“คุณชายโม่คงได้ยินแล้วแน่นอนว่าคุณชายก็ต้องส่งของที่ตัวเองมีออกมาด้วยเช่นกัน”ซูเจินพูดแล้วหันไปพยักหน้าให้หนิงจู นางเดินมาจับแขนขวาของเขาขึ้นหมุนไม่กี่รอบแล้วก็ดันให้ข้อต่อกลับเข้าที่
กร๊อบ!
“โอ๊ย!” โม่ฉินร้องออกมาอย่างเจ็บปวดตวัดสายตาใส่หนิงจู “เบาๆไม่เป็นหรืออย่างไร!”
“ไม่หักแขนเจ้าทิ้งก็บุญหัวแล้ว”หนิงจูยกมือตีไหล่ที่เพิ่งต่อให้ดังเพียะโม่ฉินได้แต่ด่านางอยู่ในใจว่าสตรีป่าเถื่อน แต่ไม่กล้าออกเสียงให้โดนตีอีก
หนิงจูดันข้อต่อที่ไหล่ขวาให้เพราะต้องการให้เขาส่งของออกมาตามคำสั่งของนายหญิง แต่ไม่ได้ทำที่ไหล่ซ้ายโม่ฉินก็รู้ดี เขาส่งทรัพย์สินของมีค่าออกมาทั้งหมด เขาเป็นคุณชายน้อยของจวนแม่ทัพนอกจากท่านอ๋องที่เป็นแม่ทัพใหญ่กับฮ่องเต้แล้ว บิดาก็เป็นรองเพียงคนไม่กี่คนข้าวของมีค่าจึงนับว่ามีมากโข
ส่วนใหญ่เป็นของที่ใช้ในการช่วยในการฝึกยุทธ์หนิงจูตาวาวไม่คิดว่าคุณชายเสเพลผู้นี้จะร่ำรวยไม่เบา แต่ซูเจินกับมองแล้วหรี่ตาลง
“ข้าบอกว่า ‘ทุกอย่าง’นั่นรวมถึงแหวนมิติของเจ้าด้วยไม่ใช่เพียงของที่อยู่ในแหวน ส่งแหวนมาซะ” ซูเจินยื่นมือออกไปกระดิกนิ้วเร่งให้เขาส่งมา
อุปกรณ์มิติของพวกนางต่างก็ใส่ของจนเต็มกันหมดแล้วจะไปมีที่ไหนมาใส่ของพวกนี้อีกกันเล่า ดูเหมือนในกลุ่มคนพวกนี้จะมีเพียงคุณชายโม่กับคนที่ปากกล้ากับนางเพียงสองคนที่มีอุปกรณ์มิติถึงคนอื่นๆจะเป็นบุตรหลานขุนนางเช่นกันแต่คงไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อหาอุปกรณ์มิติได้
คุณชายทั้งสองคนนี้ต้องมีพื้นฐานครอบครัวไม่เบาแน่
โม่ฉินมองมือที่ยื่นมาแล้วก็เอามือขวาหลบไปด้านหลังแหวนมิติวงนี้เป็นมารดาซื้อให้เป็นของขวัญทั้งยังเป็นของมีราคาแพงจะยอมให้นางเอาไปได้ง่ายๆได้อย่างไร
หนิงจูทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องบอกนางนั่งลงจับข้อมือของโม่ฉินไว้แล้วบังคับถอดแหวนออกมาโม่ฉินกำมือไว้แน่นขัดขืนไม่ยอมให้นางถอดแหวนไปยื้อกันไปยื้อกันมาจนนิ้วถลอกแดงก่ำไปหมด
“จะยอมดีๆหรือจะให้ข้าหักแขนเจ้า!”หนิงจูพูดขึ้นอย่างโมโห เมื่อพยายามถอดแหวนอย่างไรก็ถอดไม่ออก
โม่ฉินกลัวว่านางจะหักแขนของตนจริงๆก็ยอมคลายนิ้วออกหนิงจูถอดแหวนออกมาได้ในที่สุด “ยอมตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”
หนิงจูส่งมอบแหวนวงนั้นให้ซูเจินซูเจินรับมาให้ก็เลิกคิ้วขึ้น ถึงกับเป็นแหวนมิติระดับกลางสมแล้วที่เป็นคุณชายน้อยจวนแม่ทัพ มั่งคั่งไม่เบา
ซูเจินเก็บของเข้าแหวนดังเดิมแล้วส่งให้จือเหลียงอีกด้าน ให้เขาเอาไปเก็บของของคุณชายคุณหนูคนอื่นๆ
สายตาเห็นกระบี่ที่เอาแล้วก็ยิ้มน้อยๆ“ดูเหมือนคุณชายโม่จะไม่เข้าใจจริงๆข้าบอกแล้วว่าจะเอาทุกอย่างก็คือหมายถึงทุกอย่างจริงๆ”
“ข้าก็ให้ไปหมดแล้วอย่างไรเล่า!”จะเอาอะไรจากเขาอีก โม่ฉินเงยหน้าขึ้นไล่สายตาที่นางมองอยู่มาหยุดที่กระบี่ข้างเอวก็จับกระบี่เอาไว้อีกหน
“มะ...ไม่ได้ อย่างน้อยก็ขออาวุธไว้อย่างนึงเถอะ”โม่ฉินพูดเสียงสั่น กระบี่เล่มนี้เป็นของมีค่าที่สุดที่เขามีทั้งยังเป็นอาวุธประจำกายของเขาด้วย นางจะเอาไปได้อย่างไรกัน
“อะไรกัน อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับข้าน่ะสิเป็นพวกเจ้ามาปล้นข้าก่อนแท้ๆ พอสลับกันกลับมีข้อต่อรองเสียอย่างนั้น”
“ขะ...ข้าไม่เคยพูดว่าจะเอาอาวุธของพกเจ้าเสียหน่อยข้าต้องการเพียงของที่จะนำไปแสดงที่ลานเท่านั้น” โม่ฉินรีบพูด
ซูเจินเงียบไปพักนึงเหมือนเขาจะพูดอย่างนั้นจริงๆ ตอนสู้กับหนิงจูเขาก็ยังสู้มือเปล่าไม่ใช้อาวุธเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยตัวเอง ดูเหมือนคุณชายผู้นี่จะไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายเท่าไหร่
“ก็ได้ ข้ายกเว้นอาวุธพวกเจ้าให้ก็ได้จือเหลียงคืนอาวุธให้พวกเขา” ซูเจินยอมหยวนให้ หนิงจูก็เห็นด้วยในใจคุณชายผู้นี้นิสัยก็ยังพอใช้ได้
“นี่คุณชายโม่ บอกข้าหน่อยสิว่าใครยุยงให้เจ้ามาปล้นพวกข้าหรือ?”ซูเจินถามเขาเสียงเบา ดีที่คุณชายโม่แยกจากกลุ่มมาอยู่อีกด้านมีเพียงพวกเขาสามคนที่ได้ยินที่นางพูด
“เจ้าพูดเรื่องอะไร”
“อย่าบอกข้าเชียวว่าพวกเจ้าตัดสินใจกันเองมีคนตั้งเยอะแยะแต่พวกเจ้ากลับเจาะจงเลือกกลุ่มของข้าเสียอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าพวกข้าระดับพลังมากกว่าลำพังข้าคนเดียวก็จัดการพวกเจ้าได้ง่ายๆ”
“ข้าแค่เห็นคนในกลุ่มพวกเจ้าลดลงน่าจะเจอเรื่องหนักหนามา น่าจะจัดการได้ไม่ยากก็เท่านั้นเอง” โม่ฉินสายตาวูบไหว
“ถ้าอย่างนั้นข้าถามอีกเรื่องสัตว์อสูรที่เป็นของสอบผ่านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
“...!” โม่ฉินเงยหน้ามองแล้วก้มลงทันที“เจ้าพูดอะไรข้าไม่รู้เรื่อง”
“ไม่อยากบอกก็เอาเถอะ ข้าเองก็พอจะเดาได้อยู่บ้างคนที่เจ้ายอมมอบสัตว์อสูรให้คงมีน้ำหนักในใจเจ้าไม่เบา ข้าเองก็ไม่อยากจะคาดคั้นแต่ถึงกลับยอมสอบตกเจ้าคิดว่าคุ้มแล้วจริงๆหรือ?”
ซูเจินพูดแล้วก็เดินไปหาจือเหลียงอีกด้านทันทีทิ้งโม่ฉินจมความคิดเงียบๆ
“โม่ฉินหนอโม่ฉินหลงรักสตรีมากเล่ห์ก็ลำบากหน่อยนะ” หนิงจูยังซ้ำเติมทิ้งท้ายแล้วตามนายหญิงไป
โม่ฉินแววตาไหววูบก่อนจะถอนหายใจเอาเถอะอย่างไรเขาก็ไม่ได้อยากจะเข้าสำนักศึกษาอยู่แล้ว เพียงแต่สตรีที่เขาปักใจเอ่ยชวนจึงได้มาเข้าร่วมสอบด้วยมาได้ยินที่พวกนางทั้งคู่พูดแล้วเห็นทีต้องกลับไปทบทวนตัวเองเสียใหม่
สตรีนางนั้นเอ่ยชวนเขามาด้วยความจริงใจหรือวางอุบายเล่ห์เหลี่ยมกับเขากันแน่!
“เรียบร้อยแล้วเราก็ไปกันเถอะ”ซูเจินบอกกับพวกของตนเบาๆ
“ไป? ไปไหน? ฟ้ายังไม่ทันสางเลยนะ”เหลียงจือถามอย่างข้องใจ ฟ้ายังไม่สางดี คงต้องใช้เวลาอีกสักสองเค่อแล้วนางจะไปที่ไหนกัน ไปที่ลานตอนนี้ก็ดูจะเร็วไปหน่อย
“ไปปล้น!”ซูเจินพูดสั้นๆแล้วก็มุ่งหน้าไปยังทิศที่ทางจ้องมองหลายครั้งในที่นี้ไม่มีใครเดาใจนางได้ดีเท่าจือเหลียงอีกแล้วเขายิ้มออกมาดูเหมือนจะมีเรื่องสนุกทำต่อแล้วเขาคิดแล้วก็ตามนายหญิงไปอย่างรวดเร็ว
“หา?” เหลียงจืออุทานขึ้นเขามาได้หูฝาดไปใช่หรือไม่ เมื่อครู่นางพูดว่าอะไรนะ?
ยังไม่ทันได้ไขข้อข้องใจเห็นคนอื่นๆไปตามซูซูหมดแล้วก็กะพริบตาปริบๆ มองกลุ่มคนที่เพิ่งถูกปล้นเมื่อครู่แล้วก็รีบตามไปอยู่นานท่าจะไม่ดี เห็นสภาพพวกเขาแล้วก็หัวเราะไม่ออกดูไม่ออกเลยว่าใครปล้นใครกันแน่!
หรือซูซูจะติดใจแล้วคิดจะไปปล้นคนอื่นต่อ?
มู่เหลียนฮวาขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกได้ถึงบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาทางตนทิศทางนี่มันทิศที่สตรีแซ่เฉินอยู่ไม่ใช่หรือ?หรือว่าโม่ฉินจัดการพวกนางเรียบร้อยแล้ว?
กว่าจะรู้ตัวกลุ่มของมู่เหลียนฮวาก็ถูกล้อมเอาไว้แล้วนางมอบโดยรอบอย่างตกใจ
ไม่ใช่โม่ฉิน แต่เป็นกลุ่มของสตรีแซ่เฉิน?
“ที่แท้เป็นแม่นางเฉิน มีธุระอันใดกับข้าหรือ?”มู่เหลียนฮวาตีหน้าซื่อถามออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ใบหน้ายังมีรอยยิ้มระดับอยู่ด้วย
ซูเจินแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นนางสวมหน้ากากทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อย่างแนบเนียนดูเหมือนว่าความสามารถในการตีสองหน้าของมู่เหลียนฮวาจะสูงกว่าที่นางคิดเอาไว้
ได้ เจ้าอยากจะเล่นบทคนดีเช่นนั้นก็ได้