วันหยุดสุดสัปดาห์บรรดาร้านกาแฟต่างๆ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนไม่เว้นแม้แต่ร้านคาเฟ่ตกแต่งด้วยสไตล์วินเทจตรงข้ามมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้ผู้คนกำลังเนืองแน่นส่วนใหญ่ก็จะเป็เด็กมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้กลับบ้านมาอาศัยนั่งทำรายงาน บางส่วนก็จะเป็วัยทำงานที่นัดลูกค้ามานั่งคุยเกี่ยวกับธุรกิจ
“เชิญลูกค้าคิวถัดไปเลยค่ะ” หญิงสาวใบหน้าสวยคมคายสวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานคิดเงิน เอ่ยเรียกคิวสั่งกาแฟคิวถัดไป
“อเมริกาโน่ 1 แก้วครับ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นกันเบา ๆ จากพนักงานในร้านถึงความหล่อเท่ของลูกค้าจนเธอต้องเงยหน้ามองพบว่าเขาเป็ชายหนุ่มลูกครึ่งที่หล่อทีเดียว ผมสีบลอนด์ที่ถูกจัดแต่งทรงอย่างดีแววตาสีเทาเข้มที่ดูเ้าเล่ห์ บวกกับลักยิ้มข้างแก้มนั้นยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกเธอรับเงินจากเขาเสร็จจึงบอกให้เขานั่งรอที่โต๊ะตามเลขป้ายที่พนักงานแจกให้
จังหวะที่เขารับป้ายนั้นเธอมีความรู้สึกว่ารอยยิ้มของเขาจงใจส่งให้เธอเป็พิเศษแต่เธอคงคิดไปเองที่คนหล่อแบบนั้นน่าจะอายุราว ๆ สามสิบตอนต้น น่าจะมีแฟนแล้วอย่างแน่นอน
แล้วก็เป็จริงอย่างที่เธอว่า เพราะเธอเห็นเขาเดินไปนั่งกับผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอยู่ก่อนแล้วพลับพลึงส่ายศีรษะให้กับความเ้าชู้ของผู้ชาย
“หูย...พี่พลับพลึงพี่ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ”พนักงานรุ่นน้องกระซิบถามเธออย่างตื่นเต้น
“รู้สึกอะไร”
“ตื่นเต้นไง”
“เื่อะไรล่ะ” รุ่นน้องทำหน้าเหวอที่รุ่นพี่ของเธอยังคงวางตัวได้อย่างปกติหลังจากรับออเดอร์จากหนุ่มหล่อทรงเสน่ห์เมื่อสักครู่
“ก็หนุ่มหล่อคนเมื่อกี้ไง พี่ไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยเหรอ”พลับพลึงทำหน้าที่รับออเดอร์พร้อมกับคิดเงินไปด้วยหันมาตอบรุ่นน้องเพื่อตัดบทสนทนาเมื่อเห็นว่าลูกค้าเริ่มเข้ามาในร้านมากขึ้น
“เฉย ๆ...ไม่เห็นหรือไงว่าเขามากับแฟนทำงานได้แล้วอย่ากินแรงเพื่อน”
พลับพลึงยิ้มขำพลางส่ายศีรษะ หญิงสาวยังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปพลันสายตาก็หันไปเห็นพนักงานเสิร์ฟรุ่นน้องกำลังยืนตัวสั่นพยายามดึงมือออกจากชายร่างอวบที่จับมือพนักงานเสิร์ฟรุ่นน้องไม่ยอมปล่อยเืรักความยุติธรรมที่ไหลเวียนอย่างเข้มข้นสั่งให้ก้าวขาเข้าไปช่วยในทันที
“ออยล์ พี่ฝากเคาน์เตอร์สักครู่นะ”
“ได้สิ”
หญิงสาวเดินอ้อมออกจากเคาน์เตอร์ตรงไปยังโต๊ะที่กำลังเกิดปัญหาด้วยสีหน้าเรียบสนิท
หมับ!!
มือบางคว้าหมับเข้าที่ข้อมืออวบที่กำลังจับมือพนักงานเสิร์ฟอยู่
“ขอโทษด้วยนะคะ รบกวนคุณผู้ชายปล่อยมือพนักงานเสิร์ฟได้หรือเปล่าคะ”
ชายร่างอวบหันมาจ้องตาเธอเขม็ง ตวาดใส่เธอเสียงดังลั่นร้านจนลูกค้าบางโต๊ะเริ่มหันมามอง
“ทำไมต้องปล่อย พวกเธอเป็พนักงานต้องบริการลูกค้าเต็มที่หน่อยสิหรือว่าเธออิจฉาที่ตัวเองสวยสู้น้องคนนี้ไม่ได้”
พลับพลึงเริ่มรู้สึกคิ้วด้านขวากระตุกใบหน้าสวยคมฉีกยิ้มหวาน สวนทางกับมือของเธอที่กำลังบิดข้อมือของชายอวบอย่างแรงจนเขาต้องร้องโอดโอย
“โอ๊ย!! ข้อมือฉัน”
“พะ พี่พลับพลึง”
ตอนนี้คนในร้านเริ่มหันมามองพร้อมกับเริ่มซุบซิบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนเขาเริ่มรู้สึกอับอาย โวยวายเสียงดังลั่นร้านมากกกว่าเดิม
“หนอย!! เป็แค่พนักงานร้านกาแฟกล้ามาทำแบบนี้กับฉัน” จังหวะที่พลับพลึงเผลอผ่อนแรงลง เปิดโอกาสให้มืออวบสะบัดหลุดออกจากการเกาะกุมเขาง้างมือขึ้นสุดแขน หมายที่จะฟาดลงใบหน้าสวยอยู่นั้น แต่คนที่ระวังตัวอยู่ก่อนแล้วถอยหลังหลบฝ่ามือนั้นได้อย่างหวุดหวิด
ดวงตาเรียวสวยลุกวาว กับความไม่เป็สุภาพบุรุษของชายร่างอวบตรงหน้าเธอหันไปหยิบแก้วกาแฟที่วางอยู่บนโต๊ะสาดไปที่ใบหน้าชายคนนั้น
“ว้าย!!”
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว สีหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธตะคอกเธอเสียงดัง “นังเด็กนี่”
ร่างอวบปรี่เข้ามาแต่เจอหมัดรุ่น ๆ ของพลับพลึงสวนไปที่เบ้าตาอย่างเต็มแรงจนร่างของเขาทรุดลงไปที่โต๊ะ
บรรดาไทมุงที่อยู่โดยรอบพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีใครคิดที่จะเข้ามาช่วย
จนกระทั่ง...
“เกิดอะไรขึ้น”
“ผู้จัดการ!!”
ผู้จัดการร้านมองดูสภาพเหตุการณ์ตรงหน้าก็เริ่มกังวล หญิงสาวรีบเข้าไปขอโทษลูกค้าด้วยความนอบน้อมเป็ผลทำให้พลับพลึงถึงกับอ้าปากเหวอ
“ขอโทษด้วยนะคะคุณลูกค้า” ชายคนนั้นแสยะยิ้มสมใจหันไปบอกคนที่ถูกเรียกว่าผู้จัดการด้วยความลำพอง
“คุณต้องจัดการให้ผมด้วยนะ ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแค่กำลังรับกาแฟมาจากมือพนักงานเท่านั้นเอง”
“จริงหรือเปล่าแจน” ผู้จัดการร้านหันมาถามคนต้นเื่
“อะ เอ่อ” รุ่งน้องอึกอักเห็นสายตาของผู้จัดการร้านแล้วเหลือบตามองสายตาขมขู่ของชายร่างอวบคนนั้นทีหันมามองรุ่นพี่สาวที ก็ยิ่งก้มหน้า เธอกลัวจะต้องออกจากงานเพราะเธอยังต้องนำเงินมาจ่ายค่าเทอมด้วยตัวเองอยู่แล้วที่ร้านนี้เงินเดือนพนักงานพาร์ทไทม์ก็ค่อนข้างดี
พลับพลึงผิดหวังนี่เธอกำลังทำคุณบูชาโทษเหรอเนี่ยให้ตายสิ...
“เห็นมั้ยครับผู้จัดการ คุณต้องจัดการพนักงานคนนี้ให้ผมนะ”ร่างอวบแสยะยิ้มยังคงโวยวายไม่เลิก สีหน้าสะใจของเขาทำให้พลับพลึงกำหมัดแน่น ั์คู่สวยตวัดสายตาจ้องเขม็งชายร่างอวบชะงักด้วยความเกรงเล็กน้อย เพราะหมัดหญิงสาวหนักไม่ใช่เล่น
“พลับพลึง ตามฉันไปที่หลังร้าน” ผู้จัดการสาวหันมาพูดกับเธอ
“ไม่เป็ไรค่ะ ผู้จัดการจริง ๆ แล้วเื่นี้มันก็ตรวจสอบด้วยกล้องวงจรปิดก็ได้แต่..ไม่เป็ไร” พลับพลึงก้าวเข้าไปหาชายคนนั้น จนเขาถึงกับผงะ แต่พอเห็นว่าพลับพลึงแค่หยุดอยู่ตรงโต๊ะพร้อมกับล้วงกระเป๋าเงินจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนเขาก็แอบโล่งใจ
ปึง..
“นี่ค่ะ 1000 บาทสำหรับค่าปรับข้อหาทำร้ายร่างกาย”พลับพลึงพยายามข่มอารมณ์โกรธที่กำลังปะทุ หยิบแบงค์พันวางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง จากนั้นก็หมุนตัวเข้ามาพูดกับรุ่นน้องต่อ
“ส่วนเธอ...ถ้าไม่อยากให้ช่วยทีหลังก็ไม่ต้องตัวสั่นแบบนั้น”พลับพลึงถอดผ้ากันเปื้อนออกวางบนโต๊ะ เดินเข้าไปหาผู้จัดการร้าน
“ไม่ต้องไล่ออกหรอกค่ะ ฉันขอลาออกเอง”พูดเสร็จหญิงสาวเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของผู้คนอีกหลายสิบคู่ที่มองเหตุการณ์แต่ไม่มีใครคิดจะช่วย
พลับพลึงเดินตามฟุตบาทเรื่อย ๆ ด้วยความเซ็งพอมาทบทวนดูดี ๆ เธอก็ผิดเองที่ใจร้อนไปหน่อยเข้าไปแบบไม่ยอมประเมินสถานการณ์ให้ดีก่อน
พลับพลึง หรือ ลลนา ทัศนเรือง เธอเป็ลูกสาวของเ้าของสวนทุเรียน15 ไร่ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี จริง ๆ แม่ของเธอเสียชีวิตั้แ่เธออายุ 7 ขวบ แล้วพ่อก็แต่งงานใหม่มีน้องสาวอีกหนึ่งคนกำลังเรียนอยู่ ม.ต้น แต่เธอไม่ได้รู้สึกขาดความรักเลยแม้แต่น้อยโชคดีที่ไม่มีปัญหาลูกเลี้ยงแม่เลี้ยงเหมือนบ้านอื่น ๆ เพราะแม่เลี้ยงของเธอนั้นให้ความรักเธอเต็มที่เสมือนว่าเธอเป็ลูกแท้ๆ อีกหนึ่งคน
“นี่เราตกงานแล้วเหรอเนี่ย เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจแรงด้วยความเซ็งอีกรอบจริงๆ แล้วฐานะทางบ้านของเธอก็ไม่ได้ขัดสนเื่เงินหรอก และเธอก็ยังเป็แค่นักศึกษามหาลัยฯด้วยแต่ที่พยายามหารายได้พิเศษเพราะแค่อยากหาประสบการณ์ชีวิตแล้วก็ไม่อยากรบกวนเงินของพ่อมากเกินไปนักก่อนที่แม่จะเสียชีวิตท่านได้สอนให้เธอพึ่งพาตัวเอง เข้มแข็งเพื่ออยู่ดูแลคนในบ้านของฟุ่มเฟือยส่วนตัวที่ใช้ส่วนมากจะเป็ของที่เธออยากได้จริง ๆ แล้วก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
เื่ชวนปวดหัวเมื่อครู่ทำเอาพลับพลึงหมดอารมณ์เธอเดินปล่อยอารมณ์ไปกับวิวข้างทาง แววตามองไปทางข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวเดินกลับหอพักในมหาลัยของเธอเพื่อจะได้พักให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยมานั่งคิดอีกทีว่าต่อไปจะทำอย่างไรต่อไป
อีกด้านหนึ่งของร้านกาแฟ
“น่ากลัวจังนะคะที่รัก” หญิงสาวผมแดงเอ่ยขึ้นให้ชายหนุ่มฟัง
“ถ้าสมมติว่ามีคนมาทำชีกอใส่ฉันแบบเมื่อกี้ละก็คุณต้องปกป้องฉันเท่ๆ แบบพนักงานสาวคนนั้นเลยนะคะ" หญิงสาวพูดจาออดอ้อนชายหนุ่มผมบลอนด์ที่นั่งอยู่ข้างๆแต่ทว่าชายหนุ่มตอนนี้ไม่ได้ฟังเธอเลยสักนิด สายตาเขากำลังจับจ้องไปยังพนักงานสาวที่เพิ่งลาออกไปเมื่อสักครู่
“...”
“มีอะไรหรือเปล่าคะลูซ”
“อ๋อ เปล่าจ้ะที่รัก... ผมแค่รู้สึกสงสารพนักงานสาวที่โชคร้ายคนนั้นเท่านั้นเอง”
“แล้วไป..ไม่ใช่ว่าสนใจเด็กคนนั้นหรอกนะคะ”น้ำเสียงแง่งอนของคู่ขาสาว ทำให้เขาพยายามยิ้มเอาใจ ส่งสายตาหวานฉ่ำให้หญิงสาวหายงอน
“ลูซจะปกป้องแอนนี่หรือเปล่าคะ” หญิงสาวยังคงยิงคำถามเดิมหวังว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ
“ถามอะไรแบบนั้น...ยังไงผมก็ต้องปกป้องคุณอยู่แล้วแม้แต่แมลงสักตัวก็ไม่ให้แม้แต่มาเกาะมาตอม” เขาพูดเอาใจหญิงสาวพลางทำสีหน้าออดอ้อนจนเผยลักยิ้มข้างแก้มทรงเสน่ห์เธอยิ้มพอใจในคำตอบที่ได้ หลังจากทั้งสองออกจากร้าน ชายหนุ่มส่งหญิงสาวขึ้นรถไปก่อนส่วนเขานั้นหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาลูกน้องทันที
“ฮัลโหล ฉันมีเื่ให้ทำ ซื้อร้านกาแฟนี้แล้วเปลี่ยนผู้จัดการใหม่ซะ”
เขาเหลือบไปเห็นชายอวบคนก่อเื่เมื่อสักครู่เดินออกมาจากร้านกาแฟบ่นเสียงดังกลัวคนอื่นไม่ได้ยิน
“คิดว่าแบงค์พันใบเดียวแค่นี้ชดใช้ได้หมดเหรอผมจะไปฟ้องอีเด็กนั่นให้หมดตัวไปเลย... แท็กซี่!!”
เมื่อเสียงดังหนวกหูสงบลง ชายหนุ่มหันกลับมาพูดสายต่อเขาพูดพลางยิ้มโชว์ลักยิ้มอันโดดเด่น แววตาของเขาแสดงออกถึงความตื่นเต้น
“แล้วก็... ตามสืบประวัติใครบางคนให้หน่อย”