‘หากเป็นเมื่อก่อนข้าคงพุ่งตัวไปแนวหน้า ทว่าครั้งนี้ข้าจะให้พวกเจ้าลุยก่อนก็แล้วกัน รอจนกระทั่งใกล้จะสำเร็จ แล้วข้าค่อยดอดเข้าไปจัดการให้ลุล่วงและยั่วโมโหพวกเจ้า!’
หลงเฉินมีแผนการในใจและอำพรางตัวเอาไว้เพื่อรอดูเหตุการณ์ ไม่มีใครสักคนที่คิดว่าจะมียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ท่ามกลางพวกเขา
ด้วยคำสั่งของเหล่าผู้นำ ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นต่างล่าถอยไปอยู่ด้านข้าง กระทั่งเหลือเพียงยอดฝีมือในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ราวสิบคนเท่านั้น
จำนวนคนนั้นมากเกินพอที่จะรับมือกับสัตว์อสูรกร่อนจิต สำหรับพวกเขาแล้ว การสังหารสัตว์อสูรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เท่านั้น หลังจากที่มันตายแล้วยังมีอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุด --- การแข่งขันแย่งชิงกระบี่แก้วสิขร
หลังจากการตายของสัตว์อสูรตัวนี้ เป็นที่รู้กันว่ายอดฝีมือที่โดดเด่นในระดับแก่นมนุษย์จากเหล่ามรกตจะต้องแก่งแย่งกันอย่างไร้ความปรานี ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้อันดุเดือด!
ก่อนที่เฟิงอู่เทียนและฉู่ยวิ๋นเหยาจะลงมือ ผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์คนหนึ่งก็เหวี่ยงหมัดใส่สัตว์อสูรกร่อนจิตอย่างฉับพลัน
เห็นได้ชัดว่ามันคือทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นต้น ยอดฝีมือผู้นี้ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ พลังอันรุนแรงนั้นทำให้สัตว์อสูรร้องคำรามออกมาเบา ๆ
ทันใดนั้นเอง สัตว์อสูรกร่อนจิตแปรเปลี่ยนเป็นร่างเงาและพุ่งเข้าใส่ยอดฝีมือผู้นั้นด้วยความเร็วที่มากกว่าเขานับสิบเท่า ความรวดเร็วนั้นทำให้หลงเฉินรู้สึกตะลึงไม่น้อย
‘สมกับเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่จริง ๆ ความเร็วเช่นนี้ คนผู้นั้นคงไม่รอดแน่...’
เมื่อความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในใจ ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็เห็นคนผู้นั้นถูกสัตว์อสูรกร่อนจิตวิ่งเข้าใส่ เขาดูซีดเผือดอย่างมากก่อนจะเกิดการปะทะอย่างรุนแรง
มันคือการโจมตีธรรมดา ๆ ของสัตว์อสูรกร่อนจิต เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกคนต่างนิ่วหน้า ทันใดนั้น น้ำเสียงที่ชัดเจนของฉู่ยวิ๋นเหยาก็ดังขึ้น
“ทุกคน โจมตีมันจากรอบทิศทางเลยเถอะ ข้าคิดว่าสัตว์อสูรตัวนี้สามารถรับมือการโจมตีของพวกเราได้!”
หลงเฉินพบว่าเด็กสาวผู้นี้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผน เมื่อเสียงของนางดังขึ้น ยอดฝีมือที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ทุกคนต่างก็มองหน้ากันก่อนจะคำรามก้อง จากนั้นก็จู่โจมเข้าใส่สัตว์อสูรอย่างรุนแรง!
การโจมตีของคนนับสิบนั้นทรงพลังอย่างมาก หากหลงเฉินต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้เขาคงบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สัตว์อสูรกร่อนจิตกลับมีท่าทีสงบและไม่สะทกสะท้านใด ๆ
มันเหลือบมองกลุ่มคนและทันใดนั้นเอง คลื่นพลังแปลกประหลาดก็ปะทุออกมาจากร่างของมัน ด้วยเสียงหวีดร้องที่ดุร้ายและลากยาว หมอกสีดำก็พวยพุ่งออกมาจากปากของมัน หมอกสีดำนั้นดูราวกับงูตัวยาวที่เลื้อยเข้าใส่ผู้โจมตี สีหน้าของฉู่ยวิ๋นเหยาเปลี่ยนไป นางรีบร้องออกมา
“หนีไป! มันคือ ‘อสูรกร่อนจิต’!”
ผู้ที่มาที่นี่ต่างมีความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรกร่อนจิตเป็นอย่างดี พวกเขาย่อมรู้เกี่ยวกับการโจมตีอันเป็นเอกลักษณ์นี้รวมทั้งผลที่จะตามมา ทุกคนรีบล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว คำพูดของฉู่ยวิ๋นเหยานั้นหนักแน่นเช่นเดียวกับความแข็งแกร่งที่นางมี และมันก็ทำให้สัตว์อสูรกร่อนจิตพุ่งความสนใจมาที่นาง
ด้วยดวงตาสีแดงเข้มที่จับจ้อง ร่างของมันก็พุ่งเข้ามาราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศรและตรงมาที่นาง! เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอันทรงพลัง ฉู่ยวิ๋นเหยายังคงสงบนิ่ง แสดงให้เห็นว่าความเข้มแข็งในจิตใจของนางนั้นเป็นสิ่งที่หลิวหลิงมิอาจเทียบได้
ชั่วขณะนั้น สัตว์อสูรก็กางกรงเล็บของมันและกวัดแกว่งไปมา ลำแสงสีดำไร้ที่สิ้นสุดแผ่ออกมาจากกรงเล็บเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าการโจมตีนี้เทียบได้กับทักษะยุทธ์และดูเหมือนจะไม่ได้ด้อยกว่าเลยสักนิด
‘นี่จะต้องเป็นกรงเล็บอสูรในตำนานของสัตว์อสูรกร่อนจิตแน่ ๆ’
ท่าทีของฉู่ยวิ๋นเหยายังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลงเฉินเห็นวัตถุสีขาวบริสุทธิ์ราวหยกปรากฏขึ้นในมือของนาง นางชูมันขึ้นและแสงวาบจากกระบี่เล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่สัตว์อสูร!
“[เงากระบี่ใจพิสุทธิ์]!”
แสงประกายนั้นเป็นดั่งคลื่นที่ขัดขวางมิให้สัตว์อสูรกร่อนจิตเคลื่อนไหว เมื่อเห็นการโจมตีนั้น คิ้วของหลงเฉินก็ขมวดแน่น
‘กระบี่เล่มนั้นน่าจะเป็นกระบี่วิญญาณระดับลึกล้ำขั้นต้น บอกไม่ได้เลยว่าข้าจะรับมือกับการโจมตีของนางได้หรือไม่...’
หลงเฉินคิดว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่เฝ้ามองการต่อสู้จากระยะไกล แต่เขาพอรู้ว่าไม่ไกลจากเขามากนัก มีคนแปดคนกำลังเฝ้ามองพลางพูดคุยและหัวเราะกัน
“วิชา [เงากระบี่ใจพิสุทธิ์] ของคุณหนูยวิ๋นเหยานั้นเก่งกาจจนใกล้จะสมบูรณ์แบบแล้ว ในระดับแก่นมนุษย์ถือได้ว่านางไร้เทียมทานจริง ๆ”
หน้าอกอันงดงามของหลิวหลานกระเพื่อมขณะที่นางพูด ดวงตาน่าหลงใหลของนางจับจ้องไปที่การต่อสู้ พวกเขาคือผู้คุมกฎของสำนักทั้งแปด พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวออกมาตลอดการแข่งขัน แต่เมื่อสัตว์อสูรกร่อนจิตโผล่ออกมาแล้ว พวกเขาจึงปรากฏตัวขึ้นและเฝ้ามองจากระยะไกล สาเหตุที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อรับมือกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
“ไม่หรอก หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้คุมกฎหลิวกล่าวชมเกินไป เฟิงอู่เทียนจากสำนักสุริยันมรกตเองก็มีสายเลือดของวิหคแดงซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างมาก เขาอายุมากกว่าคุณหนูยวิ๋นเหยาและยังมีประสบการณ์การต่อสู้มากกว่า ผู้ชนะในการแข่งขันนี้คงเป็นของสำนักสุริยันมรกตอย่างแน่นอน”
เมื่อมองไปยังคนผู้นั้น นางก็พบว่าเขากำลังจ้องมองเรือนร่างเย้ายวนของนางอยู่ หลิวหลานยิ้มเล็กน้อยและไม่ได้ใส่ใจชายผู้ที่กำลังลวนลามร่างกายของนางด้วยสายตา นางจึงหันไปสนใจอย่างอื่นแทน
“น่าแปลกจริง เหตุใดถึงคนจากสำนักคมมีดมรกตยังมาไม่ถึงกันนะ?”
คนผู้นั้นมองไปรอบ ๆ และเมื่อตระหนักได้ว่าหลิวหลานกำลังพูดกับเขาอยู่ เขาจึงแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น
“เจ้าเด็กพวกนั้นอาจจะอยู่ห่างออกไป ข้าแน่ใจว่าอีกประเดี๋ยวพวกเขาก็คงมาถึง”
“เช่นนั้นรึ? ข้านึกว่าพวกเขาวางแผนให้การต่อสู้จบสิ้นแล้วค่อยมาถึง จากนั้นก็ฮุบเอาของที่ทุกคนต่างพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาเสียอีก”
คำพูดของหลิวหลานนั้นฟังดูยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนอื่น ๆ ต่างผงะไปตาม ๆ กัน อย่างไรก็ตาม หากฉู่ยวิ๋นเหยาแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ หลิวหลานก็ถือได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในระดับแก่นปฐพี
เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิวหลานจึงทำได้เพียงเก็บอาการรำคาญใจเอาไว้ ระหว่างนั้น ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
[เงากระบี่ใจพิสุทธิ์] ของฉู่ยวิ๋นเหยาปะทะกับกรงเล็บของสัตว์อสูรกร่อนจิต ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและกันไม่ให้สัตว์อสูรเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ได้มากกว่านั้น ฉู่ยวิ๋นเหยาล่าถอยไปและตะโกนบอกคนอื่น ๆ
“ทุกคน มาร่วมมือกันเถอะ!”
สำนักจักรพรรดิมรกตเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเหล่ามรกต นอกจากนี้ ฉู่ยวิ๋นเหยายังเป็นกำลังสำคัญของที่นั่น จึงเป็นเหตุให้ทุกคนเชื่อฟังคำพูดของนาง มีคนเพียงไม่กี่คนที่หวังจะให้นางได้รับบาดเจ็บเพียงเพื่อที่พวกเขาจะได้ครอบครองกระบี่แก้วสิขรและฉวยโอกาสในสถานการณ์นี้
อย่างไรก็ตาม หากนางได้รับบาดเจ็บมากเกินไป พวกเขาก็อาจจะต้องจบชีวิตลงที่นี่เช่นกัน ซึ่งถือเป็นการพ่ายแพ้ต่อวัตถุประสงค์ที่มาที่นี่ ดังนั้นทุกคนรวมทั้งเฟิงอู่เทียนจึงเลือกที่จะต่อสู้
หลงเฉินรู้ว่าเฟิงอู่เทียนเป็นคนหยิ่งยโส เมื่อฉู่ยวิ๋นเหยาขโมยบทบาทอันโดดเด่นไป เฟิงอู่เทียนที่เป็นยอดฝีมืออีกคนหนึ่งจึงรู้สึกรำคาญใจไม่น้อย เขาระเบิดพลังออกมาและปีกมายาสีแดงเพลิงก็ปรากฏขึ้นบนหลังของเขา!
เฟิงอู่เทียนกระพือปีกเล็กน้อยและพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าทุกคน เขาเหวี่ยงหมัดใส่หัวของสัตว์อสูรจนเกิดเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น
ตู้ม !!
“โฮกกก...!!”
สัตว์อสูรกร่อนจิตร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและล่าถอยไป เลือดไหลลงมาจากหน้าผากของมัน ขนของมันลุกเป็นไฟด้วยการโจมตีของเฟิงอู่เทียน นี่เป็นครั้งแรกที่สัตว์อสูรกร่อนจิตได้รับบาดเจ็บจึงทำให้มันเกรี้ยวกราด ก่อนหน้านี้มันพุ่งเป้าไปที่ฉู่ยวิ๋นเหยา แต่เมื่อถูกเฟิงอู่เทียนโจมตี ดวงตาสีแดงของมันก็จับจ้องไปที่เขาแทน
เฟิงอู่เทียนตระหนักดีว่าสถานการณ์ไม่เข้าข้างเขานัก แต่หลิวหลิงที่อยู่ด้านหลังกลับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นเฟิงอู่เทียนสำแดงฝีมือและเป็นคนแรกที่ทำให้สัตว์อสูรบาดเจ็บ
“พี่อู่เทียน ท่านนี่สุดยอดไปเลย!”
ในตอนนี้สัตว์อสูรกร่อนจิตไม่ได้มองคนอื่น ๆ เลย มันต้องการบดขยี้ผู้ที่ทำให้มันได้รับบาดเจ็บ เฟิงอู่เทียนตระหนักเรื่องนี้ดีและรู้สึกเสียใจที่ทำลงไป แต่ถึงกระนั้นมันก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้นเขาจึงกัดฟันและพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรกร่อนจิตอีกครั้ง!
ปีกวิหคแดงที่หลังของเขาโดดเด่นอย่างมาก และเมื่อมันกระพือเฟิงอู่เทียนก็เริ่มลอยตัวต่ำ ขณะที่บินอยู่นั้นพลังปราณของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่ส่งเสียงฉ่าอยู่ข้าง ๆ จากนั้นมันก็กลายร่างเป็นวิหคเพลิงในฝ่ามือของเขา!
“[บัญญัติวิหคแดง]! … [พู่ขนวิหควิญญาณ]!”
ภายใต้การควบคุมของเขา วิหคเพลิงบินเข้าหาสัตว์อสูรกร่อนจิตและระเบิดตัวแปรเปลี่ยนเป็นพู่ขนนกมากมายที่ลุกเป็นไฟและร่วงหล่นลงมาบนร่างของสัตว์อสูร เมื่อเห็นการโจมตีที่เป็นวงกว้างเช่นนี้ สัตว์อสูรกร่อนจิตจึงส่งเสียงร้องและความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่มันกลับหลบหลีกขนวิหควิญญาณได้เกือบทั้งหมด ขณะที่มันวิ่งหนีมันก็คายหมอกสีดำออกมาและพุ่งไปทางเฟิงอู่เทียน หมอกที่พวยพุ่งออกมาไม่ใช่เรื่องดีต่อทุกสิ่งที่มันสัมผัสอย่างแน่นอน เมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรกร่อนจิตพุ่งเป้ามาที่เขา เฟิงอู่เทียนรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เขาเป็นคนที่ทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการป้องกันการโจมตีของมัน!
“ทุกคน ข้าขอยืมพลังจากพวกเจ้าหน่อยเถอะ!”
ขณะที่สัตว์อสูรกร่อนจิตกำลังจับจ้องเล่นงานเฟิงอู่เทียนเพียงคนเดียว จึงเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับคนอื่น ๆ เพราะสัตว์อสูรกร่อนจิตไม่สนใจการโจมตีจากผู้อื่นเลย ซึ่งหมายความว่าในระหว่างนั้นพวกเขาสามารถใช้โอกาสนี้สังหารเจ้าสัตว์อสูรได้!
หลังจากมองหน้ากันและพบแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟของพวกเขา ฉู่ยวิ๋นเหยาก็นำทุกคนพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรกร่อนจิต ทว่าสิ่งที่ทุกคนไม่ทันสังเกตคือความแข็งกร้าวในสายตาของนาง
‘ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะปัดป้องการโจมตีจากเพลงกระบี่ระดับลึกล้ำขั้นกลางได้!’
ขณะที่สัตว์อสูรกร่อนจิตใช้หมอกพิษกร่อนจิตโจมตีเฟิงอู่เทียน ทุกคนก็ใช้การโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของตนเองกระหน่ำไปที่ร่างของมัน ซึ่งการโจมตีของฉู่ยวิ๋นเหยานั้นน่าสะพรึงกลัวที่สุด!
*********************