ยามตะวันเคลื่อนขึ้นสู่กลางนภา ทั้งสามจึงหยุดพักบนเนินหินสูงทางเหนือของหุบเขา แม้แสงแดดจะส่องลงมาจากเบื้องบน ทว่าความอบอุ่นกลับมีอยู่เพียงน้อยนิด
หลินเหยียนยืนอยู่ริมหน้าผา ก่อนทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง หุบเขาชิงซียังคงสงบนิ่งดังเดิม
เเต่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เขาอาศัยอยู่มาั้แ่กำเนิด บัดนี้ดูเล็กลงไปมาก เหลือเพียงกลุ่มหลังคากระจัดกระจายท่ามกลางผืนหิมะสีขาว แนวสนสีเขียวเข้มซึ่งปกติแลดูสูงใหญ่ บัดนี้กลับกลายเป็เพียงแถบสีทอดยาวอยู่รอบหมู่บ้าน
ทว่าเมื่อเงยหน้ามองออกไปไกลกว่านั้น... เบื้องเหนือของหุบเขาชิงซียังคงเป็ทิวเขาสลับซ้อนสุดสายตา ยอดเขานับไม่ถ้วนทอดตัวต่อเนื่องกันราวคลื่นั์สีเทา
บางแห่งจมหายอยู่ในม่านหมอก บางแห่งทะลุขึ้นเหนือทะเลเมฆ ทอดยาวออกไปไกลจนไม่อาจมองเห็นปลายทาง
ลมบนยอดหน้าผาพัดแรงกว่าด้านล่างหลายเท่า กระแสลมเย็นเฉียบไหลผ่านซอกหินและแนวสน เกิดเป็เสียงครวญต่ำ ๆ ไม่ขาดสาย
พรานเฒ่าหลี่ทรุดกายนั่งลงบนขอนไม้สนแห้งริมหน้าผา ก่อนดึงกระบอกเหล้าหนังสัตว์ขึ้นจิบเล็กน้อย สีเืบนใบหน้าของชายชราดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อยหลังสุราร้อนไหลลงคอ
ส่วนหลี่เสี่ยวอวี่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก เด็กหนุ่มกำลังใช้หินลับมีดค่อย ๆ ขัดหัวลูกศรทีละดอกอย่างใจเย็น เสียงโลหะเสียดสีกับหินดังแ่เบาเป็ระยะ
เบื้องล่างคือหุบเขาชิงซีอันเงียบสงบ เบื้องบนคือทิวเขาอันไร้สิ้นสุด ระหว่างสองสิ่งนั้น ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งพรานเฒ่าหลี่เป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“อาเหยียน...” พรานเฒ่าหลี่หมุนกระบอกเหล้าในมือช้า ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
“เ้ารู้หรือไม่ เหตุใดพรานป่ารุ่นก่อน ๆ ถึงไม่ค่อยมีใครกล้าอวดดีบนูเาแห่งนี้?”
หลินเหยียนส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ ท่านลุงหลี่”
พรานเฒ่าหลี่จิบสุราอีกอึกหนึ่ง มุมปากของชายชรายกขึ้นเล็กน้อย ราวกับนึกถึงเื่ในอดีต
“เมื่อสามสิบปีก่อน... ในหมู่บ้านชิงซีมีพรานหนุ่มอยู่คนหนึ่ง ฝีมือยิงธนูของเขาดีนัก บนูเาแถบนี้แทบไม่มีใครสู้ได้ เขาขึ้นเขามาั้แ่ยังเด็ก เดินป่าคล่องกว่านายพรานส่วนใหญ่เสียอีก”
ลมหนาวพัดผ่านหน้าผา พาเศษหิมะปลิวล่องไปตามอากาศ
“ต่อมาเขาก็ค่อย ๆ เชื่อว่า ตนรู้จักูเาลูกนี้ดีกว่าผู้ใด และไม่มีสิ่งใดบนูเาที่ทำอะไรเขาได้”
พรานเฒ่าหลี่ใช้นิ้วเคาะกระบอกเหล้าเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“คืนหนึ่ง ทั้งที่พายุหิมะกำลังจะมา เขากลับตามรอยกวางใหญ่เข้าไปในป่าลึกเพียงลำพัง”
เสียงลมหนาวพัดผ่านหน้าผาอย่างเชื่องช้า
“สามวันหลังจากนั้น... พวกเราจึงพบเขา”
เสียงลมพัดผ่านหน้าผา หอบเอาเกล็ดหิมะปลิวผ่านคนทั้งสาม
“ร่างของเขาอยู่ใต้หน้าผาแห่งนี้ คันธนูยังอยู่ มีดล่าสัตว์ก็ยังอยู่ เเละไม่มีร่องรอยของการต่อสู้”
พรานเฒ่าหลี่หยุดเล็กน้อย
“เขาไม่ได้ตายเพราะหมาป่า ไม่ได้ตายเพราะหมี และไม่ได้ตายเพราะสัตว์ร้ายตัวใด”
ชายชราหรี่ตาลง
“เขาเพียงหลงทางอยู่ในพายุหิมะ พายุกลบรอยเท้าจนหมด จากนั้นก็ไม่มีทางกลับอีก”
พรานเฒ่าหลี่วางกระบอกเหล้าลงช้า ๆ ก่อนหันกลับมามองหลินเหยียน สายลมหนาวพัดผ่านหน้าผา ยกชายเสื้อคลุมหนังแกะของเขาให้พลิ้วไหวเล็กน้อย
“สมัยข้ายังหนุ่ม... มีคนเฒ่าคนหนึ่งขึ้นเขามาตั้งกับดักเพียงลำพัง”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง “คืนนั้นฝนตก เเละทางลื่น สุดท้ายก็พลัดตกลงไปในซอกหิน”
ลมบนหน้าผายังคงพัดครวญอยู่ไม่ขาดสาย “ต่อมาอีกหลายปี ก็มีพรานฝีมือดีอีกคนหนึ่ง”
“วันนั้นเขารีบร้อนเกินไป เหยียบผิดเพียงก้าวเดียว จนน้ำแข็งใต้เท้าแตก แล้วร่างก็ตกลงไปในหุบเหว”
พรานเฒ่าหลี่ก้มมองกระบอกเหล้าในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บมันกลับเข้าข้างเอว
“เื่พวกนี้ พวกเราเล่าต่อกันมาหลายชั่วคน”
“ไม่ใช่เพื่อให้คนรุ่นหลังกลัวูเา” ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ “แต่เพื่อไม่ให้ลืมว่าูเาก็คือูเา”
พรานเฒ่าหลี่ลุกขึ้นยืนช้า ๆ
ชายชราก้มลงหยิบกำหิมะขึ้นมาหนึ่งกำ ก่อนปล่อยให้มันร่วงผ่านง่ามนิ้วทีละน้อย
“อาเหยียน... จำคำของข้าไว้ให้ดี” หิมะสีขาวปลิวหายไปกับสายลม
“ูเาแห่งนี้ไม่เคยใจดีกับผู้ใด แต่ก็ไม่เคยจงใจทำร้ายผู้ใดเช่นกัน”
เขาก้มมองหิมะที่เหลืออยู่บนฝ่ามือ “คนที่หลงทางในพายุหิมะก็หาใช่คนชั่ว คนที่พลัดตกหน้าผาก็หาใช่คนเลว”
ชายชรายกมือขึ้นปัดเศษหิมะออก “เพียงแต่บนูเาแห่งนี้... ความประมาทไม่เคยแยกว่าผู้ใดเป็คนดีหรือคนเลว พลาดก็คือพลาด เท่านั้นเอง”
ถ้อยคำของพรานเฒ่าหลี่ทำให้หลินเหยียนยืนนิ่งอยู่กับที่ เด็กหนุ่มทอดสายตามองข้ามไหล่ของชายชราออกไปยังแนวเทือกเขาอันทอดยาวสุดสายตา
ยอดเขาสูงตระหง่านเ่าั้ยังคงตั้งอยู่เช่นเดิม เงียบงันเช่นเดิม ไม่ต่างจากเมื่อยามเช้าแม้แต่น้อย ทว่าบางสิ่งในสายตาของหลินเหยียนกลับเปลี่ยนไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ เขามักมองูเาเหล่านี้ด้วยความพิศวง ราวกับมันซ่อนเื่ราวลี้ลับและโชควาสนาอันน่าตื่นเต้นเอาไว้
แต่บัดนี้ เขากลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของมัน ด้านที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในบทกวีของเหล่าบัณฑิต ด้านที่ไม่เคยถูกเล่าขานข้างกองไฟของเด็ก ๆ ูเายังคงเป็ูเา หิมะยังคงเป็หิมะ พายุยังคงเป็พายุ
พวกมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพราะความหวัง ความกลัว หรือความปรารถนาของผู้ใด และนั่นเอง คือสิ่งที่ทำให้มันน่าเกรงขามที่สุด
ยามบ่ายคล้อย แสงตะวันสีทองอ่อนเริ่มลาดเอียงไปทางทิศตะวันตก ผืนหิมะทั่วทั้งขุนเขาถูกย้อมด้วยสีเหลืองจาง ๆ ราวกับมีใครโปรยแสงอุ่นบางเบาลงมาจากฟากฟ้า
หลังพักอยู่บนหน้าผาได้ระยะหนึ่ง ทั้งสามจึงเริ่มออกเดินทางลงเขา การเดินลงยากกว่าการเดินขึ้นอยู่หลายส่วน หิมะที่ถูกเหยียบย่ำตลอดทั้งวันเริ่มจับตัวแน่น บาง่กลายเป็ผืนน้ำแข็งบาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้เกล็ดหิมะสีขาว เพียงเหยียบพลาดเล็กน้อยก็อาจลื่นไถลได้ทุกเมื่อ ด้วยเหตุนี้ ฝีเท้าของทั้งสามจึงช้าลงกว่าตอนขาขึ้นไม่น้อย
ตลอดทางขากลับ หลินเหยียนแทบไม่ได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด
เด็กหนุ่มเดินตามรอยเท้าของพรานเฒ่าหลี่อย่างเงียบงัน พลางทอดสายตามองผืนป่าและูเารอบกายเป็ระยะ ราวกับกำลังพยายามมองเห็นบางสิ่งที่ตนไม่เคยสังเกตมาก่อน
ระหว่างทาง เมื่อผ่านเงาหินเตี้ยแห่งหนึ่ง เขาพลันหยุดฝีเท้าลง ตรงรอยแยกของศิลา มีสมุนไพรรสขมชนิดหนึ่งกำลังชูใบเขียวหม่นขึ้นจากหิมะ
หลินเหยียนคุกเข่าลง ใช้ตะขอเหล็กค่อย ๆ แซะดินรอบโคนต้นอย่างระมัดระวัง การเคลื่อนไหวของเขาช้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวว่าจะทำให้รากเสียหาย แต่เพราะไม่อยากทำลายสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ
ไม่นานนัก ต้นสมุนไพรถูกยกขึ้นจากดินอย่างสมบูรณ์ หลินเหยียนปัดหิมะออกจากรากเบา ๆ ก่อนเก็บมันลงในตะกร้าไม้ไผ่ที่สะพายอยู่ด้านหลัง การกระทำนั้นไม่ได้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่าบางสิ่งในใจของเด็กหนุ่มกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ครั้นพ้นแนวป่าเหนือกลับเข้าสู่หมู่บ้านชิงซี กลิ่นควันไฟจากเตาในแต่ละเรือนก็ลอยมาตามสายลมยามเย็น
เสียงถ้วยชามกระทบกันแ่เบา เสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ตามตรอก และเสียงชาวบ้านร้องเรียกหากันก่อนมื้อค่ำ ค่อย ๆ ดึงผู้คนกลับจากความเงียบงันของขุนเขาสู่ความอบอุ่นของหมู่บ้านอีกครั้ง
เมื่อเดินมาถึงทางแยกกลางหมู่บ้าน หลินเหยียนจึงหยุดฝีเท้าลง เด็กหนุ่มประสานมือคารวะพรานเฒ่าหลี่อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณท่านลุงหลี่ที่พาข้าขึ้นเขาในวันนี้ขอรับ”
พรานเฒ่าหลี่โบกมือคล้ายไม่ใส่ใจ
“หากวันหน้าอยากขึ้นเขาอีก ก็มาหาข้าได้”
หลินเหยียนยิ้ม ก่อนหันไปมองหลี่เสี่ยวอวี่ที่ยืนอยู่ข้างกัน
“ขอบใจเ้าด้วย”
หลี่เสี่ยวอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา
“ขอบใจอะไรกัน ข้าแค่พาเ้ามาเอง”
เด็กหนุ่มเกาศีรษะอย่างเคยชิน
“คราวหน้า หากเ้าอยากขึ้นเขาอีก ก็บอกข้าล่วงหน้าสักวัน ข้าจะได้เตรียมเสบียงเผื่อไว้”
หลินเหยียนพยักหน้า
“ได้”
คำตอบมีเพียงคำเดียว ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กทั้งสองกลับชัดเจนกว่าถ้อยคำใด
ไม่นานนัก ทั้งสองฝ่ายจึงแยกย้ายกันไปตามทางของตน ท่ามกลางควันไฟยามเย็นที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาเรือนของหมู่บ้านชิงซี
หลังแยกจากพรานเฒ่าหลี่และหลี่เสี่ยวอวี่ หลินเหยียนเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบของหมู่บ้านเพียงลำพัง
แสงอาทิตย์ยามอัสดงค่อย ๆ เลือนหายไปหลังแนวเขา ควันไฟสีเทาอ่อนลอยเอื่อยขึ้นจากหลังคาเรือนแต่ละหลัง เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และเสียงเรียกหากันของชาวบ้านดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
เด็กหนุ่มเดินผ่านทุกสิ่งอย่างเงียบงัน
ระหว่างทาง เขาเงยหน้ามองแนวเขาเหนือที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไปเพียงครั้งเดียว ทิวเขายังคงเงียบงันเช่นเดิม หากคราวนี้ หลินเหยียนหาได้มองเห็นเพียงก้อนหิน หิมะ และต้นสนอีกต่อไป
ในความเงียบนั้น คล้ายมีเื่ราวมากมายซุกซ่อนอยู่ เื่ราวที่เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้จะอ่านมันออกในวันนี้เอง
ไม่นานนัก กระท่อมดินหลังเล็กท้ายหมู่บ้านก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
แสงไฟสีส้มอ่อนส่องลอดออกมาจากช่องหน้าต่างไม้ บนหลังคามีควันบาง ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็นอย่างสงบนิ่ง
หลินเหยียนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงก้าวเข้าไปผลักประตูไม้เก่าออกเบา ๆ
บานประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออกแ่เบา ไออุ่นจากเตาไฟและกลิ่นน้ำแกงหอมจาง ๆ พลันไหลออกมาต้อนรับผู้กลับบ้าน
หลินเหยียนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในกระท่อม หลินหว่านชิงซึ่งกำลังจัดวางถ้วยชามอยู่ข้างโต๊ะเงยหน้าขึ้นมอง สายตาของนางกวาดผ่านเสื้อผ้าฝ้ายที่เปียกชื้นบางส่วนจากหิมะ ก่อนจะหยุดอยู่บนใบหน้าของบุตรชาย
เด็กหนุ่มยังคงเป็เด็กหนุ่มคนเดิม ทว่าคล้ายมีบางอย่างแตกต่างไปจากเมื่อยามเช้า
หลินหว่านชิงมิได้เอ่ยถามว่าเขาพบสิ่งใดบนูเา นางเพียงหยิบผ้าสะอาดผืนหนึ่งส่งให้
“เหยียนเอ๋อร์ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” น้ำเสียงอ่อนโยนดังเช่นทุกวัน “น้ำแกงบนเตากำลังร้อนพอดี”
หลินเหยียนรับผ้าสะอาดมาถือไว้ ก่อนเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังฉากกั้นผ้าเก่า ๆ ตรงมุมกระท่อม
เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง น้ำแกงในหม้อดินก็ถูกตักใส่ถ้วยเรียบร้อยแล้ว ไอร้อนลอยอวลอยู่เหนือผิวน้ำแกง กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นแป้งย่างที่อุ่นอยู่ข้างเตาไฟ ทำให้ความหนาวเย็นจากบนูเาค่อย ๆ จางหายไปจากร่างกาย
สองแม่ลูกนั่งล้อมโต๊ะไม้ตัวเล็ก กินอาหารเย็นกันตามปกติ ไม่มีเื่ราวน่าตื่นเต้น ไม่มีถ้อยคำยิ่งใหญ่ มีเพียงเสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะเป็ครั้งคราว และไออุ่นจากเตาไฟที่ค่อย ๆ เติมเต็มกระท่อมดินหลังเล็ก
หลินหว่านชิงไม่ได้ถามถึงเื่บนูเา ส่วนหลินเหยียนก็ไม่ได้เล่า ทว่าความเงียบระหว่างคนทั้งสองกลับไม่เคยทำให้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมื้อค่ำผ่านพ้นไป สองแม่ลูกช่วยกันเก็บถ้วยชามและเติมฟืนลงในเตาไฟอีกเล็กน้อย กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ราตรีกาลก็เข้าปกคลุมหมู่บ้านชิงซีโดยสมบูรณ์แล้ว
ภายนอกหน้าต่าง หิมะระลอกใหม่เริ่มโปรยตัวลงจากฟากฟ้าอย่างเงียบงัน สายลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านผนังกระท่อมดินเป็ระยะ ส่งเสียงครางแ่เบาราวกับกำลังขับกล่อมผู้คนให้เข้าสู่นิทรา
เหนือโต๊ะไม้เก่าข้างเตาไฟ หลินเหยียนนั่งอยู่เพียงลำพังภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่
เปลวไฟสีส้มอ่อนสั่นไหวตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาจากรอยแยกของผนังกระท่อม ทอดเงาของเด็กหนุ่มลงบนผนังดินสีหม่นอย่างเงียบงัน
หลินเหยียนเอื้อมมือหยิบบันทึกผ้าป่านเล่มบางขึ้นมาวางบนโต๊ะ เมื่อเปิดออก หน้ากระดาษภายในยังมีอยู่เกือบทั้งหมด มีเพียงไม่กี่หน้าที่ถูกบันทึกเอาไว้ด้วยลายมือของเขา
เด็กหนุ่มพลิกผ่านตัวอักษรที่ตนเขียนไว้ในสองสามวันที่ผ่านมา ก่อนหยุดลงที่หน้าว่างหน้าถัดไป
ปลายพู่กันจุ่มลงในน้ำหมึกสีดำสนิท ทว่าหลินเหยียนไม่ได้รีบเขียนในทันที
เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ภาพรอยกระต่ายบนหิมะ รอยอุ้งเท้าหมาป่า เสียงลมบนหน้าผา และคำพูดของพรานเฒ่าหลี่ ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในความคิดทีละอย่าง
ราวกับเื่ราวทั้งวันกำลังตกตะกอนอยู่ภายในใจ ผ่านไปพักใหญ่ เด็กหนุ่มจึงค่อย ๆ ยกพู่กันขึ้น
ปลายหมึกสีดำแตะลงบนผืนผ้าป่านอย่างแ่เบา ก่อนเริ่มขีดเขียนบันทึกของวันนั้นทีละบรรทัด
“วันนี้... ติดตามท่านลุงหลี่และเสี่ยวอวี่ขึ้นเขาเหนือ ูเาทางเหนือกว้างใหญ่กว่าที่มองเห็นจากหมู่บ้านมากนัก ระหว่างทางพบรอยกระต่าย รอยหมาป่า และได้ฟังเื่ราวของพรานรุ่นก่อนหลายคน”
ปลายพู่กันหยุดนิ่งอยู่เหนือหน้ากระดาษหลินเหยียนนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวแ่เบา
ในห้วงคำนึง เขานึกถึงรอยเท้าบนหิมะ นึกถึงหมาป่าที่ลงเขาเพราะความหิว และนึกถึงพรานหนุ่มผู้หลงทางอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
ทุกสิ่งดูเหมือนเป็คนละเื่ ทว่ากลับเชื่อมโยงถึงกันอย่างประหลาด
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนจรดปลายพู่กันลงบนหน้ากระดาษอีกครั้ง
“ลุงหลี่บอกว่า ูเาก็คือูเา”
“คนที่มองเห็นสิ่งที่ควรเห็น ย่อมเดินอยู่บนูเาได้ไกลกว่า”
เมื่อเขียนบันทึกเสร็จ หลินเหยียนนั่งมองตัวอักษรบนหน้ากระดาษอยู่เงียบ ๆ อีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อย ๆ ปิดบันทึกผ้าป่านลง และสอดเก็บไว้ใต้ตั่งไม้ตามเดิม
แสงตะเกียงน้ำมันดับลง ภายในกระท่อมเหลือเพียงแสงแดงเรื่อจากเตาดินที่กำลังมอดลงช้า ๆ หลินเหยียนเอนกายลงบนที่นอน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงลำคอ
ภายนอกกระท่อม หิมะยังคงโปรยตัวลงมาอย่างเงียบงัน ส่วนภายใน ความเงียบอีกชนิดหนึ่งกำลังตกตะกอนอยู่ในใจของเด็กหนุ่ม
ในค่ำคืนวันนั้น หลินเหยียนเพียงรู้สึกว่า ตนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเดินขึ้นเขากับพรานเฒ่าหลี่
ทว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนนัก
หลายปีต่อมา... เมื่อเขาก้าวออกจากหุบเขาชิงซี เมื่อได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่าเทือกเขาทางเหนือ เมื่อได้พบความพลัดพราก ความสูญเสีย และความจริงอีกมากมายที่ไม่มีอยู่ในหน้าตำรา
เมื่อนั้นเอง หลินเหยียนจึงค่อย ๆ เข้าใจความหมายของเช้าวันนี้ทีละน้อย เข้าใจว่า สิ่งที่พรานเฒ่าหลี่มอบให้เขาในวันนี้ อาจไม่ใช่ความรู้เื่รอยเท้าบนหิมะ และไม่ใช่เื่ของหมาป่าหรือูเาเลยด้วยซ้ำ