เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 111 เฝ้ามองอยู่ไกล ๆ

    ‘หากเป็นเมื่อก่อนข้าคงพุ่งตัวไปแนวหน้า  ทว่าครั้งนี้ข้าจะให้พวกเจ้าลุยก่อนก็แล้วกัน  รอจนกระทั่งใกล้จะสำเร็จ  แล้วข้าค่อยดอดเข้าไปจัดการให้ลุล่วงและยั่วโมโหพวกเจ้า!’


    หลงเฉินมีแผนการในใจและอำพรางตัวเอาไว้เพื่อรอดูเหตุการณ์  ไม่มีใครสักคนที่คิดว่าจะมียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ท่ามกลางพวกเขา


    ด้วยคำสั่งของเหล่าผู้นำ  ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นต่างล่าถอยไปอยู่ด้านข้าง  กระทั่งเหลือเพียงยอดฝีมือในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ราวสิบคนเท่านั้น


    จำนวนคนนั้นมากเกินพอที่จะรับมือกับสัตว์อสูรกร่อนจิต  สำหรับพวกเขาแล้ว การสังหารสัตว์อสูรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เท่านั้น  หลังจากที่มันตายแล้วยังมีอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุด --- การแข่งขันแย่งชิงกระบี่แก้วสิขร


    หลังจากการตายของสัตว์อสูรตัวนี้  เป็นที่รู้กันว่ายอดฝีมือที่โดดเด่นในระดับแก่นมนุษย์จากเหล่ามรกตจะต้องแก่งแย่งกันอย่างไร้ความปรานี  ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้อันดุเดือด!


    ก่อนที่เฟิงอู่เทียนและฉู่ยวิ๋นเหยาจะลงมือ  ผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์คนหนึ่งก็เหวี่ยงหมัดใส่สัตว์อสูรกร่อนจิตอย่างฉับพลัน


    เห็นได้ชัดว่ามันคือทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นต้น ยอดฝีมือผู้นี้ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ พลังอันรุนแรงนั้นทำให้สัตว์อสูรร้องคำรามออกมาเบา ๆ


    ทันใดนั้นเอง  สัตว์อสูรกร่อนจิตแปรเปลี่ยนเป็นร่างเงาและพุ่งเข้าใส่ยอดฝีมือผู้นั้นด้วยความเร็วที่มากกว่าเขานับสิบเท่า  ความรวดเร็วนั้นทำให้หลงเฉินรู้สึกตะลึงไม่น้อย


    ‘สมกับเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่จริง ๆ ความเร็วเช่นนี้ คนผู้นั้นคงไม่รอดแน่...’


    เมื่อความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในใจ ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็เห็นคนผู้นั้นถูกสัตว์อสูรกร่อนจิตวิ่งเข้าใส่  เขาดูซีดเผือดอย่างมากก่อนจะเกิดการปะทะอย่างรุนแรง


    มันคือการโจมตีธรรมดา ๆ ของสัตว์อสูรกร่อนจิต  เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกคนต่างนิ่วหน้า  ทันใดนั้น น้ำเสียงที่ชัดเจนของฉู่ยวิ๋นเหยาก็ดังขึ้น


    “ทุกคน โจมตีมันจากรอบทิศทางเลยเถอะ ข้าคิดว่าสัตว์อสูรตัวนี้สามารถรับมือการโจมตีของพวกเราได้!”


    หลงเฉินพบว่าเด็กสาวผู้นี้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผน  เมื่อเสียงของนางดังขึ้น  ยอดฝีมือที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ทุกคนต่างก็มองหน้ากันก่อนจะคำรามก้อง  จากนั้นก็จู่โจมเข้าใส่สัตว์อสูรอย่างรุนแรง!


    การโจมตีของคนนับสิบนั้นทรงพลังอย่างมาก  หากหลงเฉินต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้เขาคงบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตาม  สัตว์อสูรกร่อนจิตกลับมีท่าทีสงบและไม่สะทกสะท้านใด ๆ


    มันเหลือบมองกลุ่มคนและทันใดนั้นเอง  คลื่นพลังแปลกประหลาดก็ปะทุออกมาจากร่างของมัน  ด้วยเสียงหวีดร้องที่ดุร้ายและลากยาว  หมอกสีดำก็พวยพุ่งออกมาจากปากของมัน  หมอกสีดำนั้นดูราวกับงูตัวยาวที่เลื้อยเข้าใส่ผู้โจมตี  สีหน้าของฉู่ยวิ๋นเหยาเปลี่ยนไป  นางรีบร้องออกมา


    “หนีไป!  มันคือ ‘อสูรกร่อนจิต’!”


    ผู้ที่มาที่นี่ต่างมีความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรกร่อนจิตเป็นอย่างดี  พวกเขาย่อมรู้เกี่ยวกับการโจมตีอันเป็นเอกลักษณ์นี้รวมทั้งผลที่จะตามมา  ทุกคนรีบล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว คำพูดของฉู่ยวิ๋นเหยานั้นหนักแน่นเช่นเดียวกับความแข็งแกร่งที่นางมี  และมันก็ทำให้สัตว์อสูรกร่อนจิตพุ่งความสนใจมาที่นาง


    ด้วยดวงตาสีแดงเข้มที่จับจ้อง  ร่างของมันก็พุ่งเข้ามาราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศรและตรงมาที่นาง! เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอันทรงพลัง ฉู่ยวิ๋นเหยายังคงสงบนิ่ง  แสดงให้เห็นว่าความเข้มแข็งในจิตใจของนางนั้นเป็นสิ่งที่หลิวหลิงมิอาจเทียบได้


    ชั่วขณะนั้น สัตว์อสูรก็กางกรงเล็บของมันและกวัดแกว่งไปมา  ลำแสงสีดำไร้ที่สิ้นสุดแผ่ออกมาจากกรงเล็บเหล่านั้น  เห็นได้ชัดว่าการโจมตีนี้เทียบได้กับทักษะยุทธ์และดูเหมือนจะไม่ได้ด้อยกว่าเลยสักนิด


    ‘นี่จะต้องเป็นกรงเล็บอสูรในตำนานของสัตว์อสูรกร่อนจิตแน่ ๆ’


    ท่าทีของฉู่ยวิ๋นเหยายังคงไม่เปลี่ยนแปลง  หลงเฉินเห็นวัตถุสีขาวบริสุทธิ์ราวหยกปรากฏขึ้นในมือของนาง  นางชูมันขึ้นและแสงวาบจากกระบี่เล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่สัตว์อสูร!


    “[เงากระบี่ใจพิสุทธิ์]!”


    แสงประกายนั้นเป็นดั่งคลื่นที่ขัดขวางมิให้สัตว์อสูรกร่อนจิตเคลื่อนไหว  เมื่อเห็นการโจมตีนั้น คิ้วของหลงเฉินก็ขมวดแน่น


    ‘กระบี่เล่มนั้นน่าจะเป็นกระบี่วิญญาณระดับลึกล้ำขั้นต้น  บอกไม่ได้เลยว่าข้าจะรับมือกับการโจมตีของนางได้หรือไม่...’


    หลงเฉินคิดว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่เฝ้ามองการต่อสู้จากระยะไกล  แต่เขาพอรู้ว่าไม่ไกลจากเขามากนัก  มีคนแปดคนกำลังเฝ้ามองพลางพูดคุยและหัวเราะกัน


    “วิชา [เงากระบี่ใจพิสุทธิ์] ของคุณหนูยวิ๋นเหยานั้นเก่งกาจจนใกล้จะสมบูรณ์แบบแล้ว  ในระดับแก่นมนุษย์ถือได้ว่านางไร้เทียมทานจริง ๆ”


    หน้าอกอันงดงามของหลิวหลานกระเพื่อมขณะที่นางพูด  ดวงตาน่าหลงใหลของนางจับจ้องไปที่การต่อสู้  พวกเขาคือผู้คุมกฎของสำนักทั้งแปด  พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวออกมาตลอดการแข่งขัน  แต่เมื่อสัตว์อสูรกร่อนจิตโผล่ออกมาแล้ว  พวกเขาจึงปรากฏตัวขึ้นและเฝ้ามองจากระยะไกล  สาเหตุที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อรับมือกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด


     “ไม่หรอก หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้คุมกฎหลิวกล่าวชมเกินไป  เฟิงอู่เทียนจากสำนักสุริยันมรกตเองก็มีสายเลือดของวิหคแดงซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างมาก  เขาอายุมากกว่าคุณหนูยวิ๋นเหยาและยังมีประสบการณ์การต่อสู้มากกว่า  ผู้ชนะในการแข่งขันนี้คงเป็นของสำนักสุริยันมรกตอย่างแน่นอน”


    เมื่อมองไปยังคนผู้นั้น นางก็พบว่าเขากำลังจ้องมองเรือนร่างเย้ายวนของนางอยู่  หลิวหลานยิ้มเล็กน้อยและไม่ได้ใส่ใจชายผู้ที่กำลังลวนลามร่างกายของนางด้วยสายตา  นางจึงหันไปสนใจอย่างอื่นแทน


    “น่าแปลกจริง  เหตุใดถึงคนจากสำนักคมมีดมรกตยังมาไม่ถึงกันนะ?”


    คนผู้นั้นมองไปรอบ ๆ และเมื่อตระหนักได้ว่าหลิวหลานกำลังพูดกับเขาอยู่  เขาจึงแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น


    “เจ้าเด็กพวกนั้นอาจจะอยู่ห่างออกไป  ข้าแน่ใจว่าอีกประเดี๋ยวพวกเขาก็คงมาถึง”


    “เช่นนั้นรึ?  ข้านึกว่าพวกเขาวางแผนให้การต่อสู้จบสิ้นแล้วค่อยมาถึง  จากนั้นก็ฮุบเอาของที่ทุกคนต่างพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาเสียอีก”


    คำพูดของหลิวหลานนั้นฟังดูยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนอื่น ๆ ต่างผงะไปตาม ๆ กัน  อย่างไรก็ตาม  หากฉู่ยวิ๋นเหยาแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์  หลิวหลานก็ถือได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในระดับแก่นปฐพี


    เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิวหลานจึงทำได้เพียงเก็บอาการรำคาญใจเอาไว้  ระหว่างนั้น  ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย


    [เงากระบี่ใจพิสุทธิ์] ของฉู่ยวิ๋นเหยาปะทะกับกรงเล็บของสัตว์อสูรกร่อนจิต  ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและกันไม่ให้สัตว์อสูรเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ได้มากกว่านั้น  ฉู่ยวิ๋นเหยาล่าถอยไปและตะโกนบอกคนอื่น ๆ 


    “ทุกคน  มาร่วมมือกันเถอะ!”


    สำนักจักรพรรดิมรกตเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเหล่ามรกต  นอกจากนี้ ฉู่ยวิ๋นเหยายังเป็นกำลังสำคัญของที่นั่น  จึงเป็นเหตุให้ทุกคนเชื่อฟังคำพูดของนาง  มีคนเพียงไม่กี่คนที่หวังจะให้นางได้รับบาดเจ็บเพียงเพื่อที่พวกเขาจะได้ครอบครองกระบี่แก้วสิขรและฉวยโอกาสในสถานการณ์นี้


    อย่างไรก็ตาม  หากนางได้รับบาดเจ็บมากเกินไป  พวกเขาก็อาจจะต้องจบชีวิตลงที่นี่เช่นกัน ซึ่งถือเป็นการพ่ายแพ้ต่อวัตถุประสงค์ที่มาที่นี่  ดังนั้นทุกคนรวมทั้งเฟิงอู่เทียนจึงเลือกที่จะต่อสู้


    หลงเฉินรู้ว่าเฟิงอู่เทียนเป็นคนหยิ่งยโส  เมื่อฉู่ยวิ๋นเหยาขโมยบทบาทอันโดดเด่นไป  เฟิงอู่เทียนที่เป็นยอดฝีมืออีกคนหนึ่งจึงรู้สึกรำคาญใจไม่น้อย  เขาระเบิดพลังออกมาและปีกมายาสีแดงเพลิงก็ปรากฏขึ้นบนหลังของเขา!


    เฟิงอู่เทียนกระพือปีกเล็กน้อยและพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าทุกคน  เขาเหวี่ยงหมัดใส่หัวของสัตว์อสูรจนเกิดเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น


    ตู้ม !!


    “โฮกกก...!!”


    สัตว์อสูรกร่อนจิตร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและล่าถอยไป  เลือดไหลลงมาจากหน้าผากของมัน   ขนของมันลุกเป็นไฟด้วยการโจมตีของเฟิงอู่เทียน  นี่เป็นครั้งแรกที่สัตว์อสูรกร่อนจิตได้รับบาดเจ็บจึงทำให้มันเกรี้ยวกราด  ก่อนหน้านี้มันพุ่งเป้าไปที่ฉู่ยวิ๋นเหยา  แต่เมื่อถูกเฟิงอู่เทียนโจมตี  ดวงตาสีแดงของมันก็จับจ้องไปที่เขาแทน


    เฟิงอู่เทียนตระหนักดีว่าสถานการณ์ไม่เข้าข้างเขานัก  แต่หลิวหลิงที่อยู่ด้านหลังกลับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นเฟิงอู่เทียนสำแดงฝีมือและเป็นคนแรกที่ทำให้สัตว์อสูรบาดเจ็บ


    “พี่อู่เทียน  ท่านนี่สุดยอดไปเลย!”


    ในตอนนี้สัตว์อสูรกร่อนจิตไม่ได้มองคนอื่น ๆ เลย มันต้องการบดขยี้ผู้ที่ทำให้มันได้รับบาดเจ็บ  เฟิงอู่เทียนตระหนักเรื่องนี้ดีและรู้สึกเสียใจที่ทำลงไป  แต่ถึงกระนั้นมันก็สายไปเสียแล้ว  ดังนั้นเขาจึงกัดฟันและพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรกร่อนจิตอีกครั้ง!


    ปีกวิหคแดงที่หลังของเขาโดดเด่นอย่างมาก  และเมื่อมันกระพือเฟิงอู่เทียนก็เริ่มลอยตัวต่ำ  ขณะที่บินอยู่นั้นพลังปราณของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่ส่งเสียงฉ่าอยู่ข้าง ๆ จากนั้นมันก็กลายร่างเป็นวิหคเพลิงในฝ่ามือของเขา!


    “[บัญญัติวิหคแดง]! … [พู่ขนวิหควิญญาณ]!”


    ภายใต้การควบคุมของเขา  วิหคเพลิงบินเข้าหาสัตว์อสูรกร่อนจิตและระเบิดตัวแปรเปลี่ยนเป็นพู่ขนนกมากมายที่ลุกเป็นไฟและร่วงหล่นลงมาบนร่างของสัตว์อสูร  เมื่อเห็นการโจมตีที่เป็นวงกว้างเช่นนี้  สัตว์อสูรกร่อนจิตจึงส่งเสียงร้องและความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


    แต่มันกลับหลบหลีกขนวิหควิญญาณได้เกือบทั้งหมด ขณะที่มันวิ่งหนีมันก็คายหมอกสีดำออกมาและพุ่งไปทางเฟิงอู่เทียน  หมอกที่พวยพุ่งออกมาไม่ใช่เรื่องดีต่อทุกสิ่งที่มันสัมผัสอย่างแน่นอน  เมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรกร่อนจิตพุ่งเป้ามาที่เขา  เฟิงอู่เทียนรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย


    อย่างไรก็ตาม  เขาเป็นคนที่ทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้  สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการป้องกันการโจมตีของมัน!


    “ทุกคน ข้าขอยืมพลังจากพวกเจ้าหน่อยเถอะ!”


    ขณะที่สัตว์อสูรกร่อนจิตกำลังจับจ้องเล่นงานเฟิงอู่เทียนเพียงคนเดียว  จึงเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับคนอื่น ๆ เพราะสัตว์อสูรกร่อนจิตไม่สนใจการโจมตีจากผู้อื่นเลย  ซึ่งหมายความว่าในระหว่างนั้นพวกเขาสามารถใช้โอกาสนี้สังหารเจ้าสัตว์อสูรได้!


    หลังจากมองหน้ากันและพบแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟของพวกเขา  ฉู่ยวิ๋นเหยาก็นำทุกคนพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรกร่อนจิต  ทว่าสิ่งที่ทุกคนไม่ทันสังเกตคือความแข็งกร้าวในสายตาของนาง


    ‘ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะปัดป้องการโจมตีจากเพลงกระบี่ระดับลึกล้ำขั้นกลางได้!’


    ขณะที่สัตว์อสูรกร่อนจิตใช้หมอกพิษกร่อนจิตโจมตีเฟิงอู่เทียน  ทุกคนก็ใช้การโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของตนเองกระหน่ำไปที่ร่างของมัน  ซึ่งการโจมตีของฉู่ยวิ๋นเหยานั้นน่าสะพรึงกลัวที่สุด!


    *********************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน