ทุกคนต่างมีเรื่องที่จิตใจตัวเองต่อต้านอาจเป็นเรื่องเดียวหรือมากกว่าหนึ่งเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจคนคนนั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ
สำหรับคนอย่างอันเจิง แม้สิ่งที่พบเจอและประสบการณ์ต่างๆ จะมากกว่าคนอื่นหลายเท่า แต่เขาก็มีเรื่องที่ต่อต้านอยู่ในใจ...นั่นก็คือการขี่ม้าตั้งแต่แรกอันเจิงไม่เคยคิดว่าการขี่ม้าเป็นเรื่องสบายและไม่คิดว่าการขี่ม้าจะเร็วกว่าการเคลื่อนที่ของผู้ฝึกพลังวัตร
แต่วันนี้ที่อันเจิงเลือกขี่ม้าออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มีเพียงแค่เหตุผลเดียวนั่นก็คือ เพื่อเป็นการรับประกันว่าเขาจะไม่ไปถึงตำหนักวิหารสวรรค์สายเกินไปและพลังในร่างกายจะไม่ลดลง
ฉะนั้นเขาจึงยอมทนหวาดกลัวและเลือกที่จะขี่ม้า
คนส่วนมากเลือกที่จะต่อต้านสิ่งที่ตนเองหวาดกลัวไปตลอดไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็มักจะบอกตัวเองว่าทำไม่ได้แต่หากความจำเป็นนั้นมาถึงขั้นสูงสุด เรื่องที่ก่อนหน้านี้มองว่าข้ามไปไม่ได้ ก็จะเดินข้ามมันไปได้โดยไม่จำเป็นต้องไตร่ตรอง
เมืองฟางกู้ไม่ได้ห้ามขี่ม้าเร็ว แล้วก็ไม่มีใครมาสนใจด้วยโชคดีที่ตอนนี้ฟ้ามืดและผู้คนก็น้อยลงมาก ทุกอย่างในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มีแต่ของดีๆ ทั้งของกิน ของใช้ รวมไปถึงการฝึกวรยุทธ์ก็เป็นไปอย่างราบรื่น อันเจิงเคยพูดไว้ว่าผู้คนมากมายติดตามข้าเพื่อทำความดี แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีชีวิตที่ดี คนชั่วกินอร่อยและมีชีวิตที่สุขสบายได้แล้วทำไมคนดีถึงจะมีชีวิตที่ดีไม่ได้?
ฉะนั้นม้าศึกตัวนี้เก่งกาจมากอันเจิงไม่ชอบขี่ม้าแต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ชอบม้า ตรงกันข้าม การเป็นถึงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีทำให้อันเจิงเรียนรู้เรื่องราวมากมายวิธีการเลือกม้าก็พอได้เรียนรู้มาบ้าง ม้าศึกมีกฎห้ามซื้อขาย ฉะนั้นม้าที่อันเจิงมีคือม้าที่ได้รับบาดเจ็บจากสนามรบเดิมทีม้าเหล่านี้ต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่เพราะผ่านการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ร่างกายม้าเหล่านี้จึงฟื้นฟูขึ้นมามาก
อันเจิงเคยพูดไว้ว่า คนมากมายชื่นชมทหารม้าแคว้นเยี่ยนว่าเก่งกาจไร้เทียมทานแต่ผู้คนเหล่านั้นชื่นชมคนไม่ใช่ม้า ทหารได้รางวัลและเลื่อนขั้นจากผลงานการสู้รบแต่ม้าศึกอย่างมากก็ได้แค่กินหญ้าที่ดีขึ้นเท่านั้น
นี่เป็นม้าที่มากประสบการณ์ในสนามรบจึงไม่จำเป็นต้องให้อันเจิงควบคุมมาก จากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จนถึงตำหนักวิหารสวรรค์อันเจิงใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นและแน่นอนว่าเร็วกว่าการที่อันเจิงวิ่งมาเองแน่นอน
ทหารหลวงหน้าตำหนักวิหารสวรรค์ขวางอันเจิงเอาไว้หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนขี่ม้าเข้ามาถึงหน้าตำหนักวิหารสวรรค์
อันเจิงแจ้งชื่อของตัวเองทหารหลวงรู้ดีว่าคืนนี้จะมีคนชื่ออันเจิงเข้ามาร่วมงานด้วยฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ได้วุ่นวายมากก็ปล่อยตัวอันเจิงเข้าไปแล้วที่สำคัญก็เป็นเพราะวันนี้ที่โรงจวี้ฉ่าง เรื่องที่อันเจิงทำให้ชาวโยวขายหน้าถูกเล่าต่อๆ กันออกไป เหล่าทหารหลวงจึงรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก สำหรับชาวเยี่ยนพวกเขาไม่มีทางมีความรู้สึกดี ๆ ต่อชาวโยวแน่นอน
อันเจิงเร่งฝีเท้าเข้าไปในตำหนักวิหารสวรรค์เพื่อขอเข้าเฝ้าราชามู่ฉางเยียนแต่เมื่อถึงตำหนักวิหารสวรรค์กลับไม่เจอราชา ขณะนี้ราชาเสด็จไปตำหนักจิงเซี่ยวเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานเลี้ยงในคืนนี้แต่เมื่ออันเจิงจะไปตำหนักจิงเซี่ยวกลับถูกขวางไว้ บอกว่าหากไม่มีคำสั่งจากไทเฮาไม่ว่าใครก็เข้าตำหนักจิงเซี่ยวไม่ได้ อันเจิงให้บ่าวรับใช้ในตำหนักเข้าไปกราบทูลแต่กลับไม่มีใครสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
อันเจิงจึงนึกถึงเฉินเซ่าป๋ายเขาถามองครักษ์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้ว่าเฉินเซ่าป๋ายไปไหน เฉินเซ่าป๋ายเป็นหัวหน้าองครักษ์ประจำตำหนักจิงเซี่ยวตามหลักแล้ว เขาควรอยู่ในตำหนักเพื่อดูแลความเรียบร้อย ทว่าอันเจิงเดินไปเดินมาหลายรอบแต่กลับไม่มีใครยินยอมช่วยเขาเลยสักคน
อันเจิงมองร่มกระดาษในมือตัวเองในใจโมโหจนอยากจะขว้างทิ้งไปเสีย
เขาไม่อาจเข้าเฝ้าราชามู่ฉางเยียนและไทเฮาทั้งยังหาเฉินเซ่าป๋ายไม่พบอีกด้วย สุดท้ายอันเจิงจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาอันเฉิงเขาเดินวนไปวนมาหน้าตำหนักวิหารสวรรค์กว่าหนึ่งชั่วโมงถึงรู้ว่าอันเฉิงไปห้องจัดเตรียมอาหารแล้ว
อันเจิงเข้าไปหาขันทีระดับล่าง ยัดเงินสองร้อยตำลึงให้เขาและขอให้ช่วยพาไปหาอันเฉิงขันทีคนนั้นรู้จักอันเจิง เขาจึงรีบพาไปหาอันเฉิงทันที
อันเฉิงเร่งฝีเท้าเดินออกมาจากห้องจัดเตรียมอาหารอันเจิงกำลังเล่าสถานการณ์ให้เขาฟัง ทว่ายังไม่ทันได้พูดอย่างละเอียด ตำหนักวิหารสวรรค์ก็มีเสียงระฆังดังขึ้น
“จะเริ่มแล้ว”
อันเฉิงพูด “ตอนนี้ข้าจะเร่งไปตำหนักวิหารสวรรค์ก่อนหวังว่าจะยังเตรียมทุกอย่างได้ทันกาล และหวังว่าสิ่งที่เจ้ากังวลจะไม่เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นงานเลี้ยงในคืนนี้ต้องวุ่นวายแน่”
หลังจากอันเจิงและอันเฉิงแยกย้ายกันไปทั้งสองก็ไปยังตำหนักวิหารสวรรค์ ตอนนี้ในตำหนักได้จัดเตรียมตกแต่งอย่างสวยงาม สำหรับชาวเยี่ยนนี่ก็ถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุดแล้วสองแคว้นมีการสู้รบมายาวนานขนาดนี้ ในที่สุดแคว้นโยวก็ยอมแพ้ นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ชาวเยี่ยนและชาวโยวแบ่งแยกและเกลียดชังกันมานาน ในที่สุดวันนี้ก็ถือว่าชาวเยี่ยนได้เหยียบหัวชาวโยวแล้ว
อันเจิงเดินไปถึงหน้าตำหนักวิหารสวรรค์ ที่นี่จัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้มากมายสาวใช้และนางกำนัลในวังต่างถือเหล้าชั้นดีและผลไม้เข้ามาอย่างรีบร้อน
ขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างก็มากันครบแล้ว รวมไปถึงผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ในเมืองฟางกู้ด้วยอันเจิงอยู่ไกลแต่ก็สามารถมองเห็นเงาของเกาหยวนหู เขาเดินเข้ามาช้า ๆพร้อมกับผู้อาวุโสท่านหนึ่ง และคนในวังต่างก็ทำความเคารพผู้อาวุโสท่านนั้นคนในตระกูลเกาไม่ได้มีใครที่มีตำแหน่งขุนนางใหญ่โต แต่กลับดูยิ่งใหญ่ในสายตาของคนในราชสำนักอีกทั้งอำนาจของตระกูลเกาก็ยังคงมากเหมือนกัน
อันเจิงเดินไปหาคนของหน่วยทหารเขาอยากเจอเฉินไจ่เหยียน แต่ทว่าเฉินไจ่เหยียนติดตามอยู่ข้างกายราชามู่ฉางเยียนจึงไม่อาจเจอได้
อันเจิงจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาหวังไคไท่และฟางเต้าจือจากนั้นก็พูดสิ่งที่ตัวเองกังวลออกไป หวังไคไท่และฟางเต้าจือมองหน้ากันแวบหนึ่งจากนั้นก็ให้ฟางเต้าจืออยู่ที่นี่ ส่วนหวังไคไท่รีบก้าวยาว ๆ จากไป
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง อาหารบนโต๊ะก็ยกขึ้นมาครบแล้วราชามู่ฉางเยียนและไทเฮาเสด็จเข้ามาในตำหนักวิหารสวรรค์ขุนนางทุกคนในงานต่างรีบลุกขึ้นถวายความเคารพ และนั่นก็รวมไปถึงคนของแคว้นโยวด้วย
ราชา ไทเฮาและท่านอ๋องทานซงแห่งแคว้นโยวนั่งร่วมโต๊ะเสวยอยู่บนพระแท่นเดียวกันยังมีอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายซูเม่า แม่ทัพซูโจ้ง เสนาบดีกรมพิธีการ เสนาบดีของหน่วยทหารรวมไปถึงหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ด้วย
ตรงข้ามโต๊ะเสวยตัวยาวมีการจัดแท่นเวทีขึ้นบนเวทีมีการแสดงของเหล่าสาวงามอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านข้างเวทีก็มีกล่องที่ชาวโยวนำมาวางอยู่
ฟางเต้าจือเตือนให้อันเจิงอย่าวู่วามเขากดมือลงบนบ่าอันเจิงจากนั้นก็พูดด้วยเสียงต่ำ “ในเมื่อเจ้าบอกอันเฉิงแล้วเขาต้องกราบทูลราชาแล้วแน่ ๆ ในวังหลวงมียอดฝีมือมากมายแม่ทัพหวังก็เดินทางกลับไปเรียกทหารม้ามาแล้ว ไม่ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรก็ตาม อย่างไรเสียต้องไม่มีทางสำเร็จ”
อันเจิงชี้ไปยังท่านอ๋องทานซงที่ประทับอยู่ข้างราชา“ที่ข้ากังวลคือคนคนนี้ ข้ารู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่าง”
ฟางเต้าจือพูด“ตอนนี้แคว้นโยวกำลังตกอยู่ในสภาวะคับขัน ทหารเยี่ยนเราสามแสนคนเฝ้าอยู่แถบชายแดนส่วนทหารของแคว้นปัวไห่หนึ่งแสนหกหมื่นคนก็บุกเข้าไปในแคว้นโยวแล้วฉะนั้นชาวโยวจึงมาขอเชื่อมความสัมพันธ์กับเรานอกจากชาวเยี่ยนมีความสามารถสู้รบกับสองแคว้นพร้อมกันไม่อย่างนั้นพวกเขาจะกล้ามาก่อเรื่องที่เมืองฟางกู้หรือ หากพวกเขาจะลอบปลงพระชนม์ราชาวิธีที่ดีที่สุดก็คือลอบโจมตี ไม่จำเป็นต้องใช้ท่านอ๋องเป็นหมากหรอก”
“หากท่านอ๋องคนนี้ลงมือแคว้นโยวและแคว้นเยี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมความสัมพันธ์กันอีกหากแคว้นโยวไม่โง่พอ ก็คงไม่คิดทำเรื่องบังอาจเช่นนั้น”
อันเจิงพูด “กลัวก็แต่แคว้นโยวจะสู้จนตัวตายน่ะสิ”
ฟางเต้าจือส่ายหน้า “หากราชาทรงเกิดเรื่องชาวเยี่ยนต้องแก้แค้นแน่นอน ถึงตอนนั้นแคว้นโยวไม่มีทางต่อต้านการโจมตีของชาวเยี่ยนได้แน่” อันเจิงเข้าใจความคิดของฟางเต้าจือแต่ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายขนาดนั้น
และในตอนนี้เอง อันเฉิงตัวแทนของราชาก็ให้สัญญาณเริ่มงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการนักดนตรีในวังเริ่มบรรเลงเพลง จากนั้นเหล่านางรำก็เริ่มเคลื่อนไหวเรือนร่างอย่างอ่อนช้อย
ราชามู่ฉางเยียนทรงยกจอกเหล้าขึ้นไปยังทานซง“ท่านอ๋องคิดว่าการแสดงของแคว้นเยี่ยนเป็นอย่างไร?”
ทานซงตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ“ชาวเยี่ยนกว้างขวาง ยิ่งไปกว่านั้น ทหารม้าก็ไม่น้อยหน้า มีทั้งสาวงามและกำลังทหารสามารถพูดได้ว่า...ไร้เทียมทาน”
มู่ฉางเยียนหัวเราะเสียงดัง“ท่านช่างพูดจริง ๆ แต่ถึงกระนั้น ศูนย์กลางอำนาจข้าอยู่ทางเหนือเราใช้การสู้รบมาก่อตั้งแคว้น แม้กระทั่งสตรีก็ยังมีกลิ่นอายของความกล้านั่นเป็นเรื่องจริง ได้ยินมาว่าสตรีในจักรวรรดิต้าซีอ่อนโยนประดุจสายน้ำ แต่ข้ารู้สึกว่าอย่างไรสตรีเหล่านั้นก็คงมีเสน่ห์ไม่เท่าสตรีในแคว้นเยี่ยน”
ทานซงพูด “ทรงตรัสถูกต้องแล้ว”
ชายสวมชุดแดงที่นั่งอยู่ไม่ไกลมองมาทางด้านนี้ตลอดเวลาราวกับจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขุนนางชาวเยี่ยนยกจอกให้เขาหลายครั้งแต่ทว่าเขากลับเมินเฉย
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบเรียบไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
หวังไคไท่ที่รีบเร่งเดินทางกลับมาพร้อมกับเหงื่อบนใบหน้านั่งลงข้างอันเจิง“ข้ารวบรวมทหารในเมืองหลวงมาหมดแล้ว และให้พวกเขาเฝ้าอยู่หน้าตำหนักวิหารสวรรค์ทั้งหมดผู้ฝึกพลังวัตรในหน่วยทหารก็มากันพร้อมหน้า เหล่าผู้ตรวจการคอยสังเกตการณ์อยู่รอบด้านหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาจะรู้ได้ทันที เมื่อครู่ข้าเจอกับอันเฉิง เขาบอกว่าเหล่าองครักษ์กระจายตัวอยู่รอบด้านแล้วส่วนยอดฝีมือในตำหนักวิหารสวรรค์ก็เตรียมตัวและซ่อนตัวอยู่ในเงามืดแล้วเช่นกัน”
อันเจิงพยักหน้า“ข้าหวังว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น”
ขณะนี้เอง ชายชุดแดงเดินมายังด้านหน้า“ทุกท่าน!”
เขาตะโกนขึ้น จากนั้นทุกคนเงียบลงทันที
ชายชุดแดงหันไปคารวะรอบด้านจากนั้นก็พูดเสียงดัง “เราอาจไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะมีวันหนึ่งที่ชาวเยี่ยนและชาวโยวได้มานั่งคุยกันแบบนี้พูดตามความจริง ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้ หรือนี่อาจเป็นลิขิตฟ้าข้ารู้ว่าทุกท่านมีความรู้สึกขัดแย้งกับชาวโยว เพราะระหว่างแคว้นเราทั้งสองก็มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายแต่ว่าวันนี้จะเป็นการเริ่มต้นใหม่”
“ข้าเชื่อว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไปแคว้นโยวและแคว้นเยี่ยนจะปล่อยวางเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด และกลายเป็นแคว้นพี่น้องกันอย่างแท้จริงข้าเป็นตัวแทนราชาแคว้นโยวที่ไม่อาจมาได้และเสียมารยาทต่อทุกท่านขอคารวะไทเฮาและราชาด้วยเหล้าจอกนี้! ไทเฮาทรงพระเจริญ!ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนทรงพระเจริญ!”
ขุนนางทุกคนลุกขึ้นและชูจอกเหล้า“ไทเฮาทรงพระเจริญ! ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนทรงพระเจริญ!”
ชายชุดแดงดื่มเหล้าหมดจอกในอึกเดียวจากนั้นก็ยิ้มพลางพูด “ก่อนหน้านี้ที่โรงจวี้ฉ่างชาวเยี่ยนได้ให้บทเรียนกับข้าไม่น้อย ทำให้ข้ารู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า พวกเราชาวโยวรู้แพ้รู้ชนะและขอยกย่องความสามารถชาวเยี่ยนจากใจจริงถึงแม้ครั้งนี้เราจะจ่ายค่าบทเรียนราคาแพง แต่บทเรียนในครั้งนี้ก็นับว่ามีค่ามากเช่นกัน”
“อย่างไรก็ตาม!”
เขาเปลี่ยนคำพูดตัวเอง“ถึงแม้เราจะแพ้ที่โรงจวี้ฉ่าง แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบมีเรื่องหนึ่งที่เรายังคงรักษาศักดิ์ศรีไว้ได้นั่นก็คือของวิเศษที่แท้จริงของแคว้นโยว”
เขาชี้ไปยังก้อนหินข้างกาย“ก้อนหินพวกนี้คือก้อนหินที่เหลือจากโรงจวี้ฉ่าง เพราะเวลามีน้อยจึงยังไม่ถูกเลือกฉะนั้นจึงนำมาในตำหนักวิหารสวรรค์เพื่อร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้และถือว่าเป็นอาหารจานเด็ดที่ข้าขอมอบให้ทุกท่าน พวกข้าจะผ่าก้อนหินเหล่านี้กลางงานไม่ว่าด้านในจะเป็นอะไรก็ตาม นั่นถือเป็นของขวัญที่เรามอบให้แคว้นเยี่ยนทั้งหมดแน่นอนว่านี่เป็นเพียงการเปิดงานเท่านั้น ของที่จะถวายให้ไทเฮาและราชาอยู่นี่”
เขาชี้กล่องใหญ่ที่อยู่ข้างกาย “กล่องนี้มีของล้ำค่าของแคว้นโยวสามชิ้นหากข้าพูดชื่อออกมา คาดว่าทุกท่านต้องเคยได้ยินมาก่อนแน่ ของสามชิ้นนี้เป็นตัวแทนความซื่อสัตย์ของแคว้นโยว”
“ชิ้นแรกคือดาบหลิวเฟิง”
เมื่อพูดคำนี้ออกมาทุกคนต่างฮือฮาขึ้นทันที
“ดาบหลิวเฟิงเล่ากันว่าเป็นอาวุธระดับสีม่วง ตอนนั้นเคยเป็นดาบคู่พระทัยของราชาแคว้นโยวและยังเคยฆ่าปีศาจมาก่อนด้วย”
“นึกไม่ถึงว่าชาวโยวจะมีความซื่อสัตย์ขนาดนี้ครั้งนี้ยังนำดาบคู่แคว้นของตนเองมาด้วย”
“ดาบหลิวเฟิงไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาบคู่พระทัยของราชาแต่เป็นถึงตัวแทนราชวงศ์ของแคว้นโยวอีกด้วย นั่นคือการแสดงถึงการยอมรับแล้ว!ฟ้าเป็นใจให้แคว้นเยี่ยน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง”
กลุ่มคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นทุกคนต่างครึกครื้นถึงขีดสุด
แม้กระทั่งท่าทีของไทเฮาซูชิงนวนก็ทรงเปลี่ยนไปด้วยตอนที่มีการแจ้งว่าของถวายเป็นดาบหลิวเฟิง พระนางมีสีพระพักตร์ตกตะลึงจากนั้นก็ทรงหันไปทอดพระเนตรราชามู่ฉางเยียนอย่างอดไม่ได้
“ชิ้นที่สอง...”
ชายชุดแดงยิ้มพร้อมพูด “ข้าขอเก็บไว้เป็นความลับก่อนจะดีกว่าตอนนี้เชิญฝ่าบาทเสด็จขึ้นมาผ่าหิน เมื่อก้อนหินถูกผ่าออก พวกเราค่อยรู้ก็ยังไม่สาย”
“ผ่าหิน?”
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระสรวลพลางตรัส“หากจะผ่าออกเลยก็ไม่สนุกน่ะสิ อันเจิงมารึยัง? ให้เขาขึ้นมายืนข้างข้า!”