ตอนที่ 9
10 วันผ่านไป~~~
นี่ก็เข้าวันที่สิบเอ็ดเเล้วที่เทียนหรงและหลี่หรงนอนยังไม่ได้สติจากการรักษาของหลิงหรง ทว่าจะกล่าวให้ถูกคือพวกเขาทั้งสองพึ่งจะเสร็จสิ้นกระบวนการหลอมกายใหม่เมื่อสามวันก่อนนี้เองและที่ยังไม่ได้สตินั้นเป็เพราะคงเหนื่อยและอ่อนเพลียจากกระบวนการดังกล่าวเสียมากว่า และดูท่าแล้วคงอีกไม่เกิน 1 ชั่วยาม(2ชั่วโมง)ทั้งสองคงจะฟื้นขึ้นมาแล้ว
หลังจากวันที่หลิงหรงบอกว่าตนเป็ฝาแฝดของหลี่หรงไปนั้น่แรกจิ่นคังก็ยังมีความลังเลอยู่บ้างแต่พอได้ลองคิดทบทวนและปรึกษาหารือกับภรรยาของตนแล้วทั้งสองก็พอจะเชื่ออยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เชื่อในสิ่งที่หลิงหรงเอ่ยอย่างสนิทใจไปเสียทั้งหมด แต่ครอบครัวเจียงก็ยังคงต้อนรับพวกของหลิงหรงเป็อย่างดี
หากใครสงสัยว่าหลิงหรงรู้ได้อย่างไรว่าหลี่หรงคือฝาแฝดของตนนั้นก็เพราะยามนี้ร่างกายของหลี่หรงนั้นกลับมาเป็ปกติแล้วและมันก็เหมือนกับหลิงหรงเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็สัดส่วนความสูงความบาง สีผิว โครงหน้า ปาก จมูก สีผม แต่จะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองแตกต่างกันนั่นก็คือสีตา จากคำบอกเล่าของจิ่นคังหลี่หรงนั้นมีสีดำออกน้ำตาลปกติซึ่งต่างจากหลิงหรงที่มีสีดำประกายเขียว แต่หากไม่สังเกตดีๆก็คงไม่รู้ว่าทั้งสองต่างกันที่สีตา
และที่ตาของหลิงหรงนั้นมีสีดำประกายเขียวเป็เพราะพลังธาตุของนางนั้นเป็ธาตุไม้ซึ่งเป็ธาตุพิเศษนั่นเอง แต่ถ้าเป็ชาวบ้านทั่วไปนั้นจะไม่รู้และไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหลิงหรงนั้นเป็ผู้มีปราณธาตุ โดยปกติแล้วโลกแห่งนี้นั้นแยกจอมยุทธ์นั้นออกเป็ 3 สาย ได้แก่ผู้ฝึกลมปราณ ผู้ฝึกปราณธาตุและนักหลอมโอสถ ซึ่งทั้งสามสายสายที่อ่อนแอที่สุดคือสายนักหลอมแต่กลับเป็ที่้ามากที่สุดแต่ก็มีน้อยที่สุดเช่นกัน ต่อมาก็คือผู้ฝึกลมปราณที่มีให้เห็นได้ทั่วไปหากมีกำลังทรัพย์พอก็จะไปได้ไกล
ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ฝึกสายปราณธาตุมีไม่มากแต่ก็มีไม่น้อยและส่วนมากจะพบเจออยู่ในจำพวกขุนนาง ราชวงศ์และขั้วอำนาจต่างๆที่เด่นๆสำคัญๆเท่านั้น โดยที่หากผู้คนอยากจะแยกทั้งสามให้แน่ชัดคือนักหลอมจะมีสัญลักษณ์รูปต้นหญ้าอยู่ข้อมือข้างซ้าย ซึ่งจะมี 4 สีได้แก่ เหลือง แดง น้ำเงินและสีรุ้งตามลำดับนักหลอมนั่นก็คือ ต่ำ กลาง สูงและตำนาน
ผู้ฝึกปราณธาตุต้องดูที่ดวงตา ตาของแต่ละคนจะมีสีที่แตกต่างตามธาตุที่ตนนั้นอยู่แต่มันก็อาจไม่เป็ที่แน่ชัดนัก หากจะให้เป็ที่ประจักคือผู้ฝึกปราณธาตุนั้นสามารถทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรได้นั่นเองหากผู้ใดมีสัตว์อสูรไว้ในได้แสดงว่าคนผู้นั้นคือผู้ฝึกปราณธาตุแน่นอนแล้ว
และสุดท้ายคือผู้ฝึกลมปราณนั้นคงพบได้ทั่วไปแล้วคนส่วนมากก็มักจะเป็ผู้ฝึกลมปราณกันทั้งนั้น เพราะมันฝึกง่ายกว่าอีกทั้งผู้ฝึกลมปราณจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและแข็งแรงเอามากๆจึงทำให้คนส่วนมากเลือกสายลมปราณมากกว่าสายอื่น ส่วนเื่ที่จะแยกผู้ฝึกลมปราณออกจากสองกลุ่มก่อนหน้าได้เช่นไรก็คงบอกให้แน่ชัดไม่ได้ แต่หากดูที่ร่างกายทั้งสามสายแล้วผู้ฝึกสายลมปราณจะมีร่างกายที่กำยำมากกว่าและเหมือนว่าจะถึกทนมากกว่าด้วย แต่ที่เป็รองสายปราณธาตุเป็เพราะสายปราณธาตุสามารถเสริมธาตุใส่อาวุธได้และมีสัตว์อสูรเป็ตัวช่วยนั่นเอง แม้ร่างกายผู้ฝึกปราณธาตุจะไม่ถึกทนแต่ความเร็วและคล่องตัวพวกเขาย่อมมีมากกว่าแน่นอนซึ่งแค่ข้อนี้ก็ได้เปรียบมากพอแล้ว
ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ต่อให้ตลอดสิบวันที่ผ่านมาหลิงหรงจะแสดงความสามารถออกมามากเท่าใดก็ไม่ได้ทำให้ครอบครัวของจิ่นคังแปลกใจเลย เพราะจิ่นคังนั้นล้วนแต่เข้าใจดีว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ซึ่งก็มีผู้คนมากมายเช่นกันที่แข็งแกร่งและรวมถึงพวกของหลิงหรงเองก็ด้วย
เนื่องจากจิ่นคังนั้นแม้จะมีฐานะที่ไม่ได้ร่ำรวยอันใดมากนักแต่จากประสบการณ์ในการท่องไปทั่วยุทธภพในกาลก่อนก็ทำให้เขาพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตามาเช่นกันจึงพอทำใจให้ยอมรับได้ไม่ยากเย็น ส่วนมี่อิงและจิ่นินั้นเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ในป่าเขาทั่วไปจึงไม่ค่อยจะรู้เื่เหล่านี้เท่าใดนัก หากทั้งสองจะมีปฏิกิริยาออกมาก็คงจะเป็ความระแวงและหวาดหวั่นมากกว่าแต่พอรับรู้ว่าพวกหลิงหรงอาจเป็ญาติของพวกตนก็ให้คลายใจลงหลายส่วนเช่นกัน
2 ชั่วยามผ่านไป
ร่างสองร่างที่เคยนอนแน่นิ่งหลับสนิทมาตลอดหลายวันในที่สุดก็ลืมตาตื่นขึ้นเสียที แต่ถึงแม้ร่างกายของทั้งสองจะถูกรักษาจนอาการต่างๆหายดีแล้วแต่ในเมื่อทั้งสองไม่ได้ขยับตัวมานานยอมเกิดอาการติดขัดอยู่บ้างโดยเฉพาะเทียนหรงที่ไม่ได้ขยับตัวมานานนับหลายปีที่ผ่านมา
อือ~~~~~
“อ๊ะ ข้าเป็อันใดไป? ข้าตื่นสายรึ ไม่ได้ไม่ได้ ข้าต้องรีบขึ้นเขาไปหาของป่ามาขาย…”เด็กหนุ่มวัย 16 ปีกล่าวขึ้นเมื่อเขารู้สึกตัว เพราะเขาจำสิ่งใดไม่ได้เลย เนื่องจากความทรงจำสุดท้ายเขาได้หยุดลงไปเมื่อสามเดือนก่อนแล้ว เขาจึงได้เอ่ยกับตัวเองก่อนที่จะพยายามลุกขึ้นโดยที่ไม่ได้มองดูรอบๆตัวเองเลยว่ามีใครอยู่ร่วมกับตนบ้าง
“อะ อาหรง…”เสียงแหบพร่าของคนที่นอนเตียงข้างๆเอ่ยขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาเห็นลูกชายของตนที่ฟื้นขึ้นมาและเหมือนกำลังจะรีบร้อนไปไหนสักที่จึงเอ่ยเรียกชื่อของบุตรชายด้วยความดีใจ เพราะเทียนหรงนั้นต้องทนมองลูกชายของตนนอนแน่นิ่งมานานนับสามเดือนด้วยความปวดใจ ทั้งๆที่ตนเป็พ่อกลับช่วยสิ่งใดลูกของตนไม่ได้เลยสักนิดอีกทั้งยังทำให้เด็กชายตัวน้อยๆเติบโตมาด้วยความยากลำบากยิ่งนัก
“ทะ ท่านพ่อ ท่านพูดกับข้าได้แล้วหรือขอรับ!?....”หลี่เทียนเมื่อได้ยินที่เทียนหรงเอ่ยเรียกตนได้ก็รู้สึกดีใจจนกระทั่งรีบลงจากเตียงเพื่อมาหาบิดา โดยที่ตนนั้นไม่ได้ดูสังขารตัวเองเลยจึงทำให้เขาลงไปนั่งกองอยู่ข้างๆเตียงเดี๋ยวนั้น
ตุบ
หลิงหรงที่ยืนพิงขอบประตูห้องอยู่นานแล้ว และได้ยินได้เห็นทุกอย่างั้แ่ต้นก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับฝาแฝดผู้พี่ของตนเองที่ไม่รู้ว่าจะเป็พี่หรือน้องของตนกันแน่ ก่อนที่จะก้าวเดินไปหาทั้งสองและหยุดฝีเท้าลงเมื่อเข้าใกล้ทั้งสองแล้วหลิงหรงก็ก้มลงไปยกหลี่หรงขึ้นมาบนเตียงนอนของเขาดังเดิม ใช่ นางยกตัวหลี่หรงจนลอยอย่างง่ายดายราวกับยกหมอนใส่นุ่นก็มิปานท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคนทั้งสองที่อยู่บนเตียง
“อ๊ะ เ้า! หะ เหตุใดหน้าเ้าถึง?!….”หลี่หรงยังไม่ทันได้กล่าวจบเสียงของเทียนหรงก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ละ หลิงหรง ระ หรงเออร์ เ้าจริงๆใช่หรือไม่? พะ พ่อมิได้ฝันไปใช่ ใช่ไหม?!!…”เทียนหรงที่เอ่ยไม่ค่อยคล่องเท่าใดนักเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้งเมื่อเขานึกถึงเื่ราวก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะหมดสติไป...
“…..”หลิงหรงได้แต่ยืนนิ่งไม่รู้จะทำตัวเช่นไรดี
เพราะนางเองก็ไม่เคยมีครอบครัวมาก่อนและอีกทั้งพอจะมีครอบครัวก็ต้องมาเจอชายวัยกลางคนที่ร้องไห้ร้องห่มราวเด็กสามขวบก็มิปาน หลิงหรงจึงไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำเช่นไรดี จะเข้าไปปลอบก็รู้สึกแปลกๆ จะให้กล่าวสิ่งใดก็กลัวว่าชายตรงหน้าจะร้องไห้หนักกว่าเดิมนางจึงเลือกที่จะยืนนิ่งๆเท่านั้น ก่อนที่จะมีผู้เข้ามาช่วยเหลือในสถานการณ์แปลกๆนี้
ตึง ตึง ตึง
“เกิดสิ่งใดขึ้น เทียนหรง อาหรง! พวกเ้าฟื้นแล้วรึเป็เช่นไรกันบ้าง อ้าว คุณชายเหตุใดท่านจึงยืนนิ่งเช่นนี้เล่า?”แม้จิ่นคังจะรับรู้ว่าหลิงหรงอาจเป็หลานชาย?อีกคนของตนแต่เขาก็ยังคงเรีบกหลิงหรงว่าคุณชายอยู่ดีในตอนนี้
จิ่นคังคิดว่า หากเขาไม่ได้รับการยืนยันจากน้องเขยเขาก็ยังไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น เพราะในสายตาของเขาพวกหลิงหรงนั้นเป็ผู้หลอมโอสถซึ่งมีเกียรติสูงส่งยิ่งนักหากเทียบกับตนที่เป็เพียงผู้ฝึกลมปราณทั่วไปและยังเป็เพียงชาวบ้านคงมิอาจเทียบเคียงสิ่งใดได้
“มิมีอันใดหรอก ในเมื่อท่านมาแล้วข้าก็ขอตัวออกไปด้านนอกก่อน หากมีสิ่งใดก็ไปเรียกข้าได้ยังที่พักชั่วคราวนั่นแหละ ยามนี้หากท่านสงสัยสิ่งใดก็ถามเขาเอาก็แล้วกันข้าคงต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน…”หลิงหรงเอ่ยกับจิ่นคังจบก็เดินหันหลังออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เทียนหรงคิดจะเอ่ยรั้งไว้แต่ก็มิทันการเสียแล้ว
ฟึบ~~~~
“หรงเออร์…”เทียนหรงได้แต่เอ่ยเรียกชื่อตามเสียงเบา
“นี่มันหมายความว่าอย่างไรเทียนหรงเหตุใดเ้าถึงไม่เคยบอกแก่ข้าว่าอาหรงมีฝาแฝด แล้วเหตุใดเ้าถึงเรียกเขาราวกับอิสตรีเขาเป็บุรุษมิใช่หรือ?”จิ่นคังเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นหลายส่วน
“ข้าขอโทษศิษย์พี่ ใช่แล้วหลี่หรงมีฝาแฝด และคนที่จากไปคือแฝดน้องของหลี่หรงไม่ผิดแน่และนางเป็สตรีหาใช่บุรุษเฉกเช่นที่ท่านคิดหรอกนะ…”เทียนหรงที่เริ่มกล่าวได้คล่องขึ้นมากแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเม่อลอยเพราะยามนี้สายตาของเขายังจ้องมองไปยังทางที่หลิงหรงเดินจากไปอยู่เลย
“ฮะ! สตรีรึ หะ เหตุใดถึงดูไม่เหมือนสักนิด ข้าดูอย่างไรเขาก็เหมือนบุรุษมากกว่าสตรี มิใช่ว่าเ้าเลอะเลือนจนกระทั่งจำเพศของบุตรตนเองผิดหรอกนะ?”เทียนหรงไม่ตอบคำถามจิ่นคังเขาทำเพียงมองกลับไปตาขวางๆเท่านั้นเพื่อเป็คำตอบ
“อะ แฮ่ม เอาเป็ว่าเื่นี้เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้มาดูร่างกายของพวกเ้าก่อนดีกว่าว่าหายดีแล้วหรือยัง พวกเ้าทั้งสองลองพยายามลุกขึ้นหน่อยสิว่าเป็เช่นไรบ้าง อ้อจริงสิ อะ เอานี้ไปมันเป็โอสถฟื้นฟู”จิ่นคังเมื่อคิดขึ้นได้ว่าหลิงหรงเคยในเม็ดยาสำหรับฟื้นฟูของทั้งสองกินหลังจากฟื้นแล้วฝากไว้ให้
ที่หลิงหรงฝากไว้กับจิ่นคังนั้นเป็เพราะว่าพวกหลิงหรงนั้นมิได้พักอยู่ภายในบ้านหลังนี้แต่ทั้งสามเลือกที่จะทำที่พักชั่วคราวใกล้เขตบ้านหลังนี้เผื่อเหตุฉุกเฉินเท่านั้นไม่ยอมมาพักในบ้านทั้งที่จิ่นคังเองก็ชวนแล้ว
แต่พวกหลิงหรงก็ปฏิเสธกลับมาเป็เพราะให้เหตุผลว่าไม่อยากรบกวนพวกจิ่นคังไปมากกว่านี้จึงขอทำที่พักชั่วคราวใกล้นี้ไว้เท่านั้น ส่วนเื่อาหารนั้นพวกจิ่นคังก็ไม่ได้ยุ่งยากเพราะทั้งสามก็หากินเองเช่นกันและด้วยเหตุผลก็เดิมๆคือไม่อยากรบกวนจิ่นคังที่ได้ยินและได้เห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นจึงได้ไม่คิดที่จะโน้มนาวอีกต่อไปเช่นกันนั่นก็เพื่อเป็ความสบายใจของทั้งเ้าบ้านและผู้อยู่อาศัย....
ทั้งสองคนที่นั่งอยู่บนเตียงเองก็ไม่คิดที่จะถามสิ่งใดให้มากความจึงหยิบเม็ดยาโอสถที่จิ่นคังนำออกมาให้เข้าปากกลืนลงไปทันที แต่ทว่าเพียงทั้งสองได้กลืนเม็ดยาลงไปได้ไม่ถึงสามลมหายใจฤทธิ์ของยาฟื้นฟูก็ส่งผลออกมาทันที จากร่างกายที่คราแรกมีอาการติดขัดเคลื่อนไหวไม่ค่อยจะคล่องหรือถนัดนักก็กลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างไม่มีอาการก่อนหน้าหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ทั้งเทียนหรงและหลี่หรงลองทำการขยับร่างกายในส่วนต่างๆ ก็ปรากฏให้เห็นว่าไม่มีส่วนใดเลยที่ติดขัดอีกต่อไป แม้กระทั่งเทียนหรงที่มีปัญหาทั้งการเคลื่อนไหวและการพูดคุยยังสามารถกลับมาเป็ปกติได้อีกครั้งราวกับว่าเขาไม่เคยเป็คนพิการป่วยติดเตียงมาก่อนเลย
แต่ก็ยังมีส่วนที่ไม่กลับมาเหมือนเดิมนั้นก็คงจะเป็ระดับของลมปราณที่ทั้งสองหมั่นเพียรฝึกฝนมาเท่านั้นที่ไม่มีหลงเหลืออยู่เลย ทำให้ยามนี้ทั้งสองแม้จะหายดีเป็ปกติแล้วแต่ก็ทำให้ทั้งสองมีชีวิตเป็เหมือนดั่งคนธรรมดาเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น
“เฮ้อ แม้จะมีชีวิตอยู่ต่อได้และได้กลับมาเป็เหมือนคนปกติ แต่ข้าก็ไม่อาจกลับไปแก้แค้นให้กับครอบครัวของข้าได้แล้ว…”เทียนหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เ็ป
แปะ แปะ
“เ้าอย่าพึ่งคิดสิ่งใดให้มากในยามนี้เลย ในเมื่อตอนนี้เ้าก็ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกทั้งเ้ายังคงมีลูกๆให้เ้าคอยดูแล เ้าก็ควรที่จะทำหน้าที่ในฐานะของพ่อให้ดีที่สุดก่อนนะ ส่วนเื่ความแค้นทั้งหลายเราจะแก้แค้นอีกสิบปีก็ยังไม่สายตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ อย่างไรแล้วข้าว่าเ้าควรที่จะไปพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกๆของเ้าเสียก่อนนะเทียนหรงเื่อื่นคงต้องเอาไว้ทีหลังแล้ว…”จิ่นคังตบลงที่ไหล่ของเทียนหรงเบาก่อนที่จะเอ่ยแนะนำและเตือนสติเทียนหรงอีกเล็กน้อย
“อ่า จริงสินะ อาหรง เ้าคงใมากสินะที่จู่ก็มีคนที่หน้าตาเหมือนเ้าเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น พ่อขอโทษนะที่ไม่เคยเอ่ยถึงเื่ของน้องสาวของเ้าให้เ้าฟังสักครั้ง พ่อเพียงไม่อย่างให้เ้าต้องมารับรู้เื่ที่น่าปวดใจเช่นนั้น แค่เื่มารดาเ้าถูกลอบสังหารก็มากพอแล้วพ่อจึงไม่ได้กล่าวถึงน้องสาวของเ้าที่หายไปพร้อมมารดาของเ้า เพราะพ่อเองก็คิดเช่นกันว่านางคงมิรอดเช่นมารดาของเ้าพ่อจึงมิได้เอ่ยถึงเพราะพ่อเองยามนั้นก็ยังทำใจมิได้เช่นกันแม้จะผ่านมานานหลายปีแล้ว พ่อขอโทษ…”เทียนหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าและขอบตาที่เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ
“มิเป็ไรขอรับท่านพ่อ ข้ารู้ว่าที่ท่านทำไปเพราะสิ่งใดและข้าเองก็รับรู้มานานแล้วว่าตนนั้นมีฝาแฝดแต่ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะรอดชีวิตมาได้เช่นกัน ท่านย่าเอ่ยไว้เสมอว่าท่านคิดถึงเสี่ยวหรงแต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวหรงเป็ใครในคราแรกจนกระทั่งก่อนท่านย่าจะเสียท่านได้เอ่ยเล่าให้ลูกฟังแล้วเพราะท่านเองก็รู้สึกผิดมากที่ไม่อาจช่วยท่านแม่และเสี่ยวหรงไว้ได้ ท่านย่าโทษตัวเองเสมอว่าถ้าท่านพาเสี่ยวหรงไปด้วยนางคงมิตาย…”หลี่หรงที่เงียบฟังผู้ใหญ่ทั้งสองพูดคุยกันมาตลอดเมื่อผู้เป็พ่อหันมาพูดคุยกับตน เขาจึงตอบกลับบิดาออกไป
“เช่นนั้นรึ เ้ารู้แล้วสินะเช่นนั้นก็ดี ในเมื่อเ้ากล่าวว่าก่อนท่านย่าเ้าจะเสียนางได้กล่าวบอกเล่าทุกอย่างแล้วสินะ เช่นนั้นเ้าก็รับรู้เื่ราวทุกอย่างในตระกูลฟางมาตลอดสินะ”
“ขอรับท่านพ่อ ข้ารับรู้ทุกอย่างแม้ยามนั้นข้าจะเด็กนักแต่ข้าก็เข้าใจที่ท่านย่ากล่าวมาขอรับ รวมถึงเื่ของท่านลุงด้วยขอรับ”
“อือ ในเมื่อเ้ารับรู้ถึงเื่ทุกอย่างแล้วก็ดี เช่นนั้นยามนี้เราไปหาน้องเ้าก่อนเถิด อย่างไรแล้วนางก็หาได้เติบโตมาพร้อมพวกเราในสายตาของนางพวกเราอาจจะเป็เพียงคนแปลกหน้าเท่านั้นก็ได้ในยามนี้ จากที่พ่อมองจากท่าทีเมื่อครู่ก็รู้แล้วว่าสำหรับพวกเราในสายตานางคงเป็เพียงผู้ป่วยที่ต้องช่วยเหลือเท่านั้น หากเ้าอยากได้น้องสาวคืนมาคงต้องเจอกับงานยากแล้วล่ะ”เทียนหรงเอ่ยอย่างปวดใจที่พอได้เจอบุตรสาวที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกครั้งกลับได้รับสายตาและการวางตัวที่นิ่งเสียจนยากที่จะคาดเดาความรู้สึกได้นั้นมันช่างเป็อะไรที่น่าเ็ปยิ่งนัก
“ข้าจะพยายามขอรับท่านพ่อ เพราะยามนี้ข้าเหลือแค่ท่านพ่อ ครอบครัวของท่านลุงและนางเท่านั้นที่เป็ครอบครัวที่เหลืออยู่ ข้าอยากจะรักษาทุกคนไว้ขอรับ”
“ดี ดี เช่นนั้นพวกเราก็ไปหานางกันเถิด ศิษย์พี่ท่านช่วยนำทางไปหานางได้หรือไม่?”
“ได้สิ ตามมาทางนี้”จิ่นคังที่ยืนฟังสองพ่อลูกพูดคุยกันมาได้สักระยะเมื่อถูกไหว้วานก็ตอบรับแล้วเดินนำทางทั้งสองออกไปหาพวกหลิงหรงทันที
เมื่อทั้งสามออกจากห้องไปคนที่นั่งอยู่บนหลังคาของเรือนเพื่อฟังเื่ราวมาตลอดก็จากไปเช่นกัน ก่อนที่คนๆนั้นจะไปปรากฏตัวอยู่ที่เปลเถาวัลย์ของตนก่อนที่คนทั้งสามจะมาหาตนเอง และคนๆนี้ไม่ต้องบอกทุกคนก็คงจะรู้ว่าเป็ใครสินะและก็ใช่คนผู้นี้คือหลิงหรงนั่นเอง
#สนุกหรือไม่สนุกยังไงติชมได้นะคะ (อย่าแรงน๊าเค๊าใจบาง...(。ŏ﹏ŏ))#