จูนกับอันนารู้สึกตกใจจนแทบตั้งตัวไม่ถูก สำหรับหญิงสาวชาวบ้านอย่างพวกเธอขุนนางเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อม ถึงแม้ว่าทุกๆ วันจะมีเจ้าชายมาอยู่กับพวกเธอก็เถอะ แต่เธอไม่ค่อยอยากจะนับเจ้าชายที่แทบจะนอนกลางดินกินกลางทรายปะปนกับพวกขุนนางเหล่านี้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะขุนนางที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้เป็นถึงคนที่ครบตำแหน่งแม่ทัพอยู่ด้วย
จูนกับอันนารีบทำการถอนสายบัวอย่างเคอะเขิน
“ “ยะยินดีที่รู้จักเช่นกันค่ะจูน(อันนา)ค่ะ” ” พวกเธอต่างพูดออกมาพร้อมกัน
บารอนเอเดรียนยิ้มให้พวกเธอก่อนจะพูดว่า
“จากนี้ก็ฝากด้วยนะครับอนาคตของเมืองไพร์ล็อกอยู่ในมือพวกคุณแล้ว”
จูนกับอันนาก็ยิ่งไปไม่เป็นเมื่อได้ยินเช่นนั้น อยู่ๆ อีกฝ่ายจะมาบอกว่าอนาคตของเมืองอยู่ในมือพวกเธอทั้งสองคนทำให้พวกเธอตั้งตัวไม่ถูก
พวกเหล่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่เห็นการมาของแม่ทัพก็ยิ่งใจคอไม่ดี เพราะตั้งแต่ที่แม่ทัพคนนี้ปรากฏตัวก็ไม่พูดกับพวกเขาเลยแม้แต่คำเดียว จนสุดท้ายก็มีคนหนึ่งก้าวออกมาทาบฝ่ามือที่ออกซ้าย
“สวัสดีครับท่านบารอนไม่ทราบว่าที่ท่านมาโรงพยาบาลในวันนี้มีอะไรให้พวกเรารับใช้ครับ”
การกระทำของเขาทำให้คนอื่นๆ พากันทำตาม
บารอนเอเดรียนหันมามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะพูดว่า
“ที่ข้ามาเขาไม่มีอะไรหรอกเพียงแค่ได้รับสั่งจากพระราชาเท่านั้นว่าให้มาดูว่าการมารับตำแหน่งของเธอทั้งสองจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย”
สิ้นคำของเขาทั้งโรงพยาบาลต่างตกอยู่ในความเงียบสงบ จูนกับอันนาต่างทำหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจว่าแม่ทัพคนนี้พูดอะไร ในขณะที่เหล่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองหูฝาด จนมีคนหนึ่งถามขึ้นว่า
“ถ้าแม่ทัพว่าอะไรนะครับจะมีใครมารับตำแหน่งอะไรเหรอครับท่านแม่ทัพ”
บารอนเอเดรียนยิ้มแล้วหันไปมองจูนกับอันนา
“พระราชาท่านทรงมีรับสั่งให้อันนาเป็นผู้ดูแลโรงพยาบาลแห่งนี้โดยมีจูนเป็นผู้ช่วย จากนี้ไปพวกคุณจะต้องทำงานอยู่ใต้อำนาจของเธอซึ่งแน่นอนว่าเธอนั้นสามารถสั่งลงโทษทุกคนได้”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นโรงพยาบาลต่างตกอยู่ในความเงียบสงบ ไม่ว่าใครต่างก็พูดไม่ออกแม้แต่จูนกับอันนา ความจริงพวกเธอทั้งสองคนได้รับคำสั่งจากเออร์วินว่าให้มาทำงานที่โรงพยาบาล แต่พวกเธอไม่เห็นรู้เลยว่าพวกเธอจะต้องมาเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตทั้งสองคนก็อยู่ในสลัมเติบโตมากับการถูกผู้คนเหยียบย่ำและดูถูก การที่จะเป็นหัวหน้าคนอื่นไม่เคยอยู่ในความคิดของพวกเธอเลยแม้แต่น้อย อันนาที่คิดว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดจึงถามว่า
“เอ่อไม่ทราบว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือเปล่าคะคือว่าฉันได้รับคำสั่งมาว่าให้ทำงานที่โรงพยาบาล”
บารอนเอเดรียนยิ้มให้เธอก่อนจะตอบว่า
“ไม่ผิดหรอกครับผมได้รับคำสั่งมาชัดเจนเลยว่าต้องเป็นคุณกับคุณจูนเท่านั้น”
จูนที่ได้ฟังก็ตกอยู่ในอาการเหม่อลอย เมื่อประมาณ 1 เดือนก่อนเธอยังเจอปัญหาที่พ่อป่วยแล้วเธอไม่มีเงินซื้อยา จนถูกพวกเจคมาทวงหนี้แล้วซ้อมพ่อเธออยู่เลย แต่มาตอนนี้เธอจะได้กลายเป็นหัวหน้าคน ไม่นึกเลยว่าด้วยระยะเวลาเพียงแค่นี้ชีวิตเธอจะก้าวกระโดดมาขนาดนี้
อันนาที่ยิ่งรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นฝันตื่นนึงก็ได้เธอจึงลองหยิกแก้มผลที่ได้ก็คือเจ็บแต่ยังไม่ตื่น เธอจึงร้องหยิกอีกทีหนึ่งแรงกว่าเดิมก็ยังไม่ตื่น คราวนี้เธอจะหยิกอีกที บารอนเอเดรียนก็รีบร้องห้าม
“คุณอันนาครับไม่ต้องหยิกตัวเองแบบนั้นหรอกครับนี่เป็นความจริงแท้แน่นอนครับไม่ใช่ความฝัน”
“ถะถ้าถ้าไม่ใช่ความฝันนี่ก็เป็นเรื่องล้อเล่นเช่นนั้นเหรอคะ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่นอนครับเพราะนี่คือรับสั่งจากพระราชาโดยตรง”
ในหมู่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลได้มีคนหนึ่งรู้สึกว่านี่เป็นแค่เรื่องไร้สาระจึงพูดว่า
“เรียนท่านบารอนนี่เป็นเรื่องตลกอะไรกันครับ”
บารอนเอเดรียนหันมาตอบเขาว่า
“นี่ไม่ใช่เรื่องตลกครับแต่เป็นรับสั่งจากพระราชาโดยตรง”
เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งก็ทำสายตาดูถูกไปทางจุนกับอันนาแล้วพูดว่า
“ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องตลกมันก็คงเป็นเรื่องเหลวไหลไม่ใช่เหรอครับท่าน การจะให้เศษขยะที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยอย่างพวกเธอทั้งสองคนมาเป็นหัวหน้าของพวกเราแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันครับท่านบารอน”
ทว่าบารอนเอเดรียนที่ได้ยินคำพูดของเขาแม้ยังคงยิ้มแย้ม พร้อมกับกระแสลมอ่อนๆพักใส่คนที่พูด ทว่ากระแสลมอ่อนๆ นี้เมื่อสัมผัสร่างกายเขากลับรู้สึกเหมือนโดนใบมีดกรีดจนต้องชงักด้วยความตื่นตระหนก บารอนเอเดรียนที่ยังคงยิ้มแย้มพูดว่า
“ระวังคำพูดด้วยนะครับเพราะจากนี้ไปพวกเธอทั้งสองคนกลับเป็นหัวหน้าของพวกคุณ นี่คือรับสั่งของพระราชาโดยตรงจากนี้ไปหัวหน้าของพวกคุณจะไม่ใช่ลอร์ดอาร์เทมิสกับไวเคานต์โรซาลิด์อีกต่อไปแต่เป็นคุณจูนกับอันนาครับ โดยเฉพาะพวกคุณส่วนใหญ่ที่มีความผิดเลยต้องมาทำงานไถ่โทษเช่นนี้น่าจะเข้าใจความหมายนี้นะครับ”
เหล่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลต่างมองหน้ากันไปมา แววตาของพวกเขานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเพราะเขาไม่คิดว่าคนที่มีพลังเวทอ่อนด้อยอย่างสองคนนี้จะทำอะไรพวกเขาได้ แต่ในแววตาของพวกเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยว่าอะไรทำให้พระราชารับสั่งเช่นนี้
ที่หน้าบ้านของเจค
เออร์วินตอนนี้กำลังนั่งอยู่หน้าบ้านโดยมีโทมัสนั่งอยู่ข้างๆ เขา แววตาของโทรมัสกำลังจ้องมองสมุดจด ในสมุดที่เขาจดนั้นมีข้อมูลหลายอย่างที่เขารู้สึกว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าตอนนี้เออร์วินจะไม่ได้สอนอะไรเขามากเพราะต้องการทุ่มเทสมาธิทุกอย่างรับมือกับพวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังต้องคิดถึงของที่จะขายในเทศกาลกำแพง แต่แม้จะเป็นแบบนั้นแค่เศษเสี้ยวที่เออร์วินพูดออกมาให้โทมัสได้รับรู้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำลายสามัญสำนึกเดิมของเขาทั้งหมด
วันนี้สิ่งที่โทมัสได้เรียนก็คือเรื่องโครงสร้างร่างกาย แม้สิ่งเหล่านี้จะอยู่ตายตัวแต่สิ่งที่เขาได้รู้จักก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่นของที่กินเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างคุณสมบัติของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต วิตามินหรือแคลเซียม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าเป็นในโลกเดิมของเออร์วินนี่เป็นเรื่องพื้นฐานที่แม้แต่เด็กประถมก็รู้ แต่สำหรับโทมัสแล้วมันคือการเปิดโลกใบใหม่
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเออร์วินมักให้พวกเจคที่ฝึกหนักๆ และมักใช้แรงต้องกินเนื้อเยอะๆ เหตุผลก็เพราะว่ามันช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่ที่เขาเองในตอนที่มาวิ่งกับพวกเจคใหม่ๆ ก็ได้รับการกำชับจากเออร์วินมื้อเย็นให้กินเนื้อเยอะๆ โดยเฉพาะเนื้อไก่ ตอนนั้นเขาก็สงสัยคิดว่าอีกฝ่ายพูดเล่นแต่ตอนนี้เขาได้รู้เหตุผลแล้ว และเหตุผลที่มักจะให้เด็กผู้หญิงที่ไม่ชอบกินผักอย่างเนียกินผักหรือผลไม้ ก็ไม่ใช่เพราะเขาชอบแกล้งเธอแต่เพราะว่ามันมีส่วนสำคัญหลายอย่างที่จำเป็นต่อร่างกายและสุขภาพ โทมัสไม่ใช่คนโง่เรื่องรูปร่างที่แตกต่างของแต่ละคนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป เดิมทีเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ แต่เมื่อได้รู้เรื่องนี้มันก็เหมือนเป็นกุญแจที่ทำให้เขาได้ค้นพบอะไรหลายๆ อย่าง เขาถึงได้รู้ว่าอาหารการกินมันมีส่วนสำคัญมากจริงๆ มันไม่ใช่แค่ว่ากินเข้าไปแล้วก็จบ
เออร์วินตอนนี้กำลังรอคนที่จะมาและของที่จะมา คนที่จะมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือพวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่นำโดยคาทาริน่า และของที่จะมานี้ก็เป็นของที่เขาเพิ่งสั่งให้พวกเจคทำเมื่อหลายวันก่อน ระหว่างที่รอเออร์วินก็เหลือบมองไปยัง 2 คนที่มาใหม่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอัศวิน 2 คนออกัสกับไลลาที่ตอนนี้กำลังฝึกทุ่มกันแบบเก้ๆ กังๆ
ความจริงแล้วเมื่อวานนี้อยู่ๆ ทั้งสองคนครับโผล่มาในสภาพที่ดูก็รู้ว่าอดนอนมาหลายวัน แล้วบอกกับเออร์วินว่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเออร์วินต้องงงว่าพวกเขามาทำอะไรแล้วฝากเนื้อฝากตัวทำไม จนได้รู้ว่าสองคนนี้หวาดกลัวอัศวินศักดิ์สิทธิ์จนนอนไม่หลับและส่งผลกระทบต่อการทำงาน อย่างออกัสที่หลับกลางอากาศขณะกำลังเฝ้าดูเจ้าหญิงฝึกซ้อม ส่วนไลลานี่ก็โชว์สกิลพิเศษยืนสัปหงกให้พวกอัศวินฝึกหัดเห็น บารอนเอเดรียนที่รู้เรื่องก็เลยไล่ให้ทั้งสองคนมาฝึกกับเออร์วินแทน
เออร์วินที่รู้เรื่องก็ได้ถามพวกเขาว่าทำไมถึงรู้สึกหวาดกลัวขนาดนั้นเพราะตอนนี้เขายังกินอิ่มนอนอุ่นอยู่เลย และคำตอบที่ได้มาก็คือ อย่าเอามาตรฐานของตนเองมาเทียบกับคนทั่วไป และแน่นอนว่าเออร์วินยอมหมดคำจะเถียง
ในที่สุดสิ่งที่เขารอก็มาถึงพวกคาทาริน่าเดินมาทางเขาข้างๆ เธอย่อมมี อาบิเกลเดินคู่มาด้วย สาวน้อยคนนี้นับวันยิ่งร่าเริงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่มาเล่นเกมกับเล่นที่บ้านของเจค และสิ่งที่เออร์วินสนใจที่สุดก็คือสิ่งที่เดินตามมาด้านหลังพวกเธอ เป็นเดนิสที่แบกหม้อมาใหญ่ๆ กับบาสที่เดินถือของมาหลายชิ้น
เมื่อเห็นพวกคทาริน่าเดินมาวิ่งก็ใช้ปลายนิ้วปิดสมุดที่โทมัสกำลังอ่านอยู่ โทมัสก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาสนใจเรื่องความรู้ เพราะเขาเองก็เข้าใจวิกฤตนี้ดีซึ่งหลังจากที่เขาได้แจ้งเออร์วินเรื่องที่แบรดมาถามถึงตัวเลข 1 กับ 0 กับพวกลูกน้องของเจค มันหมายความว่าตอนนี้พวกเขากำลังเพ่งเล็งและสนใจเออร์วินอยู่ แต่เหมือนว่าเขาจะอยู่กับเออร์วินมากเกินไป ทำให้ตอนนี้เขายังคงใจเย็นแม้จะเห็นการปรากฏกายของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม ซึ่งความใจเย็นของเขานั้นทำเอาพวกออกัสและไลลาที่ได้เห็นก็ยังต้องรู้สึกทึ่ง และสงสัยว่าคนคนนี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
“นี่หล่อนทำให้มันถูกหน่อยสิ” ออกัสพูดขึ้นขณะกำลังถูกไลลาจับทุ่ม
ไลลาก็ทำสีหน้าไม่พอใจมันจะพูดว่า
“มันเป็นเพราะเจ้าตัวหนักต่างหากล่ะ”
“ไม่เกี่ยวกันเลยเจ้าชายก็บอกอยู่ไม่ใช่หรอว่าเทคนิคการทุ่มแบบนี้สามารถใช้ได้แม้ว่าอีกฝ่ายจะหนักกว่า”
ไลลาที่เถียงไม่ออกจึงเปลี่ยนไปเตะผ่าหมากออกัสจนเขาตัวงอเป็นกุ้งแล้วเธอก็จับออกัสทุ่มลงกับพื้น ไลลายิ้มเยาะเย้ยว่า
“เจ้าชายพูดถูกจริงด้วยแฮะว่าเทคนิคนี้ทำได้จับทุ่มได้แม้กระทั่งอีกฝ่ายจัดตัวหนักกว่า”
สาเหตุที่ทั้งสองคนต้องมาฝึกกับเออร์วินก็เป็นเพราะคำสั่งที่ได้รับจากบารอนเอเดรียน ส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะทั้งคู่หวาดกลัวอัศวันศักดิ์สิทธิ์จนนอนไม่หลับ ทำให้กระทบกับการทำงาน จึงถูกลงโทษให้มารับการฝึกจากเออร์วินเพื่อที่จะได้เรียนรู้จากเจ้าชายตัวน้อยคนนี้ที่เล่นเกมกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทุกวันแต่ก็ยังใจเย็นอยู่ได้ ในตอนที่เออไม่เห็นทั้งคู่มาหาเขาที่หน้าบ้านของเจคแม้แต่ตัวเขาเองก็ตกใจไม่น้อย เพราะเดิมทีเขาตั้งใจจะฝากฝังออกัสกับไลลาให้ช่วยดูแลจูนในวันนี้ แต่ผลลัพธ์กลายเป็นว่าต้องให้แม่ทัพมาทำงานนี้ด้วยตัวเอง ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะว่าเมืองนี้ไม่มีอัศวินอื่นอีก แต่เป็นเพราะเขาไม่มั่นใจว่าอัศวินที่มารับหน้าที่ดูแลจะให้ความสำคัญกับจูนและอันนาที่เป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยหรือไม่ต่างหาก
ขณะที่ไลลากำลังกระหยิ่มยินดีก็สังเกตรอบด้านที่เงียบไป เธอก็นึกถึงเหตุการณ์ในเมื่อวาน ในตอนที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นมาที่นี่ผู้คนรอบด้านก็เป็นแบบนี้ พากันหยุดฝึกแล้วหันไปมองเธอที่เดินมาด้วยแววตาหลงใหล พริบตานั้นเธอก็ขนลุกชี้ชันทันทีหันไปมองเจ้าชายพบว่าเด็กคนนั้น ยังคงนั่งอย่างไม่รู้สึกรู้สาพิงผนังอยู่ตรงหน้าบ้าน ถึงจะบอกว่าอย่าเอาเด็กคนนี้มาเป็นมาตรฐานก็เถอะ แต่กับเธอที่แค่ได้ยินว่ามีอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่เธอได้เห็นคืนนั้นมาที่เมืองนี้ ก็ตกใจกลัวจนนอนไม่หลับก็รู้สึกละอายขึ้นมา
ไลลาก็มองออกัสก่อนจะก่อนจะเอาเท้าเตะที่ตัวเขาเบาๆ แล้วกระซิบบอกเขาว่า
“ลุกขึ้นสิแค่นี้ก็ทำเป็นอ่อนแอไปได้น่าสมเพช”
สิ่งที่ได้กลับมาก็คือสายตาอาฆาตของออกัสที่ตอนนี้เขาก็ยังลุกไม่ขึ้น
เจคเดินมาหาเออร์วินสายตาจ้องมองพวกคาทาริน่าที่กำลังเดินมา แต่เขารู้สึกสนใจเดนิสกับบาสที่กำลังหิ้วของมามากกว่า ซึ่งของพวกนี้เป็นของที่เขาสร้างตามคำสั่งของเออร์วิน ซึ่งแน่นอนว่าค่าจ้างในการสร้างนั้นถูกกว่าตอนที่เขาสร้างเครื่องชั่งแบบคานเลื่อน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาใส่ใจเพราะตอนนี้เจคให้ความสำคัญกับงานเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเข้าใจจุดประสงค์ของเออร์วินดี ว่ายิ่งคนระดับล่างที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยมีทักษะฝีมือแรงงานมากเท่าไหร่ คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็จะดีขึ้นและเมื่อคุณภาพชีวิตของคนพวกนี้ดีขึ้น มันจะผลักดันเมืองเล็กๆ แห่งนี้ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้เขากำลังเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทดลองระบบทักษะฝีมือแรงงานโดยที่ไม่ต้องพลังเวทย์
และวันนี้แผนการขั้นต่อไปก็กำลังเดินหน้านั่นก็คือจูนกับอันนา เจคเข้าใจดีว่ายาที่เออร์วินสร้างนั้นมีความสำคัญมากขนาดไหน ในโลกที่คนระดับล่างเข้าไม่ถึง สิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานเพราะทุนทรัพย์ ทำให้แม้แค่การเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ถ้ามียาที่ราคาถูกถึงประสิทธิภาพจะด้อยกว่ามันก็ดีกว่าการรอความตายโดยที่ไม่ทำอะไรเลย และเขาก็มั่นใจว่าด้วยสิ่งนี้จะช่วยชะลอสาเหตุการตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ แต่อย่างนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่มั่นใจและรู้สึกเป็นห่วง
“อาจารย์ว่าจูนกับอันนาจะทำได้เหรอครับ” เจคถามขึ้นในขณะที่เขายังคงไม่ละสายตาไปจากพวกคาทาริน่าที่กำลังเดินเข้ามา จากปฏิกิริยาของโทมัสเมื่อวานก่อนที่เมื่อรู้ว่าแบรดได้นำกระดาษที่มีเลข 1 กับ 0 มาถาม ก็รีบขอตัวไปก่อนชั่วคราวก่อนจะกลับมากินเลี้ยงด้วยกัน เขาก็รู้แล้วว่าคนกลุ่มนี้มีปัญหา แล้วก็นึกถึงอาจารย์ของเขาที่ไม่แสดงความโดดเด่นอะไรออกมาขณะเล่นเกมหมาป่า มันผิดกับตอนที่เล่นกับพวกเขาซึ่งอาจารย์คนนี้เรียกได้ว่าโกหกหน้าตาย เป็นคนประเภทจะพูดความจริงหรือโกหกหน้าก็ไม่เปลี่ยนสีหรือแสดงอาการอะไร เรียกได้ว่าถ้าไม่มีอาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์ที่มีคุณสมบัติในการจับโกหก ก็อย่าหวังว่าจะมองการโกหกของคนๆ นี้ออก มันทำให้เขานึกถึงสิ่งที่อาจารย์คนนี้เคยพูดว่าการโกหกหลอกลวงก็เป็นอาวุธได้เหมือนกัน
“ถ้าเป็นพวกคุณจูนกับคุณอันนาไม่ต้องห่วงหรอกครับ” เออร์วินตอบอย่างไม่ใส่ใจโดยที่สายตาของเขายังคงมองไปที่พวกคาทาริน่า เช่นกันหรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาสนใจในสิ่งที่พวกเดนิสกับบาสเอามามากกว่า
เจคหันมามองเออร์วิน
“อาจารย์ไม่กลัวว่าเธอจะถูกพวกคนที่นั่นรังแกเหรอครับ”
เออร์วินหันมาตอบด้วยแววตาที่ใสซื่อ
“ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะครับคุณคิดว่าคนพวกนั้นจะรังแกอะไรทั้งสองคนเหรอ”
เจคที่รู้จักเออร์วินมาสักระยะหนึ่งจนพอจะรู้ว่าอย่าโดนความใสซื่อคือความโง่งมที่เด็กคนนี้แสดงออกมาหลอก
“อย่าลืมสิครับว่าเธอเป็นแค่ผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยเหมือนพวกผม และที่สำคัญคือทั้งสองคนก็ไม่ใช่คนที่จะตอบโต้อะไรใครด้วย”
ทว่าเออร์วินกลับตอบไปว่า
“ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับเพราะที่ทั้งสองคนไปนั้นพวกเธอไปในฐานะหัวหน้าของคนพวกนั้น”
เจคที่ได้ยินถึงกับร้องออกมา
“ฮะ?”