกเรียนช่วงใกล้ปีใหม่
    วิทย์กับไอซ์ยังคงนั่งรถสองแถวประจำทางจากโรงเรียนกลับบ้านพร้อมกัน
    ในขาไปตอนเช้าวิทย์ต้องข้ามถนนไปรอขึ้นรถที่ป้ายรถประจำทางหน้าบ้านไอซ์ ส่วนขากลับรถสองแถวประจำทางจะจอดอยู่เยื้องหน้าบ้านของวิทย์ ดังนั้นหลังลงจากรถประจำทางวิทย์ก็จะเดินข้ามถนนพาหญิงสาวไปส่งบ้านก่อนทุกครั้ง
    ทุกครั้งวิทย์จะเพียงยืนระวังด้านขวาที่มีรถวิ่งมาแล้วเดินพาหญิงสาวข้ามถนนก่อนจะเดินข้ามกลับมาเท่านั้น
    แต่วันนี้ขณะยืนรอข้ามถนนวิทย์ยื่นมือมาให้ไอซ์จับเพื่อจะพาข้าม
    หญิงสาวยื่นมือออกมาให้เขาจับ
    “จับมือแล้ว ต่อไปจะไม่ปล่อยมือแล้วนะ” วิทย์กล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
    “อื้อ” เสียงตอบจากเจ้าของมือนุ่มนิ่ม
    “สัญญานะ”
    “อื้อ”
    ขณะกุมมือบางนุ่มนิ่มจูงพาเดินข้ามถนนวิทย์ก็นึกเรื่องที่พ่อของเขาพูดเมื่อวันก่อน
    วิทย์คิดว่าเขาหาคนสืบทอดคลินิกทำฟันของพ่อได้แล้ว….

    ----------------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน