บทที่ 38 น้องสาวตัวกลมคนนี้กล้ามากเกินไปแล้ว
ฉิมอิงอิงไม่ได้รู้เลยว่าผู้ใหญ่ตระกูลฉินทุกคนตกใจกับปริมาณอาหารที่เธอกินจนสงสัยว่าสุขภาพของเธอมีปัญหา ตอนนี้เธอกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานกับพี่ชายทั้งแปดคน
ใกล้บ้านเก่าตระกูลฉินมีสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง เทียบกับตอนกลางวัน ตอนนี้มีเด็กเล่นน้อยกว่ามาก
ฉินอิงอิงอิงความจำดี มองปราดเดียวก็จำหน้าเยี่ยนเสี่ยวหรูที่ถูกเธอต่อยในห้างก่อนหน้านี้ได้
“อิงอิงน้อย เป็นอะไรไป?”
ตระกูลฉินพาเยี่ยนลี่เฉิงมาด้วย รวมกันแล้วมีเด็กเก้าคน เด็กโตทั้งสี่คนเดินอย่างเชื่องช้าอยู่ข้างหลัง โดยมีเด็กอายุสิบขวบอย่างเยี่ยนลี่เฉิง รวมถึงเด็กอีกห้าคนที่อายุน้อยกว่าเดินอยู่ด้านหน้า
ฉินเฉิงฮ่าวเป็นคนที่มีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นที่สุด เขาอยากจะแนะนำที่สนุก ๆ แถวนี้ให้น้องสาวที่มาใหม่ได้รู้จัก จึงวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่แค่ตัวเองที่วิ่ง แต่ยังลากอิงอิงน้อยให้วิ่งไปด้วย
ฉินเฉิงเฟิงที่เป็นห่วงเตรียมตัวจะห้าม แต่เยี่ยนลี่เฉิงกลับยิ้มอ่อนและส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร อิงอิงน้อยวิ่งเร็วมาก หนึ่งในพวกเราคงไม่มีทางเอาชนะเธอได้”
ฉินเฉิงเฟิงไม่เชื่อ “อิงอิงน้อยเพิ่งอายุสามขวบครึ่งจะเร็วกว่าพวกเราได้ยังไง?”
เยี่ยนลี่เฉิงยิ้มและพยักหน้า “ได้สิ”
ฉินเฉิงเฟิงเบือนหน้าไปหาพี่ชายอีกสี่คนที่อยู่ข้างหลัง “พวกพี่เชื่อรึเปล่า?”
ฉินเฉิงเจ๋อกับคนอื่นไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เยี่ยนลี่เฉิงเองก็ไม่จำเป็นต้องโกหกพวกเขา เหล่าพี่น้องในตระกูลฉินล้วนแต่เป็นคนกันเอง
เรื่องนี้เกี่ยวกับอิงอิงน้อย สมบัติล้ำค่าของตระกูลฉิน พี่น้องสองคู่สี่คนมองหน้ากัน และฉินเฉิงหลีที่เป็นพี่สี่ก็พูดออกมา
“ตรงนั้นมีลู่วิ่งขนาดสองร้อยเมตร เราไปเล่นที่นั่นกันดีมั้ย?”
เยี่ยนลี่เฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เพิ่งกินอาหารเสร็จเองนะ”
ฉินเฉิงเจ๋อพยักหน้า “รอหายอิ่มก่อนก็ได้ ถ้ายังอยากแข่งกับอิงอิงน้อยและน้องเห็นด้วย ทุกคนค่อยเล่น”
คนที่เหลือพยักหน้า “ได้เลย!”
ฉินอิงอิงไม่ได้รู้เลยว่าพวกพี่ชายจะแข่งความเร็วกับเธอ เธอถูกฉินเฉิงฮ่าวลากไปอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานนักก็มาถึงสไลเดอร์
“อิงอิงน้อย ขึ้นสิ”
ฉินอิงอิงมองสไลเดอร์และส่ายหน้า “ฉันไม่อยากเล่นอันนี้”
ฉินเฉิงฮ่าวตกใจ “ผู้หญิงชอบเล่นไอ้นี่กันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?”
ตอนที่เขายังไม่รู้ความ ก็มาเล่นที่นี่อยู่บ่อย ๆ
ฉินอิงอิงชี้ไปที่เขาวงกตและมองตาเป็นประกาย
“หนูอยากเล่นอันนั้น”
ฉินเฉิงฮ่าวเงียบลงไป “...”
ยัยน้องสาวคนนี้กล้ามากเลยนะเนี่ย!
ที่จริงแล้วฉินเฉิงฮ่าวกลัวการเล่นเขาวงกตตอนกลางคืนมาก แต่พอนึกถึงเรื่องที่เสียหน้า เขาก็ยืดตัวตรงทันทีเมื่อคิดว่าพี่ชายทั้งเจ็ดต่างก็อยู่ที่นี่ทั้งหมด
“ได้! งั้นเรามาแข่งกัน ดูว่าใครจะออกมาได้ก่อน ดีมั้ย?”
ฉินอิงอิงไม่รู้ว่านั่นคือเขาวงกต แต่ตรงนั้นมีลักษณะเปิดโล่ง เทียบกับสไลเดอร์แล้ว ทางนั้นดูน่าสนใจกว่ามาก เธอเลยอยากไปดูสักหน่อย
ผู้คนมักจะอยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอ ลูกวาฬตัวน้อยก็เช่นกัน
ฉินเฮิงฮ่าวพาอิงอิงน้อยไปถึงทางเข้าเขาวงกตและอธิบายกฎการเล่นอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายเขาก็ก้มหน้าลงมองน้องสาวและถาม “เข้าใจมั้ย?”
ฉินอิงอิงพยักหน้า “พี่เจ็ด ฉันเข้าใจแล้ว”
“งั้นก็ดี เธอเป็นน้อง ฉันต่อเวลาให้เธอสามนาทีก็แล้วกัน” ฉินเฉิงฮ่าวมีความเป็นพี่ชายสูงมาก
ฉินอิงอิงคิดอยู่ประมาณสามนาทีก็ส่ายหน้า
“ไม่ต้องหรอก พี่เจ็ดเข้าไปก่อนเถอะ ฉันให้พี่เพิ่มสามนาที”
ฉินเฉิงฮ่าว "..."
น้องสาวดูถูกเขาขนาดนี้เลยเหรอ?
เขาไม่ยอมเข้าไปก่อนหรอก
สุดท้ายทั้งสองคนก็เจรจาและตัดสินใจว่าจะเข้าไปพร้อมกัน หลังจากนั้นก็แยกย้าย
เมื่อฉินเฉิงเฟิงกับคนอื่นมาถึงก็เห็นว่าฉินเฉิงฮ่าวกับอิงอิงน้อยไม่ได้อยู่ที่สไลเดอร์จึงยืนงงกันยกใหญ่
“ไปไหนล่ะ?”
ฉินเฉิงอวี้มองเห็นฉินเฉิงฮ่าวพาอิงอิงน้อยเข้าไปในเขาวงกตจึงทั้งตกใจทั้งขำ
“วันนี้เฉิงฮ่าวเป็นอะไรไป? เขาไม่กล้าเข้าไปในเขาวงกตในตอนกลางวันด้วยซ้ำ ตอนนี้มืดแล้วถึงจะมีแสงไฟก็ไม่นึกเลยว่าจะกล้าเข้าไปจริง ๆ”
ฉินเฉิงไห่ขมวดคิ้ว “ไปกันเลยเถอะ อิงอิงน้อยยังเล็กอยู่นะ”
ฉินเฉิงหลีพยักหน้าตาม ทั้งสี่คนเดินตามฉินเฉิงเฟิง จากที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าท่าทางเกียจคร้านขอไปทีก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
เฉิงฮ่าวตกใจตกใจน่ะไม่เท่าไหร่ เป็นลูกผู้ชาย กลัวความมืดแล้วจะเป็นอะไรไปเล่า?
แต่อิงอิงน้อยยังเป็นเด็กเล็ก เพิ่งจะอายุสามขวบครึ่ง จะให้เธอตกใจกลัวไม่ได้
ถ้าฉินเฉิงฮ่าวรู้เข้า “...”
ผมยังเป็นน้องชายของพวกพี่อยู่รึเปล่าเนี่ย?
เยี่ยนลี่เฉิงเองก็คาดไม่ถึงว่าอิงอิงน้อยจะวิ่งเข้าไปในเขาวงกต ถึงจะได้ยินมาจากเจี่ยงรุ่ยว่าอิงอิงน้อยไวต่อกลิ่นและเสียงเอามาก ๆ แต่ตอนนี้ที่เขาวงกตแทบไม่มีคนอยู่เลย ไม่มีเสียงอะไรด้วย ถ้าหลงทางขึ้นมา…
เยี่ยนลี่เฉิงจึงวิ่งเข้าไปในเขาวงกตด้วยหัวใจที่จมดิ่ง
…
ในเขาวงกต ฉินอิงอิงคลำกำแพงเพื่อเดินไปข้างหน้า
ทั้งสี่ด้านเงียบสงัด ไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงหัวใจของพี่เจ็ดที่เต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ฉินอิงอิงอดแปลกใจไม่ได้ เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ฟังดูน่าอันตรายและไม่ได้ยินเสียงพี่เจ็ดวิ่ง แต่ทำไมเสียงหัวใจของเขาถึงได้เต้นเร็วขนาดนั้นล่ะ?
ตึกตัก ๆ ๆ เหมือนกับเสียงตีกลอง!
เขาวงกตเป็นกำแพงที่ทำจากหินกับซีเมนต์ กำแพงสูงสองเมตรครึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาจะมองเห็นภาพรวมเหนือกำแพง
ฉินอิงอิงมาที่นี่เป็นครั้งแรกและเพิ่งเคยเล่นเขาวงกต ภาพตรงหน้ามืดไปหมด มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
แต่ในฐานะลูกวาฬน้อยแปซิฟิก ตอนอยู่ในทะเล พวกเธอจับความหนาแน่นของการไหลของน้ำได้อย่างแม่นยำและอาศัยการได้ยินในการระบุทิศทาง
เมื่อกลายเป็นลูกมนุษย์แล้ว เธอก็ยังคงคลำกำแพงเดินไปข้างหน้าพลางเบิกตาโตมองเส้นทางอย่างละเอียด
ทางเดินทอดยาวดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด มีเงาต้นไม้กระดำกระด่างและแสงสลัว ๆ ทำให้ยากต่อการแยกแยะทิศทาง
แต่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับลูกวาฬตัวน้อย เธอหลับตาลูบคลำกำแพงเดินต่อไปข้างหน้าและสัมผัสความเร็วกับทิศทางลมบริเวณทางเดินอย่างระมัดระวัง
เจ้าตัวเล็กฟังเสียงลมและเดิมตามไป
ถ้าลมเจอกับสิ่งกีดขวางจะเกิดเสียงดังขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่เจอกับสิ่งกีดขวางอะไร เสียงของลมก็จะเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก
ฉินอิงอิงลืมตาขึ้นฉับพลัน รอยยิ้มที่สดใสผุดขึ้นบนใบหน้า จากนั้นเธอก็ก้าวเท้าเล็ก ๆ ตรงไป
ความเร็วของเธอถือว่าเร็วมากจนแทบจะมองเห็นร่างเป็นเงาราง ๆ เท่านั้น
“ว้าก! ผี!”
อีกด้าน ฉินเฉิงฮ่าวผู้ที่เดิมทีรวบรวมความกล้าเพื่อเข้ามาในเขาวงกตตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องพิงกำแพง เด็กชายเหงื่อแตกและตัวสั่นหงึก ๆ
“นะโม อมิตาพุทธ! สาธุ ๆ ๆ!”
เยี่ยนลี่เฉิงกับคนอื่น ๆ เพิ่งมาถึงหน้าทางเข้าเขาวงกต พอได้ยินเสียงร้อง สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป
ฟังจากเสียง ไม่ใช่เฉิงฮ่าว ไม่ใช่อิงอิงน้อย ข้างในยังมีคนอื่นอีก
แต่มีคนร้องไห้ อิงอิงน้อยกับเฉิงฮ่าว คนหนึ่งอายุสามขวบครึ่ง อีกคนถึงจะอายุเจ็ดขวบแล้ว แต่ก็กลัวความมืด…
ฉินเฉิงเจ๋อเดินออกมาเพื่อจัดการปัญหาในฐานะพี่ใหญ่ทันที “เฉิงหนิง นายไปเฝ้าที่ทางออก คนที่เหลือจับคู่กัน แล้วแยกกันเข้าไปหาอิงอิงน้อยกับเฉิงฮ่าว”
ไฟทางเข้ามืดสลัวมากขึ้น เสียงเด็กร้องไห้จากข้างในก็ดังมากขึ้น แถมยังมีเสียงเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งเสียงด้วย เหล่าเด็กน้อยตระกูลฉินสีหน้าแย่ลงกว่าเดิม
ฉินเฉิงไห่โบกมือ “ไปกันเถอะ!”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังของพวกเขา แผ่วเบาราวกับวิญญาณในยามค่ำคืน
“ไป? จะไปไหนกันเหรอ?”