จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 202 การยกระดับครั้งที่สองของทวนเปลวอัคคี

            เจ็บปวด

            เป็นความเจ็บปวดที่บิดหัวใจกระชากกล้ามเนื้อ

            ทั้งร่างของมันท่วมท้นด้วยความเจ็บปวดที่แผดเผาราวกับอยู่ในทะเลเพลิงเป็นความเจ็บปวดที่ให้ความรู้สึกราวกับแช่ในบ่อลาวา

            ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับร่างกายถูกเผาทั้งเป็นและ‘ความรู้สึก’นี้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่จางหายไป

            สุดท้ายทุกอย่างก็จบสิ้นลงเวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ร่างไป๋หยุนเฟยที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงฉานไปทั้งร่างก็ยังคงไร้ความเคลื่อนไหวเสียงสุดท้ายจากไป๋หยุนเฟยเป็นเสียงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องซึ่งดังขึ้นตั้งแต่ชั่วก้านธูปก่อนกระทั่งหยุดลงเมื่อชั่วน้ำเดือดที่ผ่านมาหลังจากลำคอมันแหบแห้ง

            หลังจากถูกพลังธาตุไฟฝืนแทรกเข้าสู่ร่างจนหมดสติของไป๋หยุนเฟยก็ล่องลอยพร่าเลือน

            แต่ทว่ามันกลับสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนได้อย่างเลือนราง

            หลังจากพลังธาตุไฟแทรกซึมเข้ามาไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกราวกับอุณหภูมิภายในร่างพุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดจำกัดแต่หลังจากที่พลังธาตุไฟสะสมในร่างมากขึ้นเพียงผ่านไปไม่นานมันกลับรู้สึกว่าทั้งร่างเริ่มทนทานต่อความร้อนที่เกิดขึ้นได้!

            แล้วความเจ็บปวดไร้ที่สิ้นสุดซึ่งไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้ก็เริ่มทุเลาลงทีละน้อยสุดท้ายก็กลายเป็นความสุขสบายจนไป๋หยุนเฟยแทบจะครวญครางออกมา กระแสความร้อนที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างเริ่มชะลอลงกลายเป็นไหลเคลื่อนอย่างแช่มช้าผ่านทุกตารางนิ้วของกระดูกเส้นเลือดและจุดชีพจร...

            หลังจากได้รับการชำระจากพลังธาตุไฟร่างกายไป๋หยุนเฟยก็กลับสู่สภาวะปกติแม้แต่ความเจ็บปวดสุดทนทานเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นสุขสบายเข้ามาแทน

            พลังธาตุไฟทั้งมวลเคลื่อนไปรวมอยู่ที่‘ทวารแก่นพลัง’ซึ่งเป็นที่อยู่ของแก่นพลังธาตุไฟแล้วพลังธาตุไฟก็เริ่มบีบอัดกันมากขึ้นและมากขึ้นก่อนจะเข้าไปบรรจบกับแก่นพลังธาตุไฟจากนั้นทั้งสองสิ่งก็คล้ายน้ำแข็งกับหิมะผสานรวมเข้าด้วยกันหลงเหลือไว้แต่เพียงรอยเส้นสีแดงที่ตวัดอ้อมอยู่รอบแก่นพลังธาตุไฟ  แล้วทั้งหมดนั้นก็ควบรวมกัน ---เป็นแก่นพลังธาตุไฟ!

            ยิ่งผ่านไปไป๋หยุนเฟยก็ยิ่งรู้สึกสุขสบายจนความคิดเคลิบเคลิ้มความรู้สึกนี้ราวกับว่าวิญญาณของมันถูกชะล้างและทำให้บริสุทธิ์... ภายใต้ความเคลิบเคลิ้มสติเลือนรางจู่ๆแถบข้อมูลก็วาบผ่านจิตใจสร้างความตระหนกแก่ไป๋หยุนเฟยจนได้สติ มันได้แต่ประหลาดใจต่อสิ่งที่ปรากฏขึ้นทักทาย

          อัพเกรดสำเร็จ

            “……”

            “...”

            ผ่านไปชั่วอึดใจไป๋หยุนเฟยไม่ทราบจะทำเช่นไรจึงได้แต่เหม่อมองสองตามันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงแต่ก็แฝงไว้ด้วยความยินดี

            “ข้าจำความรู้สึกเช่นนี้ได้แล้ว! นี่... นี่เป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับครั้งนั้น...เป็นเช่นครั้งนั้นไม่มีผิด!!”

            มันคาดเดาไม่ผิด ความรู้สึกที่ไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้ในยามนี้เป็นเช่นเดียวกับเมื่อครั้งแรกที่มันควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุไฟขึ้น

            แล้วพลังที่ช่วงชิงการเคลื่อนไหวไปจากไป๋หยุนเฟยก็สาบสูญไปทิ้งร่างของมันร่วงลงสู่พื้นไป๋หยุนเฟยพลิกร่างหยั่งเท้าลงพื้นเสียงดัง‘ตุบ’ หลังจากยืนขึ้นได้ไป๋หยุนเฟยก็ไม่นำพาต่อความเปลี่ยนแปลงของแก่นพลังธาตุไฟเพียงรีบสำรวจดูทวนเปลวอัคคีในมือด้วยความตื่นเต้น

          “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับสูง”

          “ระดับการอัพเกรด: +12”

          “พลังโจมตี: 1380”

          “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 1300”

          “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10:เมื่อแทงถูกเป้าหมายมีโอกาส 20% ที่จะระเบิดเปลวเพลิงออก”

          “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12: สร้างร่างลวงขึ้นได้สองร่างโดยที่มีพลังเท่ากับ 50%ของพลังผู้สร้างเป็นเวลา 3 วินาทีระยะเวลาก่อนใช้งานครั้งถัดไป 1 ชั่วโมง”

          “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 96 แต้ม”

          เป็นดังที่คาด!!

          สองตาไป๋หยุนเฟยจับจ้องที่ทวนเปลวอัคคีในขณะที่ส่วนอื่นของร่างกายกลับสั่นสะท้านจากนั้นดวงตามันก็เป็นประกายด้วยความปลาบปลื้ม

          แม้จะต้องผ่านความเจ็บปวดอันทารุณแต่หากเทียบกับผลลัพธ์เช่นนี้เล่า?

            คุ้มค่า!

            เป็นเรื่องที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน!

            ความเจ็บปวดอันเลวร้ายนั้นทำให้ไป๋หยุนเฟยทรมานแทบเป็นแทบตายแต่ผลตอบแทนเช่นนี้นับว่าใจกว้างเกินไปแล้ว!

            แล้วไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่ายังมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกันเมื่อมองไปยังปลอกแขนมีดเพลิงบนแขนไป๋หยุนเฟยก็รอให้แผงข้อมูลปรากฏขึ้น

          “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”

          “ระดับการอัพเกรด: +12”

          “พลังป้องกัน: 753”

          “พลังป้องกันเพิ่มเติม: 706”

          “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10:เมื่อรับการโจมตี มีโอกาส 9%ที่จะดูดซับพลังโจมตีบางส่วนและเปลี่ยนเป็นพลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่ในการโจมตีครั้งต่อไปสามารถรักษาพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นไว้ได้สามวินาทีเมื่อเปลี่ยนเป็นพลังโจมตีจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้”

          “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12: สามารถใช้แต้มวิญญาณเพื่ออัญเชิญมีดปีกเพลิงออกมาได้ขณะใช้งานต้องจะสูญเสียแต้มวิญญาณ พลังโจมตีของมีดปีกเพลิงขึ้นอยู่กับแต้มวิญญาณที่จ่ายให้”

          “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 91 แต้ม”

            ไป๋หยุนเฟยกลับต้องสลดต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ไฉนจึงเพิ่มพลังป้องกันขึ้นเพียงสองร้อยหน่วยเท่านั้นเล่า?

            แต่พริบตาต่อมาไป๋หยุนเฟยก็เริ่มด่าทอตนเองด้วยความเหยียดหยาม--- มันเริ่มละโมบขึ้นมาอีกแล้ว

            หลังจากสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสำรวจดูรอบกายบริเวณโดยรอบกลับคืนสู่สภาพเช่นเดียวกับยามที่มันเข้ามาในถ้ำคือพลังธาตุไฟแทรกซึมอยู่ทุกหนแห่งเพียงแต่พลังถดถอยลงจากการที่ถูกมันดูดซับเข้าไปบางส่วนเมื่อสังเกตอย่างใกล้ชิดไป๋หยุนเฟยก็ยืนยันได้ว่าจะไม่มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกจึงค่อยคลายใจและทรุดนั่งลงกับพื้น

            ระหว่างที่ถูกพลังธาตุไฟแทรกซึมเข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟยก็ต้องทนทุกข์จากความเหนื่อยล้าที่เกิดในห้วงสมองนี่เป็นความอ่อนล้าของจิตและวิญญาณ

            ไป๋หยุนเฟยไม่อยู่อารมณ์จะศึกษาผลกระทบที่ได้รับมาใหม่ของทวนเปลวอัคคีที่ยกระดับขึ้นจึงขยับตัวนั่งขัดสมาธิพร้อมกับวางทวนเปลวอัคคีขวางบนหน้าตัก จากนั้นก็หลับตาลงพร้อมกับรวบรวมสมาธิ

            พลังธาตุไฟในร่างไหลเวียนร่วมกับพลังวิญญาณในร่างอย่างราบรื่นเมื่อเทียบกับที่ผ่านมาแล้วปริมาณของพลังธาตุไฟกลับเพิ่มพูนขึ้นกว่าสองเท่า! แม้แต่ภายใน‘ทวารแก่นพลัง’ซึ่งอยู่ที่หัวใจแก่นพลังธาตุไฟก็ขยายขนาดขึ้นกว่าเดิมร่วมสองเท่า!

            ยามไป๋หยุนเฟยลืมตาทั้งสองข้างขึ้นก็ฉายแสงราวกับมีเปลวไฟเต้นระริกอยู่ภายในเป็นแสงจ้าซึ่งครอบครองพื้นที่ทั้งหมดของดวงตา แต่ก็เพียงกระพริบตาแสงก็ดับวูบพร้อมกับที่ดวงตากลับเป็นปกติเหลือไว้เพียงรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า  

            “อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...ข้ายังไม่อาจทะลวงผ่าน แต่ก็เหลือกำแพงที่ต้องข้ามอีกเพียงชั้นเดียวเท่านั้น!” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจพร้อมกับกำหมัด

            ก่อนมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์มันก็บรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับสุดปลายแล้วแม้เหตุการณ์พิสดารที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ยังไม่เพียงพอจะยกระดับพลังไปสู่อีกขอบเขตได้แต่ก็ช่วยให้ไป๋หยุนเฟยหยั่งรู้ต่อสิ่งใหม่ได้เป็นความเข้าใจต่อพลังธาตุไฟในขอบเขตที่มันไม่เคยไปถึง มันไม่อาจอธิบายต่อสิ่งที่หยั่งรู้ได้นี้ออกมาเป็นคำพูดแต่เป็นสิ่งที่ได้รับมาหลังจากผ่านความเจ็บปวดที่เกินทนทานมานั่นเอง

            หลังจากตรวจสอบภายในร่างของตนเรียบร้อยไป๋หยุนเฟยก็กวาดตาไปยังทวนเปลวอัคคีในมือยามสัมผัสกับอาวุธเล่มนี้มันก็รู้สึกอย่างแจ่มชัดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้แต่ก็เป็นความรู้สึกที่เลือนรางจนไม่อาจเทียบกับยามนี้ได้

            เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องอันพิสดารที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยก็ฉุกคิดขึ้น “ข้าเข้าใจแล้ว นี่คือ‘โอกาส’ที่ท่านเจ้าสำนักกล่าวถึง!ข้าถึงกับไม่กล้าคาดเดาว่าที่แห่งนี้คืออะไรกันแน่ และก็ไม่อาจทำความเข้าใจต่อที่แห่งนี้ได้แต่มีอย่างหนึ่งที่กระจ่างชัดสถานที่อันลี้ลับแห่งนี้เป็นที่ซึ่งสามารถใช้ควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุไฟได้! หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสถานที่แห่งนี้ช่วยให้สามารถหวนกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อยามที่บรรลุถึงด่านภูตวิญญาณเพื่อควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุไฟเป็นครั้งที่สองในชีวิตได้!”

            “การโจมตีระลอกแรกก็เพื่อทดสอบความเข้มแข็งว่าข้าผ่านเกณฑ์ที่จะรับการโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดได้หรือไม่บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีที่จะพิสูจน์ว่าข้าสามารถดูดซับได้มากเพียงใด...และข้าก็ลงมือหนักเกินไป! ด้วยวัตถุวิญญาณที่ผ่านการอัพเกรดของข้าจึงทำให้‘การทดสอบ’ถึงกับรุนแรงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นจนแทบจะทำให้ข้าถูกยัดเยียดพลังธาตุไฟจนเกินขนาด...”

            ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะอย่างรันทด

            “แม้ว่าความเจ็บปวดจะมากมายกว่าที่ควรจะเป็นแต่ก็ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกลับคืนเช่นกันไม่เพียงแต่ทวนเปลวอัคคีจะยกระดับขึ้นอีกขั้น แม้แต่ระดับการอัพเกรดก็ยังเพิ่มขึ้น!”

            “หากเป็นผู้อื่นอย่างมากวัตถุวิญญาณของพวกมันก็ยกระดับขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ก็เพิ่มพลังโจมตีอีกเล็กน้อยแต่สำหรับข้าที่มีกระบวนการอัพเกรดอยู่... นี่จึงเป็นการบังคับให้อัพเกรด! ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว!น่าสงสัยนักว่าเมื่อใดข้าจึงจะสามารถไขปริศนาที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ได้...หรืออาจจะเป็นเมื่อข้าได้รับโอกาสที่จะเข้ามาที่นี่อีกครั้ง...”

            “ปลอกแขนมีดเพลิงก็เพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีกสองร้อยหน่วยเช่นกันแต่สำหรับวัตถุวิญญาณอื่นกลับยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นี่ก็หมายความว่า...ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าข้า‘ใช้งาน’วัตถุวิญญาณอยู่เท่าใดกระมัง?”ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดขึ้น

            แล้วความคิดอย่างหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของไป๋หยุนเฟย“หรือนี่จะเป็นสาเหตุว่าไฉนเจ้าสำนักจึงไม่บอกกล่าวอันใด?หรือท่านเกรงว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของข้า? หากว่าข้าใช้อาวุธธรรมดาเล่า?”

            หลังจากใคร่ครวญถึงปัญหาข้อนี้อีกชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “เป็นไปไม่ได้...” มันสั่นศีรษะ“ในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็ต้องใช้ออกด้วยอาวุธวิญญาณที่ร้ายกาจที่สุดของตนด้วยวัตถุวิญญาณที่พวกเราได้รับมาจากถ้ำ มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะสามารถ‘มีทางเลือก’”

            เย่จือชิวเลือกได้กระบี่คู่มือมาใช้งานและหากว่ายังจะใช้อาวุธธรรมดาอยู่อีกโอกาสที่จะเอาตัวรอดในที่แห่งนี้ก็ย่อมมีอยู่ไม่มากนัก

            “หากข้าใช้ถุงมือแผดสุริยันเพื่อป้องกันตนเองก็มีโอกาสที่มันจะกลายเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวได้แต่การใช้ทวนเปลวอัคคีก็ไม่เลวเช่นกัน... ไม่ว่าจะได้รับหรือสูญเสีย...ตราบใดที่ได้รับมากกว่าที่มอบออกไป ก็ย่อมคุ้มค่าเสมอ!”

            “ยามนี้คงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีกแล้วถ้าเช่นนั้น... สมควรกลับออกไปแล้วหรือไม่?ข้ากลับไม่อาจทราบได้ว่าเข้ามานานเท่าใดแล้ว...”ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดขณะเก็บทวนเข้าไว้และเตรียมจะจากไป

            ชั่วขณะที่ยืนขึ้นจู่ๆก็พลันมีความคิดอย่างหนึ่งแวบขึ้นในสมอง ไป๋หยุนเฟยจึงนั่งลงพร้อมกับดวงตาทอประกายความคิด

            “โอกาสเช่นนี้ยากจะพบพานในเมื่อข้าอยู่ที่นี่แล้ว ใยต้องย่ำยีโอกาสด้วยเล่า... แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็สมควรช่วยประหยัดเวลาได้ หากสามารถทำให้ท่านเจ้าสำนักบังเกิดความชื่นชมได้ข้าก็สมควรทดลองดู!”

            ด้วยแผนการที่มีในหัวไป๋หยุนเฟยก็ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือเรียกถุงมือแผดสุริยันออกมา

            “อัพเกรด!”

คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน