ในที่สุดจวินมั่วหานก็จากไปพร้อมสีหน้าเขียวคล้ำ
มุมปากของเสิ่นม่านซูยกขึ้นเล็กน้อย
จะมาเถียงกับข้าหรือ
รู้หรือไม่ ตอนนั้นเพื่อให้ตัวเองได้รับบททนาย นางถึงกับท่องจำกฎหมายและเทคนิคการโต้แย้งจนขึ้นใจ
เมื่อจับจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้แล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด
ในเมื่อไม่มีใครมีหลักฐาน ก็อย่าได้หยิบยกเื่ตกน้ำมาพูดอีก
ส่วนเื่ว่ายน้ำ นางว่ายเป็จริง แต่จวินมั่วหานซึ่งยึดถือธรรมเนียมยิ่งชีพ ไม่มีทางบังคับสตรีผู้สูงศักดิ์เช่นนางให้ลงน้ำพิสูจน์ต่อหน้าผู้คนแน่นอน
ท้ายที่สุด จวินมั่วหานก็ไม่ได้เอ่ยถึงเื่จะจัดการซูฉินอย่างไร ซึ่งก็อยู่ในความคาดหมายของเสิ่นม่านซู
เพราะพระเอกผู้นี้ค่อนข้างเลวเลยละ
เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือจวนแม่ทัพ
แม้การแต่งงานกับซูฉินซึ่งเป็เพียงญาติผู้น้องจะยังผูกโยงกับจวนแม่ทัพอยู่บ้าง แต่จะเทียบกับนางซึ่งเป็บุตรสาวสายตรงของจวนแม่ทัพได้อย่างไร
เสิ่นม่านซูมองแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไปแล้วตกอยู่ในห้วงความคิด
จะทำอย่างไรดี ถึงจะสามารถส่งซูฉินไปอยู่ข้างองค์ชายเจ็ดได้เสียที
ทว่าภาพที่เสิ่นม่านซูกำลังครุ่นคิดเงียบๆ นี้ ในสายตาของเสิ่นเจิ้นกวงกลับกลายเป็ว่า บุตรสาวยังมีเยื่อใยต่อองค์ชายเจ็ดอยู่
เื่นี้ย่อมปล่อยไว้ไม่ได้
เขารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ม่านซู ครั้งนี้ที่เ้ารอดมาได้ ล้วนเป็เพราะท่านหมอเทวดาไป๋ช่วยไว้ พ่อคิดจะเตรียมของกำนัลไปขอบคุณด้วยตนเอง”
แววตาของเสิ่นม่านซูเป็ประกายในทันที
“ท่านพ่อจะไปเมื่อใดเ้าคะ”
“ยิ่งเร็วยิ่งดี”
“เช่นนั้นท่านพ่อเพิ่งกลับจากเดินทาง คงเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย น่าจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน แล้วพวกเราค่อยไปด้วยกัน ดีหรือไม่เ้าคะ”
“ก็ดี”
เสิ่นเจิ้นกวงตอบรับอย่างไม่คิดมาก แต่พอเห็นบุตรสาวเดินจากไป เขาก็พลันชะงัก
เอ๊ะ…ม่านซูก็จะไปด้วยหรือ
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นม่านซูรีบยกชายกระโปรงกลับไปยังเรือนของตน ก่อนจะสั่งกำชับเจ๋อหลัน
“เจ๋อหลัน เ้าไปดูที่ครัวใหญ่หน่อยว่ามีนมสดหรือไม่ หากมีก็เอาไปที่ครัวเล็กของท่านพ่อท่านแม่”
“เ้าค่ะ”
หลังจากสั่งเจ๋อหลันแล้ว เสิ่นม่านซูก็พาป้านเซี่ยมุ่งหน้าไปยังเรือนของบิดามารดา
ในเวลานั้น หลินซื่อเพิ่งได้ฟังเื่ที่เกิดขึ้นในโถงรับรองจากเสิ่นเจิ้นกวง หลังจากเสิ่นเจิ้นกวงไปอาบน้ำ นางก็มีสีหน้าครุ่นคิดสับสน
ขณะกำลังนั่งเหม่อ ก็ได้ยินสาวใช้นามชุนเถารายงานว่าคุณหนูสามมาแล้ว
หลินซื่อรีบออกมาต้อนรับ จับมือบุตรสาวไว้แน่นด้วยความเป็ห่วง
“ม่านซู เื่ซูฉิน เ้ามีความคิดอย่างไร”
“นางกับองค์ชายเจ็ดต่างมีใจให้กัน แต่ลูกถามแล้ว องค์ชายเจ็ดไม่คิดจะแต่งนางเ้าค่ะ”
“เ้าเด็กซื่อ แม่ไม่ได้ถามว่าพวกเขาเป็อย่างไร แม่ถามว่า เ้าไม่อยากแต่งกับองค์ชายเจ็ดแล้วเพราะเื่ซูฉินใช่หรือไม่”
การที่หลินซื่อจะคิดเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เกินเหตุ
เสิ่นม่านซูกะพริบตา
“เขากับซูฉินเป็อย่างไร ไม่เกี่ยวกับลูก ลูกไม่ได้หลงรักองค์ชายเจ็ดแล้ว แต่เื่ของซูฉินยังมีบางอย่าง ทว่าตอนนี้ไม่สำคัญ ลูกมีเื่สำคัญกว่านั้นต้องทำ”
หลินซื่ออดสงสัยไม่ได้
“เื่ใดหรือ”
“ท่านแม่ ลูกขอใช้ครัวเล็กสักครู่ได้หรือไม่ ลูกจะทำขนมเ้าค่ะ”
“ขนม?”
เสิ่นม่านซูไม่รอคำตอบ พาป้านเซี่ยเข้าไปในครัวเล็ก หยิบไข่ แป้ง และวัตถุดิบอื่นๆ ออกมา
นางจะทำชูครีม เพราะหมอเทวดาไป๋ชอบของหวานมาก
เสิ่นม่านซูนึกเื่นี้ขึ้นได้หลังจากขบคิดอยู่นาน เพราะในนิยายต้นฉบับเคยกล่าวถึงฉากหนึ่ง
ไป๋ซิวจิ่นชอบของหวาน และยังเื่มากเป็พิเศษ ครั้งหนึ่งถึงกับสั่งให้คนควบม้าไปซื้อขนมจากแดนไกลหลายพันหลี่[1]
แม้เสิ่นม่านซูจะไม่แน่ใจว่า เวลานี้ไป๋ซิวจิ่นยังโปรดปรานของหวานอยู่หรือไม่ แต่ในเมื่อมีโอกาสไปพบเขาอย่างเปิดเผยและสมเหตุสมผลแล้ว เช่นนั้นก็ขอลองใช้ขนมชูครีมนี้เป็การหยั่งเชิงดูสักครั้งแล้วกัน
ชูครีมต้องใช้เนย ดังนั้นเสิ่นม่านซูจึงให้เจ๋อหลันไปเอานมสดจากครัวใหญ่มา ส่วนครัวเล็กฝั่งบิดามารดามีทั้งแป้งและไข่ครบครัน แม้กระทั่งเตาอบแบบดั้งเดิมก็ยังมี
หลินซื่อที่เป็ห่วงบุตรสาวอยู่เต็มอก ได้แต่มองดูบุตรสาวพาสาวใช้สองคนวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเห็นขนมก้อนกลมสีสวยวางเรียงอยู่ตรงหน้า
ต้องยอมรับว่าหน้าตาของขนมนั้นดูดีไม่น้อย
ไม่นานนัก เสิ่นเจิ้นกวงที่เพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินเข้ามา เขามองขนมเ่าั้ด้วยความสนใจ
“นี่คือขนมอะไร กลิ่นหอมหวานนัก ม่านซู เ้าทำเองหรือ”
“เ้าค่ะ พวกท่านลองชิมดูสิเ้าคะ”
นอกจากไส้ครีมแล้ว เสิ่นม่านซูยังทำไส้ถั่วเขียวด้วย อากาศร้อนเช่นนี้ กินขนมหวานเล็กน้อย ดื่มชาร้อนสักถ้วยก็ช่วยคลายร้อนได้มาก
เสิ่นเจิ้นกวงกับหลินซื่อลองชิมคนละชิ้น ก่อนจะถูกความหอมหวานนุ่มละมุนของขนมพิชิตใจในทันที
หลินซื่อค่อยๆ ชิมอย่างละเมียดละไม ส่วนเสิ่นเจิ้นกวงกลับกินหมดในไม่กี่คำ แล้วเอื้อมมือจะหยิบเพิ่มอีกชิ้น
แต่เสิ่นม่านซูกลับยกจานออก พร้อมสั่งให้ป้านเซี่ยเก็บขนมที่เหลือใส่ลงในกล่องอาหาร
เสิ่นเจิ้นกวง “...”
นางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ท่านพ่อ ขนมนี้หวานเกินไป ท่านไม่ควรกินเยอะนะเ้าคะ”
ที่จริงเสิ่นเจิ้นกวงก็ไม่ใช่คนชอบของหวานนัก แต่เพราะเป็ขนมที่บุตรสาวทำเอง ต่อให้ไม่ชอบ ก็อยากกินเพิ่มอีกสักหน่อย เขาจึงมองบุตรสาวด้วยสายตาเว้าวอน
เสิ่นม่านซูยิ้มบางราวกับรู้ใจ
“ท่านพ่อ รอให้ลูกจัดการธุระเสร็จสิ้นก่อน แล้วลูกจะทำอาหารที่ท่านชอบให้เ้าค่ะ”
สิ่งที่เสิ่นเจิ้นกวงชอบกินนั้นเรียบง่ายนัก
แม่ทัพเสิ่นผู้นี้ชอบกินเนื้อ!
เมื่อคิดถึงบิดาแล้ว ย่อมไม่อาจลืมมารดา
เสิ่นม่านซูหันไปกล่าวกับหลินซื่อ “ท่านแม่ ถึงตอนนั้น ลูกจะลองทำอาหารที่ท่านชอบด้วยเ้าค่ะ”
หลินซื่อซาบซึ้งใจจนแทบพูดไม่ออก รีบพยักหน้า รู้สึกว่าขนมในปากยิ่งหวานอร่อยกว่าเดิม
เสิ่นม่านซูในชาติก่อนเคยเรียนทำอาหารอยู่หลายเดือน เพื่อรับบทเป็แม่ครัวในละครเื่หนึ่ง ประกอบกับมีพร์ จึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถ่ายทำละครจบ ฝีมือการทำอาหารของนางก็แทบไม่แพ้เชฟมืออาชีพ
แต่ในตอนนี้ เพื่อความรอบคอบ และไม่ให้ครอบครัวสงสัยมากเกินไป นางทำได้เพียงอ้างว่ากำลังหัดทำอาหาร
ทว่าเสิ่นม่านซูกลับคิดมากไปเอง
ในสายตาของแม่ทัพเสิ่นและหลินซื่อ พวกเขาไม่สนใจเลยว่าบุตรสาวเรียนทำอาหารมาได้อย่างไร สิ่งเดียวที่มีในใจตอนนี้คือความซาบซึ้ง
บุตรสาวเติบโตจนรู้จักเอาใจใส่ผู้อื่นแล้ว
เมื่อเสิ่นม่านซูกับเสิ่นเจิ้นกวงออกจากจวนไปด้วยกัน เสิ่นเจิ้นกวงจึงสังเกตเห็นว่าสาวใช้คนสนิทของบุตรสาวถือกล่องอาหารติดมือมาด้วย
เขาลองถามอย่างระแวดระวัง “ม่านซู กล่องอาหารนี้คุ้นตายิ่งนัก”
“เ้าค่ะ เป็ขนมที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่”
เสิ่นเจิ้นกวง “!!!”
เขาอุทานด้วยความใ “เ้าจะเอาขนมนี้ไปให้ไป๋ซิวจิ่นหรือ”
“เ้าค่ะ แม้ว่าท่านพ่อจะเตรียมของกำนัลไปมากมาย แต่ท่านหมอเทวดาไป๋ช่วยชีวิตลูกไว้ ลูกจึงอยากทำขนมเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริงไปให้เขาเ้าค่ะ”
ในนิยายต้นฉบับ ไป๋ซิวจิ่นเป็คนที่เข้าถึงได้ยากยิ่ง อีกทั้งตอนนี้เสิ่นม่านซูยังเป็คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูในห้องหอ แม้จวนแม่ทัพจะมีธรรมเนียมน้อย แต่นางก็ยังไม่อาจออกไปไหนมาไหนได้ตามใจนัก
หากไป๋ซิวจิ่นไม่ยอมพบนางเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขายังรู้สึกรังเกียจนางไม่น้อย
แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็จำเป็ต้องไปพบเขา เพื่อพูดคุยเื่บุญคุณในครั้งนั้นให้กระจ่าง
นางไม่้าให้ในอนาคต หากจวนแม่ทัพประสบเคราะห์ร้าย ไป๋ซิวจิ่นจะไม่ยื่นมือช่วยเพียงเพราะเื่ของนาง
หากเพราะนางทำให้ทั้งครอบครัวต้องประสบภัย นางย่อมไม่อาจให้อภัยตนเองได้
เสิ่นเจิ้นกวงเหลือบมองกล่องอาหารอีกครั้ง สีหน้าแฝงความน้อยใจเล็กน้อย
ขนมที่บุตรสาวทำอย่างตั้งใจ กลับต้องยกให้ผู้อื่นเสียแล้ว…
[1] หลี่ เป็หน่วยมาตราวัดของจีน 1 หลี่ เท่ากับ 500 เมตร