บทที่ หนึ่งร้อยสอง
แสงเช้าส่องกระทบยอดธงสีดำทองที่ปลิวสะบัดเหนือค่ายหลวงเส้นขอบฟ้าประสานกับขอบทะเลทรายด้านหลังคลื่นทรายทอดตัวอย่างไม่รู้สิ้นคล้ายม่านหลังของสมรภูมิ
หลังจากที่หลิวชิงเซียงนำหน่วยลาดตระเวนออกไปยังพื้นที่ด้านนอกกับกองซ้ายของเล่าซือผิงบรรยากาศในค่ายก็ยังคงตึงเครียดเช่นเดิม แม้จะเกือบเดือนของการตั้งค่ายกลางทะเลทรายแต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือกลิ่นอายแห่งการเตรียมรบที่ฟุ้งไปทั่ว
โม่เหวินหานในชุดเกราะสีดำสนิทยืนอยู่ใต้ร่มผ้าใกล้กำแพงไม้ทิศตะวันตกเขามองท้องฟ้าที่มีริ้วลมบางเฉียบกวาดผ่านกลิ่นลมแห้งแล้งชวนให้นึกถึงร่างบางผู้ที่จากไปเมื่อยามสุริยันพึ่งโผล่พ้นทราย
"ยามนี้พวกเราควรเร่งฝึกทหารอีกระดับแล้วกระมัง?" เสียงทุ้มหนักของเก่อเหยียนดังมาจากด้านข้างเขาเดินเข้ามาพร้อมกับกำแผนที่และบัญชีการฝึกประจำสัปดาห์ไว้แน่นในมือ
โม่เหวินหานปรายตามองเล็กน้อยก่อนขยับก้าวเท้าต่อเดินไปยังลานฝึกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ากองทหารกำลังฝึกเคลื่อนทัพตามรูปแบบที่ได้รับการออกแบบโดยเก่อเหยียนและหลัวไท่ขายเสียงตะโกนคำสั่งผสานเสียงฝีเท้าทำให้พื้นทรายสั่นเบาๆ ทุกก้าวกดแน่น
"เจ้าคิดจะเพิ่มเติมหน่วยประเภทใด?" โม่เหวินหานเอ่ยพลางหรี่ตา แดดยังไม่แผดเผานักแต่ก็เริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ
แม่ทัพเก่อยกคิ้วน้อยๆสีหน้าฉายชัดว่าคิดเรื่องนี้มาแล้ว "กระหม่อมว่าเราควรจัดหน่วยอิสระเพิ่มเติมให้เหมาะกับสภาพสมรภูมิเช่น หน่วยล่องทราย หน่วยเฝ้าลม และหน่วยล่อศึก"
"ฟังดูน่าสนใจ อธิบายสิ" โม่เหวินหานหยุดยืนใต้เงาไม้ประดิษฐ์ที่กางไว้ใกล้แถวม้าศึก
"หน่วยล่องทรายคือทหารกลุ่มเล็กที่สามารถเคลื่อนพลเร็วในพื้นที่ทรายร่วนลึกใช้สำหรับตัดเส้นเสบียง ขัดขวางการเคลื่อนพลหรือกระทั่งส่งสารและบุกซุ่มคล้ายกองแมลงวูบวาบ เคลื่อนเร็ว แต่กัดลึก.."
โม่เหวินหานพยักหน้า"ต่อ"
"หน่วยเฝ้าลม มีหน้าที่ตรวจจับแนวลมความเปลี่ยนแปลงของพายุ ใช้ทหารที่ฝึกการอ่านร่องทรายและฟังเสียงลมกับคนของชนทะเลทรายให้เป็นหน่วยฝึกเฉพาะของทัพนี้"
"เป็นดวงตาของทัพ" ดวงตาของโม่เหวินหานฉายแววชื่นชม
"สุดท้ายหน่วยล่อศึกใช้สำหรับล่อให้ศัตรูไล่ตาม ชักพาเข้าสู่เส้นทางหลุมพรางหรือแนวซุ่มโจมตีเน้นที่สภาพอากาศโดยต้องฝึกพิเศษในการหลอกล่อและถอนทัพเร็วหน่วยนี้จะประสานรหัสลับกับหน่วยเฝ้าลมให้ผสานเป็นหนึ่งเดียว"
หลังกล่าวจบขณะนั้นเสียงแตรสั้นดังขึ้นเป็นสัญญาณผลัดเปลี่ยนเวรยามในค่ายหลัก เสียงโลหะเสียดสีกับปลายฝักกระบี่ดังระงมเป็นระยะทหารกองใหม่เคลื่อนเข้าสู่แนวหน้า
"สามหน่วยที่เจ้าว่าเหมาะกับแผ่นดินนี้"โม่เหวินหานกล่าวช้าๆพลางเหลือบมองไปทางแนวลาดชันที่ทอดยาวไปยังจุดเหนือสุดของค่าย "และเหมาะกับการรบที่ต้องพึ่งสภาพภูมิประเทศยิ่งนัก"
"กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะและผู้ที่ทำให้เราตระหนักถึงเรื่องนี้ก็คือเจ้าหลิวน้อย" เก่อเหยียนเอ่ยชัดเจนน้ำเสียงหนักแน่น “เขาไม่เพียงทำให้เรารู้ว่าความเปลี่ยนแปลงของทะเลทรายอ่านได้แต่ยังแสดงให้เห็นแม้ธรรมชาติจะรุนแรงแต่มนุษย์ก็มีวิธีรับมือ”
“นั้นสินะ..” เสียงทุ้มของโม่เหวินหานเอ่ยเบา เหมือนจะคุยกับตนเองเสียมากกว่า
ระหว่างที่ทั้งสองเดินทอดยาวผ่านแนวฝึกหอกและค่ายม้าระยะไกลคำสั่งตะโกนประสานภาษาถิ่นเล็กน้อยกลายเป็นเสียงแห่งความกลมกลืนระหว่างกองทัพเขตเหนือกับทัพจากส่วนกลางที่ต่างวัฒนธรรมแต่ร่วมเจตนาเดียว
โม่เหวินหานหยุดเท้าที่เนินเล็กๆหันไปสั่งนายกองที่ยืนอยู่ใกล้ “เตรียมกำลังหน่วยว่องไวสักสามร้อยนายคัดจากทหารฝีมือดี ทั้งม้าเร็วและนักลอบเร้นให้ฝึกตามรูปแบบหน่วยล่อศึกของแม่ทัพเก่อทันที”
“รับบัญชา!” นายกองโน้มตัวคำนับก่อนออกไปจัดการ
“หากวันนี้เราเตรียมทุกอย่างพร้อม วันพรุ่งนี้ไม่ว่าศึกจะเข้าจากทางใดเราก็สามารถยืนหยัดได้”เสียงของแม่ทัพเก่อมุ่งมั่น
โม่เหวินหานเพียงยิ้มบางเบาแววตาเงียบขรึมมองออกไปทางเส้นขอบฟ้าที่ลมพัดพาเศษทรายให้ลอยเป็นฝุ่นบาง “ก็ขอให้หน่วยลาดตระเวนกลับมาอย่างปลอดภัยทุกวัน..” ไม่รู้เหตุใดราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มตีคลื่นในใจเขาหวังว่าจะไม่มีลมหอบใดพัดกลับมาพร้อมข่าวร้าย
หลังจากเดินตรวจการฝึกซ้อมกับแม่ทัพเก่อเหยียนเสร็จสิ้นไปในช่วงสายของวันโม่เหวินหานก็มุ่งกลับไปยังกระโจมบัญชาการใหญ่เพื่อจัดเตรียมคำสั่งเพิ่มเติมเรื่องหน่วยใหม่ตามที่ปรึกษาไว้แต่ก่อนจะทันนั่งลงดื่มน้ำชารับความอุ่นทหารเวรยามหน้ากระโจมก็เร่งรุดเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตัวว่า
“กราบทูล! คนของคุณชายหลิวกลับมาถึงค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะพร้อมผู้คนจากเผ่าทะเลทรายอีกสามคน!”
เก่อเหยียนที่กำลังคลี่แผนที่อีกผืนพลันเงยหน้าขึ้นทันทีดวงตาคู่ดุเรืองแสงยามได้ยินข่าวนี้ “มาแล้วหรือ!”
โม่เหวินหานพยักหน้าเพียงเล็กน้อยพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้แล้วลุกขึ้นเต็มความสูง “พาเราไป”
เพียงไม่นานทั้งฮ่องเต้และแม่ทัพแห่งแดนเหนือก็มายืนอยู่หน้าลานต้อนรับพื้นทรายสีทองอ่อนที่บดอัดแน่นจากฝีเท้าม้านับพันกลายเป็นลานกว้างประหนึ่งโถงปรึกษาเปิดโล่งแดดทอดลงมาจากเบื้องบน
ชายทะเลทรายทั้งสามแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอหยาบผ้าคาดเอวสีแดงเพลิงบ่งบอกถึงชนเผ่าที่มักอาศัยอยู่ฝั่งด้านในของแนวพายุพวกเขาเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดด ใบหน้าคร้ามกร้านแต่สายตาลุ่มลึกนิ่งสงบอายุอยู่ในช่วงสามสิบปลายไปจนถึงสี่สิบต้นแววตาแข็งแกร่ง
ชายร่างสูงในชุดผ้าหนาแน่นก้าวออกมาก่อนค้อมคำนับแล้วเอ่ยเสียงทุ้มหนัก
“กระหม่อมมีนามอาเต๋อ ผู้นำกลุ่มนี้ส่วนสองคนข้างหลังคือเอ่อหลงกับไห่ฉินพวกเราเคยนำทางพ่อค้าคาราวานในทะเลทรายมานับสิบปี จับลมทะเลทรายได้แม่นยำมองฟ้าเห็นทาง บอกเงาเห็นคลื่น คงพอจะช่วยพวกท่านได้อยู่บ้าง”
เก่อเหยียนกอดอกพินิจพิเคราะห์แววตายังคงแข็ง “เจ้าว่าจับลมได้..ข้าจะเชื่อได้จริงหรือ?”
อาเต๋อหัวเราะเบาๆดวงตาเรียบนิ่งยิ่งนัก “ถ้าไม่เชื่อก็ลองให้เราทดลองความสามารถดูสิข้ายินดีให้พวกท่านพิสูจน์”
แม่ทัพเก่อเหยียนพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ในเมื่อเจ้าน้อยหลิวน้อยเป็นคนเชิญมาด้วยตนเองข้าก็ขอวางใจเสียก่อน แต่ก็ขอบอกตรงๆ ว่าทัพของเรายามนี้ไม่มีเวลาผิดพลาดแม้แต่น้อยหากฝีมือเจ้าทั้งสามไม่พอ ใช่ว่าเราจะยังยิ้มรับเช่นวันนี้”
“ขอบคุณที่ไว้ใจ” อาเต๋อพยักหน้าเสียงเรียบ
“ว่าแต่..ชิงเซียงไปไหนแล้ว?” เอ่อหลงที่ยืนข้างๆ อดถามไม่ได้เสียงเข้มเจือห่วงใยในน้ำเสียง
“เจ้าหลิวน้อยนะหรือ..เขานำพลลาดตระเวนออกไปเขตนอกเช่นทุกวันนั่นล่ะอีกเดี๋ยวคงกลับมาแล้ว”เก่อเหยียนตอบด้วยสีหน้าเบาใจ
ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าเร่งเร้าของทหารเวรยามก็ดังขึ้นเป็นระลอกก่อนที่เสียงร้องอย่างตื่นตระหนกจะดังลอดผ่านม่านกระโจม
“ทูลฝ่าบาท! กระหม่อมจากหน่วยลาดตระเวนขอเข้าเฝ้าโดยด่วน!”
โม่เหวินหานพลันหรี่ตามือข้างหนึ่งยกขึ้นสูง “ให้เข้ามา”
ร่างทหารนายหนึ่งซึ่งเปรอะเปื้อนฝุ่นทรายจากศีรษะจรดเท้ารีบรุดเข้ามา คุกเข่าลงพร้อมเสียงหอบหายใจแรงใบหน้าซีดขาวดวงตายังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ทูลฝ่าบาท! คุณชายหลิวกับนายกองเล่าซือผิงพวกเขาพบกองทัพของซีเป่ยที่ลอบเข้ามาทางแนวแปรปรวนพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงในลานพลันเงียบกริบประหนึ่งฟ้าผ่าลงกลางค่าย “เจอทัพศัตรู?” เก่อเหยียนถลึงตาน้ำเสียงเข้มขึ้นทันควัน
“พ่ะย่ะค่ะ! คุณชายหลิวสั่งให้กระหม่อมกลับมาแจ้งว่าทัพซีเป่ยเคลื่อนผ่านลมทรายเข้ามาทางฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแนวเข้าสู่เขตแปรปรวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วพวกเขาล่ะ?” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความร้อนเร่าลุกในดวงตา
“คุณชายหลิวกับนายกองเล่าซือผิงนำทัพสกัดไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ขณะนี้กำลังต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาให้ทัพหลักตั้งแนวรบทูลให้ฝ่าบาทส่งกำลังเสริมออกไปทันทีโดยเร็ว!”
เสียงฝีเท้าม้าดังสะท้อนทั่วลานทรายคล้ายดังกลองศึกแห่งฟ้าดินโม่เหวินหานที่ยืนอยู่หน้ากระโจมใหญ่ของกองบัญชาการท่ามกลางแสงแดดจ้าที่ส่องลงมาเหนือเนินทรายกำลังยืนเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “เก่อเหยียน ท่านอยู่ที่นี่เป็นหลักค้ำยันให้กองทัพ อย่าเคลื่อนพลแม้แต่ครึ่งก้าวหากทัพตะวันออกยังไม่มาถึงส่วนถังลี่ซานให้ตามเราไปคุมกองทัพ”
เก่อเหยียนเบิกตากว้างริมฝีปากขยับรวดเร็ว “แต่ว่า” ยังไม่ทันเอ่ยจบคำหลัวไท่ขายก็ก้าวยาวเข้ามาในกระโจมพอดี สีหน้าคร่ำเคร่งอย่างคนรับรู้เหตุฉุกเฉิน “ท่านที่ปรึกษาหลัว!” เก่อเหยียนหันไปทางอีกฝ่ายรวดเร็วราวเห็นผู้มาช่วยสมทบ “ท่านรีบห้ามทีฝ่าบาทจะออกทัพด้วยองค์เอง!”
หลัวไท่ขายเบิกตาตกใจเล็กน้อยเตรียมอ้าปากกล่าวแต่..
“ไม่ต้องพูดแล้ว” โม่เหวินหานยกมือขึ้นสูงดวงตาเยียบเย็นเป็นน้ำแข็ง “เรามาที่นี่เพื่อจะนำทัพจินหยางมิใช่นั่งรออยู่ในกระโจมอุ่น”
“แต่ฝ่าบาท..”
“พวกเจ้ายิ่งพูดยิ่งชักช้า หากซีเป่ยหลุดออกจากเขตแปรปรวนได้แล้วทัพตะวันออกยังมาไม่ถึง เช่นนั้นต้องรอให้มันมาถึงค่ายก่อนหรือจึงจะยกทัพ?” น้ำเสียงไม่สูงนักหากแต่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันรุนแรงจนทั้งเก่อเหยียนและหลัวไท่ขายเงียบเสียงลง
โม่เหวินหานหันมองทั้งสองอีกครั้งแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “แม่ทัพเก่อ ท่านคุ้มกันค่ายไว้ให้ดีเราจะออกไปได้อย่างไม่กังวล” จากนั้นเขาหันหลังเดินออกจากกระโจมอย่างไม่รีรอ มือจับดาบข้างเอวมั่นคงพลางก้าวขึ้นหลังม้าสีเทาดำตัวใหญ่
อาเต๋อที่เพิ่งมาถึงกองทัพไม่นานยืนอยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามาโค้งตัวต่ำ “ข้าจะนำทางให้ไปในทะเลทรายเช่นนี้ รอด้านนอกไม่พอ ต้องพาเข้าไปถึงใจกลาง เข้าเขตแปรปรวนเช่นนั้นย่อมต้องมีคนรู้ทาง”
จากนั้นอาเต๋อก็ตวัดตัวขึ้นม้า ข้างๆคือเจียงเจียที่พึ่งกลับมาจากการเดินทางไปเผ่าซาเฟิงเพื่อนำสารของหลิวชิงเซียงไปให้บิดาก็ขึ้นมาตามอาเต๋อติดๆเขาหันมาค่อมศีรษะให้ผู้เป็นนาย โม่เหวินหานมองสบตาอีกฝ่าย ชั่วอึดใจที่สายตาทั้งสองพบกัน วันนั้นเขาฟังคำนางจึงยอมให้เจียงเจียรับหน้าที่นี้เวลานี้นางจึงไม่มีผู้คุมครองข้างกาย
โม่เหวินหานไม่มีคำใดเอ่ยออกมาเรื่องในอดีตแก้ไม่ได้ ตอนนี้จึงต้องเร่งมือ “..ได้ ไป!” เขาสั่งออกทัพ
เสียงประกาศเคลื่อนพลดังกึกก้องกองทัพเสริมจินหยางเคลื่อนพลทันทีทรายร้อนใต้เท้าม้าฟุ้งขึ้นเหมือนฝุ่นทองที่ระเบิดกลางแดนร้าง เสียงลมคำรามของม้าหลายพันตัวกึกก้องดั่งพายุอาเต๋อที่นำหน้าชี้เส้นทางด้วยสองตาและมือเปล่า
ใต้เท้าแทบไร้ร่องรอยทิ้งไว้ในทะเลทรายกลับสามารถบอกจุดที่หน่วยลาดตระเวนเคยผ่านอย่างแม่นยำแม้จะไร้สัญญาณใดๆ บนพื้นทราย
ลมกระโชกแรงพัดก้อนหญ้าแห้งปลิวว่อนผืนทรายสาดกระเซ็นขึ้นตามฝีเท้าอาชา กระทั่งสุดสายตาด้านหน้าเมื่อโม่เหวินหานมองผ่านม่านฝุ่น เห็นเพลิงควันและเสียงอาวุธปะทะ กระบี่ปะทะดาบโล่ปะทะหอก เงาทัพจินหยางถูกล้อมอยู่กลางทะเลทราย
“เร่งพล! ปิดปีกล้อมทางเหนือ!” เสียงตวาดของโม่เหวินหานดังกึกเสียงคำสั่งไล่ลำดับต่อเนื่อง เสียงสัญญาณโต้ตอบของนายกองกระจายทั่วขบวนพอให้เห็นเงาทัพใหญ่แล่นเข้ากลางสนามประหนึ่งมังกรเหินเวหา
ขณะเดียวกันที่แนวรบหน้าหลิวชิงเซียงยังคงตั้งแนวสู้รบ ใบหน้าปรากฏความเหนื่อยล้าชัดแจ้งโล่ไม้หนารับแรงปะทะของธนูนับไม่ถ้วนจนไม้เริ่มบิดเบี้ยว
“หลบกระจาย” เสียงของนางร้องเตือนพร้อมเสียงหวิวของลูกธนูหลิวชิงเซียงหมุนตัวไว ปลายเท้าเหยียบเบาๆ ที่กองทรายแล้วหมุนกลับมือยกโล่ขึ้นลูกธนูนับสิบดอกแรกปักแน่นดั่งเม่น ทันทีที่หมุนอีกครั้งก็รับอีกเจ็ดดอกที่ถัดมาหัวโล่ปริออกเป็นเส้น
ฮ่องเต้ผู้นำทัพรีบสั่งเคลื่อนพลขณะที่ยิ่งใกล้ก็ยิ่งหวั่นใจเห็นผู้นำทางฝั่งซีเป่ยมุ่งหมายเอาชีวิตหลิวชิงเซียงกับตาบุรุษคนนั้นชี้เป้าให้พลธนูมาที่ร่างบางเหมือนรู้ว่าคนผู้นี้มีฝีมือต้องสังหารเด็ดหัวก่อนเมื่อโม่เหวินหานสั่งปิดรอบทัพซีเป่ยที่อยู่ล้อมกองซ้ายของเล่าซือผิง
เขามองหาร่างเล็กที่บัดนี้ถูกแรงปะทะทำให้ทรุดเข่าลงกับพื้นกล้ามเนื้อแขนสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดแต่ไร้เสียงร้อง มองไกลราวกับปลายหญ้าโต้ลมฝนไม่ล้มก็แตกเป็นเสี่ยง แต่จู่ๆ เสียงแหวกอากาศดังมาอีกครั้งครานี้มิใช่ธนูของทหารธรรมดา แต่เป็นลูกศรจากคันศรในมือของผู้นำซีเป่ยเองร่างสูงนั่งตระหง่านบนหลังม้าต่างสายพันธุ์เสื้อคลุมสีเข้มปักลายอสรพิษดำชัดเจนในแสงตะวัน ชี้ปลายศรมายังหลิวชิงเซียง
ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวไร้แววลังเลนิ้วง้างสายสายศรแล้วลูกธนูพลันพุ่งออก เสียงหวีดหวิวของมันแหวกอากาศ
โม่เหวินหานที่อยู่ห่างออกไปเพียงร้อยก้าวเบิกตาโพลงใบหน้าซีดเผือดรีบควบม้าตรงเข้าไป “ไม่!” เสียงก้องตะโกนดั่งฟ้าคำรามกลางแดดโม่เหวินหานคล้ายใจหลุดวิญญาณออกจากร่าง เปล่งวาจาออกไปอย่างไม่รู้ตัวขณะที่มองภาพตรงนายคล้ายเป็นฉายภาพช้าๆ
โล่ที่พังแล้วแตกออกเป็นเสี่ยงไม้กระเด็นเป็นชิ้นๆ แล้วร่างบางที่อยู่หลังโล่ก็ผงะ ร่างทรุดลงอย่างช้าๆ คำว่า ‘ไม่’ ยังสะท้อนอยู่ในหูของโม่เหวินหานอย่างชัดเจน
เขาแทบไม่รู้ตัวว่าควบม้าเข้าหาอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อใดฝีเท้าม้าเตะทรายฟุ้งกระจายดั่งพายุทรายตื่นตัวทหารจินหยางที่ตามมาพากันแตกแนวไปรุมล้อมทัพซีเป่ยพวกข้าศึกที่เห็นทัพหลักจินหยางมาถึงต่างเริ่มถอยร่นอย่างระส่ำ
ผู้นำของซีเป่ยเมื่อยิงได้ผลแล้วก็สะบัดมือออกคำสั่งถอยทัพทันทีแรงฝีเท้าม้าที่ถอยกลับคล้ายแสงสายฟ้าฝ่ายจินหยางที่เริ่มล้อมก็เร่งโจมตีโอบรอบพวกที่ยังต้านทานไม่ทันพวกด้านนอกที่หนีก็หนีได้ ส่วนด้านในร่างทหารของซีเป่ยล้มลงอย่างต่อเนื่อง
โม่เหวินหานควบม้ามาถึงร่างหนึ่งที่ใช้กระบี่ค้ำพื้นไว้ร่างที่ผิวเปื้อนทราย หยาดเลือดซึมจากหน้าอกจนเสื้อคลุมสีทรายกลายเป็นสีแดงเข้มคล้ำ
“อาชิง!” เขาโดดลงจากหลังม้าก้าวเดียวถึงร่างนั้น คุกเข่าลงรับไว้แนบอก กลิ่นเหล็กสนิมคละคลุ้งปะปนกลิ่นเหงื่อกลิ่นทราย และกลิ่นบางอย่างที่ทำให้หัวใจเขารวดร้าวจนแทบหยุดเต้น
สายตานางพร่ามัวแล้วคล้ายหลุดลอยริมฝีปากเม้มแน่น “ข้ามาแล้ว เจ้ามองข้านะ..ข้ามาแล้ว อย่าหลับตานะ!” เขาประคองนางขึ้นอ้อมแขนอุ้มร่างบางนั้นแนบอกแน่น ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า
“เปิดทาง! เราจะกลับค่ายเดี๋ยวนี้!!” เสียงตวาดก้องดังกระแทกกลางใจของทหารนับพันทัพเสริมเปิดทางในทันใด และโม่เหวินหานก็ควบม้ากลับค่ายในทันทีไม่เหลียวหลังเม็ดทรายสาดกระเซ็นตามแรงเท้ากีบของอาชา ม่านฝุ่นระยิบระยับราวม่านน้ำตา..