“ข้าจะทำเช่นไรดีผกากรอง หากมิมีท่านพี่ข้าจะอยู่เช่นไร” สาวน้อยร้องไห้คร่ำครวญเสียยกใหญ่ แต่ยังไม่ทิ้งความสวยบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย
“มีเพียงท่านพี่รัตมณีเท่านั้นที่คอยช่วยข้าในยามที่ท่านพี่รัตติกาลรังแกข้า ต่อไปนี้ข้าจะทำเช่นไรดี...” นางสวรรค์ได้แต่ลงไปนั่งกอดปลอบเพื่อนรักซึ่งเป็นบุตรสาวแห่งจ้าวผู้ครองนรกอยู่เนือย ๆ เสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ยิ่งทำให้ผู้เป็นเพื่อนเศร้าใจตามไปด้วย
กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ลอยมาตามสายลมปะทะเข้าจมูกของหญิงสาวทั้งสองอย่างจัง ซึ่งทำให้รติรัตน์หยุดร้องไห้ในทันที
"แม้จมูกข้าจะมีน้ำมูกมาก แต่ข้าก็ยังได้กลิ่นนั้น นั่นเป็นกลิ่นของอะไรรึช่างหอมเหลือเกิน" รติรัตน์หยุดชะงักทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นดอกไม้ที่ลอยมาจากแดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งทำให้หญิงสาวลืมเรื่องที่ตนกำลังคิดมากไปได้ชั่วขณะ
“จมูกเจ้าช่างดียิ่งนักรติรัตน์ นั่นคือดอกปาริชาต ดอกไม้ที่กว่าจะออกดอกได้ก็นานนับร้อยปี” ผกากรองพูดพลางดีดปลายจมูกของเพื่อนรักเบา ๆ
“ดอกไม้ในตำนานงั้นรึ ข้าอยากจะเข้าไปดมใกล้ ๆ ยิ่งนัก” จากน้ำเสียงโศกเศร้าเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“มิได้ดอกรติรัตน์ เจ้าก็รู้ว่าเจ้าเข้าไปมิได้” รติรัตน์ทำหน้าหงอย ทำเสียงอู้อี้ด้วยความรู้สึกเสียดาย
“ข้ารู้ ข้าแค่อยากเห็นอยากได้กลิ่นดอกนั้นใกล้ ๆ สักครั้ง”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เมื่อถึงวันชุมนุมเทวดาเมื่อไรข้าจะไปหยิบออกมาให้เจ้าสักดอก ดีหรือไม่” รติรัตน์ยิ้มหวานพยักหน้าตอบรับ ไม่ต่างอะไรกับกิริยาของเด็กน้อยได้ของเล่นเลยสักนิด
“อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่” รติรัตน์พยักหน้าตอบรับอีกครั้ง
“เจ้าดอกปาริชาตนี้ช่างมีมนต์ขลังยิ่งนัก ออกดอกได้ตรงจังหวะในเวลาที่เจ้าทุกข์ใจพอดิบพอดี เอาล่ะเพื่อนรักเจ้ายังมีข้า ในยามที่เจ้าทุกข์ใจเมื่อใดก็ขึ้นมาหาข้าบนนี้ได้ทุกเมื่อ และที่สำคัญเจ้ายังมีท่านเขมทัตคอยอยู่เคียงข้างมิใช่รึ” เมื่อผกากรองเอ่ยชื่อถึงเขมทัต รติรัตน์กลับมีใบหน้าเศร้าหมองอีกครั้ง
“ขะ... ข้าพูดอันใดผิดไป ไยเจ้าทำสีหน้าเช่นนั้น”
“ท่านพี่เขมทัต คงมิได้รักข้าเช่นวันวาน…” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ น้ำใส ๆ เริ่มกลับมาคลอรอบดวงตาอีกครั้ง ก่อนจะนิ่งเงียบไปและกลับมาพูดใหม่
“ท่านพี่เขมทัตคงจะมีใจให้ท่านพี่รัตติกาลเสียมากกว่าเด็กน้อยอย่างข้า บ่อยครั้งที่ข้าเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด…”
“เจ้าคิดมากไปรึเปล่า เขาทั้งสองเพียงแค่ต้องทำงานร่วมกันเท่านั้น” ผกากรองพูดเพื่อหวังให้เพื่อรักรู้สึกสบายใจขึ้น
“ถ้าแค่เท่านั้นจริง ๆ ข้าคงมิเสียใจเช่นนี้ดอก แต่ข้าเห็นทั้งสองกอดกัน…” เมื่อรติรัตน์พูดมาถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอีกครั้งจนไม่อาจกลั้นไว้ได้
“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคู่หมั้นของท่านเขมทัต หากมีสิ่งใดผิดใจกัน ข้าว่าควรกลับไปคุยกันให้เข้าใจกันเสียเถิด” ผกากรองพยายามพูดโน้มน้าวเพื่อนรัก พร้อมปาดน้ำตาออกจากใบหน้าขาวนวลนั้น
‘ผู้หญิงคนนี้เป็นคนรักของเขมทัตจริง ๆ ด้วย นี่เขากำลังหลอกให้เรารักเหรอเนี่ย’ ทีปกรกุมมือไปยังหน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง ความเจ็บปวดเข้าแทรกซึมใจดวงเล็ก ๆ ที่เต้นแรงอยู่ตรงนั้น
“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องอยู่ที่นี่” เสียงชายหนุ่มที่แสนจะคุ้นเคยดังก้องขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในสภาวะซึมเศร้า หญิงสาวทั้งสองรวมไปถึงทีปกรหันไปมองต้นเสียงนั้นตาม ๆ กัน
“ข้าไปก่อนนะรติรัตน์ คุยกันดี ๆ ล่ะ” เมื่อผกากรองพูดจบก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที
“เจ้า…” หญิงสาวพยายามคว้าแขนนางสวรรค์เอาไว้ แต่คว้าไม่ทัน จึงต้องหันไปเผชิญหน้ากับชายคู่หมั้นของตนที่ตอนนี้เข้ามาประชิดอยู่ด้านข้าง
“ท่านพี่ ท่านมาได้เยี่ยงไร ข้ามิอยากเห็นหน้าท่าน” รติรัตน์สะบัดหน้าหนีไปอีกด้านหนึ่งด้านอาการน้อยใจ
‘เขมทัต’ ทีปกรเอ่ยชื่อของชายที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาเบา ๆ ก่อนจะเดินถอยหลังออกไป มองภาพบาดตาของคนที่รักกันอยู่ห่าง ๆ เมื่อได้เห็นกับตาก็ยิ่งทำให้รู้สึกปวดใจ
“กลับกันเถิดเด็กน้อยของข้า” เขมทัตพูดอย่างอ่อนโยน พร้อมใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปยังเส้นผมของฝ่ายตรงข้ามอย่างทะนุถนอม
‘เด็กน้อยของข้างั้นเหรอ นี่มันเป็นคำที่เขาเรียกเรานี่นา’ น้ำตาของทีปกรเริ่มไหลออกมาโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ รู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี เมื่อได้ยินเขมทัตคำพูดอ่อนหวานนั้นกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ตน