บทที่ 39
เรื่องแค่นี้หรือ ที่พวกท่านเรียกว่าคำสาป?
ปัง ๆ ๆ ...
เสียงเคาะประตูไม้ของที่พักโบสถ์เรดวู้ดดังขึ้นท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำ สมาชิกทั้งหลายจึงรีบร้อนไปเปิดต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียนโดยไม่คาดคิด ส่วนหนึ่งวิ่งไปเรียกผู้อาวุโสทั้งหลาย ผู้ที่มาครั้งนี้เป็นบุตรชายของมิสเตอร์โจนาธาน
ชุดคลุมที่เต็มไปด้วยหิมะเย็นจัดถูกถอดออก คนที่กำลังหนาวสั่นเพราะฝ่าลมแรงอันโหดร้ายกำลังอังเตาผิงเพื่ออุ่นร่างกาย ไม่นานนักสองซิสเตอร์ หลวงพ่อแจคสันและคนติดตาม รวมไปถึงคิทก็มากันพร้อมหน้า
“เกิดเรื่องด่วนอะไรขึ้นเรอะ ถึงได้ฝ่าพายุมาเช่นนี้” ซิสเตอร์รีบรินน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บนเตาผิงให้กับชายหนุ่มเพื่อให้เขาได้ดื่มอะไรอุ่นร่างกายบ้าง
“ซิส...ซิสเตอร์ครับ... คน..คนในหมู่บ้าน..หลา...หลายคนตอนนี้ กำลัง..กำลังโดนคำสาปเลือดครับ” เสียงที่ลอดออกมาจากฟันที่กระทบกันดังกึก ๆ ทำให้ทุกคนเบิกตากว้าง ไม่มีใครคาดคิดว่า แม้แต่ดินแดนที่ทวยเทพลงมาให้พรยังมีผู้คนโดนคำสาปร้ายแรงจนล้มป่วย
“กี่คนครับ...บ้านไหนบ้าง” คิทถามอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็หันไปหาพี่ชายตัวโตพร้อมพยักหน้าเป็นสัญญาณ เจ้าหมีตัวใหญ่ที่เหมือนอ่านใจน้องชายได้ จึงรีบไปเตรียมชุดคลุมขนกระต่ายและอุปกรณ์เดินฝ่าลมหนาว
“หลา… หลายคนเลยคิท... ตอนนี้ถูกนำไป..รวมตัวกันที่อาคารกลาง...ของหมู่บ้านแล้ว มี...มีทั้ง..ลูกบ้าน...ทั้งทหาร และทาสปนอยู่ด้วย เกือบ...เกือบสามสิบคน..เลยล่ะ”
ทุกคนที่รู้เกี่ยวกับภารกิจจากทวยเทพหันมามองผู้เป็นที่รักของแผ่นดินด้วยความหวัง อนาคตของคนที่ล้มป่วยคงต้องฝากให้อยู่ในมือของคิทเสียแล้ว ในใจจึงเริ่มสวดภาวนาให้ทวยเทพอวยชัยให้เด็กคนนี้ด้วย
“ซิสเตอร์ครับ ฝากทุกคนด้วยนะ” คิทหันไปบอกลาเมื่อเห็นเจมส์เตรียมของมาพร้อมสรรพ แจคสันยังเป็นห่วงเด็กหนุ่มคนสำคัญอยู่มากจึงร้องขอให้คนสนิทติดตามไปด้วย
“พาสเวนไปด้วย ร่างกายของข้าคงฝ่าหิมะตอนนี้ออกไปไม่ได้ อย่างน้อยมีพลังแห่งแสงช่วยคุ้มครองหน่อยก็ยังดี”
“ฝากด้วยนะครับบราเธอร์สเวน” คิทพยักหน้าให้กับสหายร่วมทางอีกคน เขาเป็นบาทหลวงหนุ่มที่ติดตามแจคสันมาจากเมืองรัสเซล และเป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของหนุ่มน้อยดี
เมื่อเปิดประตูออกไป ทั้งสามก็เจอกับพายุหิมะที่กำลังโหมกระหน่ำ ละอองขาวลอยฟุ้งไปทั่ว ทัศนวิสัยย่ำแย่ยิ่งนัก ลมแรงพัดใส่ใบหน้าจนรู้สึกชา จากนั้นพลังแสงสีขาวจากบราเธอร์สเวนก็ปกคลุมไปทั่วร่างของทุกคนเพื่อป้องกันสภาพอากาศอันเลวร้าย อาการสั่นจึงหายไปมาก
“แบบนี้ไม่ทันการแน่... ยืนนิ่ง ๆ แปปนึงนะครับ” คิทใช้เท้าของตนเองขุดคุ้ยฝ่าหิมะเบื้องล่างลงไป ในใจภาวนาถึงพลังแห่งแผ่นดินจนพลังสีน้ำตาลทองเริ่มก่อตัว จากนั้นร่างกายที่ส่องสว่างก็กระทืบเท้ารุนแรงจนแผ่นดินสั่นไหว แต่พลังที่ใช้ในครั้งนี้ไม่ได้กระทบไปถึงกองหิมะที่ทับถมบนยอดเขาที่สูงแต่อย่างใด มีเพียงคลื่นกระแทกที่ทลายหิมะบนทางเดินให้เปิดทางสะดวกเท่านั้น
“ไปกันเถอะ ผมร้อนใจจะแย่แล้ว” ทางโล่งที่เปิดออกทำให้คนหนุ่มทั้งสามวิ่งรุดหน้าไปจุดหมายได้รวดเร็วจนน่าตกใจ เพียงเวลาไม่ถึงสิบห้านาที พวกเขาก็มาถึงอาคารกลางของหมู่บ้านที่มีควันไฟส่งออกมาจากปล่องอย่างต่อเนื่อง
ปัง ๆ ๆ ...
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผู้เฝ้าระวังข้างในจึงเปิดออกต้อนรับ แขกทั้งสามคนจึงได้เข้าไปหลบลมหนาวพร้อมกับสูดอากาศอบอุ่นจากเตาผิงภายใน โชคดีที่มีพลังของสเวนคอยปกป้องจึงไม่มีใครถึงขั้นหนาวสั่น
คิทถูกเชิญตัวไปยังเตียงของผู้ป่วยหลายคนทันที เจ้าตัวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ตอนนี้นอกจากจะเป็นคนสวนประจำถิ่น เชฟทำอาหาร คนหมักเหล้า คนจัดงานรื่นเริง...แล้วยังกลายเป็นเหมือนหมอมารักษาคนป่วยไปเสียอย่างนั้น
คนป่วยทุกคนตัวซีดเซียวอย่างที่ข้อมูลจากอาจารย์ทั้งหลายระบุไว้ หลังดึงผืนผ้าที่พอจะหาได้มาคลุมจมูกและปาก คิทก็ก้มหน้าลงมองคนป่วยอย่างใกล้ชิดโดยไม่รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด การกระทำของหนุ่มน้อยคนเก่งช่างแตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นซึ่งอยู่ในอาการรังเกียจจนไม่อยากเข้าใกล้ พวกเขากลัวความตายไม่รู้สาเหตุ แค่ทำใจอยู่ข้างครอบครัวที่ล้มป่วยเพราะคำสาปก็ฝืนตัวเองแทบแย่อยู่แล้ว
(หืม... ผิวหนังช้ำเลือดทั่วตัวเลย แถมสีซีดมากด้วย เกิดอะไรขึ้นกันนะ...) เมื่อตรวจผิวกายทั่วร่างเขาก็พบกับอาการประหลาด คิทจึงทำตัวเลียนแบบหมอในโลกก่อน เปิดเปลือกตาล่างเพื่อดูสี สายตาที่ชัดเจนมองเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในสภาพไม่ดีนัก เปลือกตาและตาขาวสีซีดเหลือง คนป่วยมีอาการไข้อ่อน ๆ และเจ็บไปทั่วร่าง บางคนหลับใหลไม่ได้สติ
(โรคอะไรวะ... คิดเร็ว ๆ หน่อย...) เมื่อถึงผู้ป่วยคนที่ห้า เด็กหนุ่มก็นึกได้ว่าเขาลืมตรวจอะไรไป ปากของคนป่วยจึงถูกง้างออก เผยให้เห็นเหงือกสีซีดและฟันที่เริ่มผุกร่อน เมื่อเพ่งสายตาเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด เขาก็เห็นอาการหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจตอนอ่านเรื่องราวของเหล่าโจรสลัดในนวนิยายย้อนยุคหลายเรื่อง
(อ้าวเห้ย... สเคอร์วี่? เลือดออกตามไรฟันแบบนี้ คล้ายมากจริง ๆ) คิทตัวสั่นสะท้านด้วยความดีใจ จากนั่นก็วิ่งไปตรวจอีกหลาย ๆ คนที่นอนโอดครวญอยู่ในอาคารหลังนี้ สีหน้ายินดีที่มีทำให้ผู้เฝ้ามองรู้สึกสับสน
เจ้าหนูคิทกำลังดีใจ? ดีใจเรื่องอะไรกัน!
เมื่อตรวจถึงคนสุดท้าย เขาก็มั่นใจ จากนั้นก็เริ่มสอบถามบรรดาญาติของผู้ป่วยอย่างไม่รีบร้อน พร้อมกับสังเกตสภาพร่างกายของพวกเขาไปด้วย
“ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา ที่บ้านทำอะไรกินกันบ้างเหรอครับ” แม้ทุกคนจะยังงุนงงกับพฤติกรรมของคิท แต่พวกเขาก็ให้คำตอบอย่างละเอียด ของกินของทุกครัวเรือนเป็นอาหารต้มหรือถูกตุ๋นยาวนานจนเปื่อยยุ่ย คิทพยายามนึกถึงสาเหตุที่พวกเขาขาดวิตามินซี แล้วต้นตอของปัญหาก็เริ่มกระจ่าง
เบอร์รี่เปรี้ยวหวานอร่อยที่เป็นแหล่งวิตามินซีสำหรับทุกคน มีให้หาทานได้ตลอดช่วงเวลาก่อนหน้าหนาว มันเป็นของกินแก้เบื่อจำนวนเล็กน้อยที่มักมีติดไม้ติดมือฮันเตอร์ผู้ออกล่าในผืนป่าใหญ่ อาหารพวกนั้นถูกแจกจ่ายให้ครอบครัวตนเองและคนรู้จักไปทั่ว ดังนั้นอาการป่วยจากการขาดวิตามินซีจึงไม่เกิดขึ้น
พอเข้าฤดูหนาวอันโหดร้าย ชาวบ้านก็หันไปกินอาหารตุ๋นร้อนที่เพิ่มความอบอุ่น ไฟถูกจุดมานานจนสารอาหารน้อยนิดในผักไม่กี่อย่างสูญสลายไปหมดสิ้น สิ่งที่ร่างกายต้องการจึงเริ่มขาด เหล้าที่หมักจากผลเบอร์รี่เข้มข้นก็มีจำหน่ายน้อยนัก และเพราะมันเป็นที่ต้องการของพ่อค้าทั้งหลาย จึงไม่ค่อยตกถึงท้องชาวบ้านมากเท่าไหร่
ร่างกายของชาวบ้านหลายคนเริ่มมีจุดช้ำบนผิวหนังเช่นเดียวกับคนป่วย จนคนส่วนใหญ่คิดว่าคำสาปร้ายกาจเป็นสิ่งที่ติดต่อถึงกันได้ แต่คิทกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะทุกคนที่โบสถ์ยังคงแข็งแรงดีเนื่องจากเขาต้องเตรียมอาหารอร่อยและเต็มไปด้วยขนมหวานจากผลไม้ในป่า แถมทุกคนยังได้กินอาหารที่เต็มไปด้วยวิตามินบ่อยครั้งตลอดหน้าหนาว จึงไม่มีใครป่วยจากคำสาปเลือดอันร้ายกาจ
ทุกอย่างกระจ่างแล้ว... ทวยเทพแค่ต้องการให้เขารักษาโรคเลือดออกตามไรฟันที่ง่ายดายยิ่ง
“ผมคิดว่าอาจจะรักษาได้ครับ... เดี๋ยวชงชาจากยอดสนอ่อนให้ได้ดื่มกินเพียงไม่กี่วันอาการก็คงดีขึ้นแล้ว ทุกคนที่มีผิวคล้ำหรือช้ำเลือดก็ต้องรับเครื่องดื่มนี้ไปจิบตลอดหน้าหนาวด้วยนะครับ”
“พี่เจมส์ บราเธอร์สเวน เรารีบไปดงป่าสนกันเถอะ มีของต้องเก็บมาทำชาเยอะเลยล่ะ” สหายร่วมทางที่ตามมาด้วยยังคงงุนงง แต่รอยยิ้มของคิทช่างเจิดจ้าจนยากจะปฏิเสธ
คำสาปร้ายกาจที่คร่าชีวิตผู้คนมาหลายร้อยปี แก้ได้ด้วยเครื่องดื่มจากป่าสนหรอกหรือ?
พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ข้างทางออกของปัญหาที่ใกล้แค่เอื้อมมาโดยตลอด...
เส้นทางที่ถูกเปิดเอาไว้ ทำให้ทั้งสามเดินทางได้สะดวกมากทั้งขาไปและขากลับ ยอดสนอ่อนที่ชูช่อท้าลมหนาว ถูกเก็บเกี่ยวอย่างเร่งรีบ เมื่อได้พวกมันเต็มถุงผ้าใบใหญ่ คิทก็บอกให้เจมไปเอาหม้อต้มใบเล็กกับถ้วยใส่น้ำอีกหลายใบ จากนั้นก็ออกเดินทางอีกครั้ง
วิธีชงชาจากยอดสนอ่อนให้วิตามินซีคงเหลือมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแม้แต่น้อย หิมะภายนอกถูกตักมาตั้งไฟจนละลายเป็นน้ำเดือดปุดส่งควันฉุย จากนั้นคิทก็หยิบยอดสนสีเขียวออกมาจากถุงผ้า ขยี้มันจนแหลกคามือ แล้วใส่ลงไปในถ้วยทั้งอย่างนั้น น้ำร้อนถูกเทตามลงไป แล้วเขาก็นั่งดูไอสีขาวที่พวยพุ่งเฉย ๆ ไม่ขยับเขยื้อนอยู่พักใหญ่ สายตาที่จ้องมองมาอย่างเคร่งเครียดของชาวบ้านหลายคนทำให้คิทต้องหลบหน้าไปมองอย่างอื่นที่ไม่ใช่ถ้วยน้ำตรงหน้า
นี่คือเวทมนตร์อันใด? ใส่น้ำร้อนลงในใบไม้เฉย ๆ เพียงเท่านั้น... มันจะช่วยแก้คำสาปได้จริง ๆ หรือ?
สีของเครื่องดื่มแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป มีเพียงกลิ่นสนอ่อนที่โชยมาให้คนจมูกดีบางคนได้กลิ่นเท่านั้น คิทยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อให้ทุกคนสบายใจ จากนั้นเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก็ถูกแจกจ่ายอย่างรวดเร็ว ยอดสนเล็กจิ๋วที่มีในถุงผ้าเริ่มน้อยลงแล้ว แต่เขาก็ไม่กังวลแต่อย่างใด ป่าใหญ่ของเทพีฟอริสมีต้นสนอยู่มากกว่าครึ่ง จึงไม่ต้องกลัวว่าจะขาดเครื่องดื่มประเภทนี้ในอนาคต
เครื่องดื่มร้อนเหม็นเขียวกลิ่นสนในป่าใหญ่ เป็นสิ่งที่หนุ่มน้อยต้องจิบเกือบทั้งวันเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัย ลิ้นเริ่มชินกับความขมและกลิ่นของมันแล้ว อย่างน้อยเขาก็เชื่อมั่นว่ามันดื่มได้ ในใจได้แต่คาดหวังว่าพืชชนิดนี้จะมีวิตามินซีอยู่มาก เหมือนเช่นไวท์ไพน์ที่อยู่บนโลกใบเก่า
(อา... หวังว่าพี่ชายในสารคดีคนนั้นจะพูดถูกนะ...)
หลายวันหลังจากนั้น คิทจึงต้องแวะเวียนมานอนเล่นที่อาคารกลางของหมู่บ้านบ่อยครั้ง ไม่ต้องร่ำเรียนกับซิสเตอร์จนปวดหัวเหมือนเคย... นี่เป็นภารกิจที่ วิน-วิน สำหรับหนุ่มน้อยจอมขี้เกียจเป็นอย่างยิ่ง
สองวัน... ทุกคนที่ป่วยหนักก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ห้าวัน... ร่างกายไม่เจ็บปวดอีกแล้ว ไข้รุมเร้าเริ่มหายไป เลือดที่ไหลออกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายหยุดลงแล้ว
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ ทุกคนก็ลุกขึ้นจากเตียงได้ แถมยังกินอาหารได้ตามปกติ
สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องดื่มยังคงมีอย่างพอเพียง และการดื่มน้ำจากใบไม้ที่แสนจะเรียบง่ายก็กลายเป็นนิสัยประจำตัวของชาวบ้านหลังกินอาหารแต่ละมื้อ กลิ่นของชายอดสนอ่อนที่เคยให้ความรู้สึกพะอืดพะอมกลายเป็นรสชาติที่ถูกปากในเวลาต่อมา
พายุลมหนาวที่ยังพัดพาอยู่ภายนอกไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป
คำสาปอันร้ายกาจได้รับการแก้ไขแล้ว ด้วยยอดไม้สีเขียวเพียงแค่หยิบมือ
สาระน่ารู้
ไวท์ไพน์ หรือสนขาว มียอดอ่อนที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินเอและซีจริง ๆ นะ
เห็นว่ามีวิตามินเอมากอยู่ ช่วยบำรุงสายตาได้ดีเช่นกัน
จากการค้นคว้าของไรท์พบว่าวิตามินซีในยอดสนอ่อนที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pinus Strobus หรืออีกพันธุ์คือ Pinus Sylvestris (รวมไปถึงสนพันธุ์อื่นที่กินได้) มีวิตามินมากกว่าส้มอยู่ที่ 3 -5 เท่าเลยทีเดียว (บางแหล่งก็ว่าปริมาณมันค่อนข้างแปรปรวนแล้วแต่สภาพท้องถิ่นและส่วนของต้นพืช) เป็นพืชที่ใช้ชงเป็นชาเพื่อเอาตัวรอดในป่าแถบเขตที่มีต้นสนขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม... ต้องศึกษาพันธุ์สนดี ๆ นะครับ
เดินป่าแล้วหยิบมากินมั่ว ๆ จะทำให้มีปัญหาได้ เพราะบางพันธุ์มันกินไม่ได้จ้า
(รูป) ใครสนใจอยากเห็นรูปของยอดสนที่กินได้ ลองพิมพ์ชื่อทางวิทยาศาสตร์เพื่อดูรูปเพิ่มเติมในกูเกิ้ลดูนะครับPinus Strobus (รูปแรก) กับ Pinus Sylvestris (รูปที่สอง) ครับผม
ขออภัยฮะ แทรกรูปไม่ได้