บทที่ 50
ช่วยสองแม่ลูก
ณ สลัมเก่าๆบริเวณท้ายเมือง
บ้านขนาดเล็กที่ทั้งผูกพังและทรุดโทรม ภายในนี้มีกลิ่นอบอ้าวแถมยังมีความชื้น ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดไร้ซึ่งแสงส่องเข้ามา
ประตูไม้เก่าๆถูกเลื่อนเปิดอย่างช้าช้าปรากฎเสียงอันแผ่ว แอ๊ด!!!
ซูฉีก้าวเท้าเข้ามาบริเวณด้านในพร้อมกับลี่ถัง สองนายบ่าวกวาดสายตามองรอบๆ ภายในสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นเหม็น แถมยังอบอ้าว
“ บ้านแห่งนี้มันอะไรกันหน้าต่างทุกบานแถมประตูยังถูกปิดอย่างมิดชิด ”
“ เลยทำให้อากาศด้านในอบอ้าวขนาดนี้ แล้วท่านป้าผู้นั้นละ ” ซูฉีพึมพำยกมือของนางขึ้นมาปิดจมูกแล้วก็ใช้ดวงตามองดูรอบๆ
ภายในบ้านแห่งนี้มันทั้งเก่าและทรุดโทรม ของภายในบ้านเองก็แทบจะมีอยู่เพียงน้อยนิด แถมยังเป็นของที่ผุพัง
มองไปมองมาไม่พบเจอเป้าหมายของนางนอนนิ่งอยู่ใจกลางห้องโถง บนกองฟางเก่าๆ ซูฉีรุดก้าวเท้าไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วเข้าไปใกล้ๆ
พบเห็นหญิงผู้หนึ่งที่มีช่วงวัยสามสิบย่างเข้าสี่สิบปี มีใบหน้าที่ซูบตอบมีและขาวซีด มีผิวขาวมีร่างกายที่ผอมแห้งสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆนอนอยู่ด้วยท่าทางเจ็บบวด
บนใบหน้าของนางกำลังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ยามนี้กำลังขยับเขยื้อนร่างกายไปมาอย่างเจ็บปวดราวกับว่ากำลังทุกข์ทรมานกับ
ซูฉีที่เดินทางมาถึงรู้ได้ทันที คนผู้นี้คงจะเป็นมารดาของเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างแน่นอน
“ คุณหนูเจ้าคะจะเอาอย่างไรดี? ” ลี่ถังเอ่ยถามออกไป
“ อย่างไรก็ต้องพานางออกจากสถานที่แห่งนี้ก่อน ภายในนี้มันทั้งอบอ้าวและชื้นบรรยากาศแบบนี้ไม่ใช่ที่ที่ผู้ป่วยควรจะอยู่เลยแม้แต่น้อย ”
พูดตามความจริง ซูฉีก็เดินมากับยุคสมัยใหม่ นางจึงรู้ได้ว่าอากาศที่ทั้งชื้นและอบอ้าวเป็นสิ่งที่ทำให้เชื้อโรคนั้นเพราะพันธุ์อย่างรวดเร็ว
มันไม่ใช่บรรยากาศที่พวกผู้ป่วยจะไม่อยู่อาศัยภายในสถานที่ อย่างน้อยก็คงจะต้องรีบพานางออกจากสถานที่แห่งนี้ให้รวดเร็วที่สุด
“ เร็วมาช่วยกันแบกออกไป ” ซูฉีเรียกบ่าวรับใช้ของตนเอง
หลังจากนั้นก็ได้แบกมารดาของเด็กหนุ่มผู้นั้นขึ้นและก็นำพาออกไปด้านนอก ทั้งสองจ้างรถม้าขับมาถึงสลัมแห่งนี้เพื่อขนตัวนางกลับไปที่โรงหมอ
คำอ้อนวอนของเด็กหนุ่มผู้นั้นทำให้ซูฉีเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ เด็กหนุ่มผู้นั้นกล่าวว่ามารดาของตนเองกำลังจะตายเพราะป่วยเป็นโรคร้าย
พวกเขาสองแม่ลูกมีเพียงกันแค่นี้ บิดาของเด็กหนุ่มตายไปเมื่อหลายปีก่อน เหลือเพียงแค่มารดาและก่อตัวของเด็กหนุ่ม
ผู้เป็นมารดาหลังจากรู้ว่าบิดาตาย ก็ทำงานอย่างหนักจนสุดท้ายแล้วร่างกายเองก็ล้มป่วยจนได้ จนมาถึงปัจจุบันหนุ่มกระเสือกกระสนหาข้าวกินแล้วก็วิธีการในการรักษาผู้เป็นมารดา
แต่เพียงแค่เด็กหนุ่มคนเดียวไม่ได้มีโอกาสมากขนาดนั้น ทำไม่ได้สุดท้ายร่อนเร่จนมาเจอเข้ากับซูฉี
ด้วยความเวทนาซูฉีเองก็เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนั้น นางไม่ได้ช่วยเด็กผู้นี้เพราะว่าเงื่อนไขของระบบร้านค้าความดี
แต่นางช่วยเด็กหนุ่มผู้นี้เพราะว่านางอยากจะช่วยจากใจ แต้มความดีอะไรนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ผลตอบแทนนอกจากนั้นเท่านั้น
เมื่อเดินทางมาถึงโรงหมอนำพาคนทู้นี้ไปให้กับท่านหมอได้ตรวจสอบ หญิงวัยสามสิบคู่นี้ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าในวัยเดียวกัน
อันที่จริงแล้วสตรีวัยสามสิบถึงสี่สิบปีไม่ควรจะมีร่างกายอ่อนแอแบบนี้ แต่ว่าดูเหมือนว่านางจะป่วยเป็นโรคร้ายจริงๆร่างกายจึงอ่อนแอได้ขนาดนี้
“ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะท่านหมอ อาการของท่านป้าผู้นี้เป็นอย่างไร ” ซูฉีมองท่านหมอเฒ่าที่กำลังตรวจอาการอยู่ด้านหน้า
ท่านหมอกำลังขะมักเขม้นก้มหน้าก้มตาตรวจอาการอย่างจริง ในยามนี้ตรวจเช็คอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงหันมากล่าว “ ไม่ได้ร้ายแรงอะไรแต่ว่าเป็นโรคเรื้อรัง ”
“ นางป่วยมาเป็นเวลานานไม่ได้รับการรักษา สุดท้ายแล้วอาการก็เลยทรุดลงแบบนี้จนสภาพนี้จนได้ ”
“ แล้วรักษาได้หรือไม่เจ้าคะ? ”
“ แน่นอนว่ารักษาได้แต่ว่ามันจำเป็นจะต้องใช้เวลาและก็ใช้เงิน ”
“ เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเจ้าค่ะข้าจะจัดการทั้งหมดให้ ” ซูฉีออกตัวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ลี่ถังยืนอยู่ด้านหลังไม่คิดคร่าวๆค่ะคุณหนูของนาง แต่ว่านางเพียงแค่ไม่คิดว่าคุณหนูของนางจะมีจิตใจดีขนาด
บางทีการเดินทางมาที่ชายแดนในครั้งนี้มันอาจจะทำให้คุณหนูของนางเปลี่ยนเป็นคนละคน ก่อนหน้านี้อยู่ที่เมืองหลวงคุณหนูของนางไม่เหลียวแลแม้แต่คนที่กำลังจะ
แต่ในยามนี้กลับช่วยท่านป้าผู้นี้ที่ไหมรู้จักแถมยังออกตัวว่าจะออกค่ารักษาให้อีก นางที่ติดตามคุณหนูมาตั้งแต่ยังเด็กอยากพบเจอภาพของคุณหนูๆที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีแบบนี้มาตั้งนานแล้ว
เพราะแบบนั้นนางจึงไม่เอ่ยขัดเลยแม้แต่น้อยที่คุณหนูของนางออกตัวออกค่ารักษาให้กับสองแม่ลูก
“ เข้าใจแล้วถ้าแบบนั้นข้าจะรักษาให้ก็แล้วกัน ” ท่านหมอรับปาก
“ ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอ ” ซูฉีหันไปมองเด็กหนุ่มนั่งอยู่ข้างเตียงของผู้เป็นมารดา เด็กหนุ่มมองมารดาแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ ท่านแม่ของเจ้ารอดแล้วนะ ”
เด็กหนุ่มหันมามองด้วยแววตาที่ตื้นตัน “ ขอบคุณขอรับคุณหนู!!! ” น้ำตาค่อยๆหลั่งไหลออกมาจากดวงตาของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ
มันไม่คิดเลยว่าจะมีผู้คนที่ยื่นมือช่วยโดยที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน ความรู้สึกมากมายเอ่อล้นภายในจิตใจของเด็กหนุ่มอย่างไม่สามารถอธิบายได้
ในยามนี้คุณหนูที่อยู่เบื้องหน้าก็เป็นผู้มีพระคุณของมันไปแล้ว
ตึ้ง!!!
[ ท่านช่วยสองแม่ลูกสำเร็จได้รับแจ้งความดีหนึ่งพันแต้ม ]
ดูเหมือนว่าจะเสร็จสิ้นไปด้วยดีนางได้รับแต้มความดีมาเป็นของตอบแทน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เงินแต่มันก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงิน
“ จริงสิเจ้ามีนามว่าอะไร ”
“ ฮุ่ยหวงขอรับ!!! ” เด็กหนุ่มตอบกลับ
“ อืม… ฮุ่ยหวง ”
“ ร่างกายของเจ้าดีขึ้น เจ้าคิดจะออกจากสถานที่แห่งนี้แล้วไปทำอะไร”
“ คือว่าเรื่องนั้นขายยังไม่คิดเลยขอรับ ” ฮุ่ยหวงแววตาตกลง ถึงแม้ว่าจะออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้แต่ว่าตัวของมันเองก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอันใด
ในยามนี้จึงแสดงแววตาเศร้าหมองเล็กน้อย เพราะว่าถ้าออกไปตัวของมันเองก็คงจะไม่มีงานทำเช่นเดิม
“ ถ้าจะเอาออกไปแล้วไม่รู้ทำอะไรเจ้าจะรักษามารดาของเจ้าได้อย่างไร เอาเถอะตอนนี้ข้ากำลังขาดคนงานมาทำงานกับค่า ” ซูฉียื่นข้อเสนอออกไป
นางกำลังขาดคนดูแลที่ดินอยู่ ในตอนนี้หาไปทั่วทั้งเมืองก็ยังไม่พบเจอคนที่ค่อนข้างจะไว้ใจได้ พบเจอเด็กหนุ่มผู้นี้ถือว่าเป็นโชคชะตา
แล้วอีกอย่างเด็กหนุ่มผู้นี้ก็เพิ่งเด็กหนุ่มร่างกายยังคงแข็งแรง มีพละกำลังมากมายคงจะช่วยงานได้ไม่น้อย
จึงจะช่วยเด็กหนุ่มผู้นี้อีกสักครั้งรับเข้ามาทำงานกับตนเอง อย่างน้อยก็ช่วยเด็กหนุ่มผู้นี้ไปในตัวด้วย
เขาเป็นเพียงแค่เด็กวัยสิบห้าปีเท่านั้นยังไม่สามารถหางานภายในเมืองแห่งนี้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลมารดาที่กำลังป่วย แน่นอนว่าถ้าให้มาทำงานกับนางนางก็จะให้ตามค่าแรงที่ควรจะเป็น
ฮุ่ยหวงแววตาศเป็นประกายขึ้นมาด้วยความดีใจ “ ขอบคุณขอรับคุณหนูขอบคุณท่านมาก!!! ”
“ เอาล่ะข้าเจ้าฟื้นตัวและออกจากสถานที่แห่งนี้เมื่อไหร่ก็ไปพบข้าก็แล้วกัน ”
ซูฉีพูดเสร็จค่อยๆเดินออกจากสถานที่แห่งนี้
‘ เอาล่ะหาคนทำได้แล้ว ตอนนี้ก็คงจะการพัฒนาที่ดินได้แล้วสินะ ’
แผนการพัฒนาที่ดินของนางหยุดพักเพราะว่ายังหาคนดูแลที่ดินไม่ได้ ได้เด็กหนุ่มผู้นี้มามันเองก็คงจะเริ่มแผนการที่ควรจะเป็นได้
…
ในสองวันถัดมา
ฮุ่ยหวงออกจากโรงหมอมุ่งตรงมาพบคุณหนูผู้มีพระคุณของมันอย่างรวดเร็ว ซูฉีนำภาฮุ่ยหวงเดินทางมาถึงที่ดินที่ต้องให้เด็กหนุ่มนั้นดูแล
“ เอาล่ะมันคือสถานที่แห่งนี้… ”
“ ส่วนสิ่งที่เจ้าจำเป็นจะต้องทำก็คือนี้ ” ซูฉีใช้นิ้วมือของนางชี้ไปด้านหน้า
“ อะไรอย่างนั้นหรือขอรับ ”
จบบท