หลิวเวยอันมองดูภาพตรงหน้าแล้วเงียบไปพักหนึ่ง เขามาถึงบ้านได้อย่างไรก็ไม่รู้ ในสมองมีภาพความดีใจในดวงตาเด็กคนนั้นผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ในนั้นมีเพียงความพอใจและมีความสุข วินาทีก่อนตายความเจ็บปวด ความไม่พอใจ ความสิ้นหวัง และความเหน็บหนาวหายไปทั้งหมด เหลือเพียงหมั่นโถวในปากเท่านั้น
เหมือนมีอะไรอัดอั้นอยู่ในใจหลิวเวยอัน ทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก อยากจะระบายออกมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะระบายอย่างไร ในสมองคิดคำอยู่แค่สองคำ คนรวย คนจน ต่อมาก็นึกถึงกลอนหนึ่งที่มีความหมายบรรยายถึงความแตกต่างระหว่าคนจนและรวยขึ้นมา เขานอนคิดอยู่บนเตียง ก่อนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกทีก็วันรุ่งเป็นขึ้นแล้ว
ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน ออกไปรับพัสดุและซื้ออาหารเช้า นี่เป็นเรื่องที่เขาต้องทำทุกเช้า พอกินอาหารเช้าเสร็จ จ้าวหนานหนานสองแม่ลูกก็เริ่มการเรียนขึ้น ส่วนเขาสวมหมวกนิรภัยแล้วเข้าเกมไป หลูเยี่ยนกระตือรือร้นกว่าเขามาก ตอนเขามาถึงที่สุสาน เธอก็รออยู่ที่นั่นแล้ว
“การสู้ผีดิบเจียงซือไม่ได้ง่ายเลย”หลูเยี่ยนกล่าว
หลิวเวยอันมองเธอแวบหนึ่ง ดูจากเสื้อผ้าที่ติดฝุ่นของเธอก็รู้ว่า เธอได้ลองรสชาติของผีดิบเจียงซือไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับเรื่องนี้ เขาไม่ได้ออกความคิดอะไรทั้งสิ้น
หลูเยี่ยนไม่เคยเห็นตอนหลิวเวยอันฆ่าผีดิบเจียงซือมาก่อน ตอนล่อผีดิบเจียงซือจึงระวังเป็นอย่างมาก เธอล่อมาเพียงตัวเดียว ฟันเข้าที่คอผีดิบเจียงซือหนึ่งครั้งก็วิ่งหนีไปทันที จากนั้นก็เห็นผีดิบเจียงซือกระโดดตามมาด้านหลังเธอ ตอนขาลงพื้นไม่มีเสียงเลยสักนิด กระโดดได้ทั้งไกลและเร็ว ถ้าหากเป็นตอนกลางคืนคงทำให้ใครตกใจไปหลายคนเลยทีเดียว
“มา...” หลูเยี่ยนตะโกนออกมาเพียงพยางค์เดียวก็หุบปากไป เพราะหลิวเวยอันยิงธนูอย่างส่ง ๆ ออกไปปักที่คางผีดิบเจียงซือเพียงดอกเดียว ก็เห็นคางของผีดิบเจียงซือระเบิดออก ครึ่งหัวและคอครึ่งหนึ่งของผีดิบเจียงซือถูกระเบิดเละไม่เป็นชิ้น หลูเยี่ยนมองด้วยสายตาที่ตกตะลึงอยู่หลายวิจึงกลับเป็นปกติ ฆ่าในชั่วพริบตา
ครั้งที่สอง หลูเยี่ยนล่อผีดิบเจียงซือมาสองตัว เพิ่งวิ่งได้ไม่ถึงสิบเมตร ผีดิบเจียงซือทั้งสองก็ถูกยิงฆ่าไปแล้ว ที่ ๆ ยิงโดนก็ยังคงเป็นที่คางเช่นเดิม เหลือเพียงกระโหลกไว้อย่างเดียว
ครั้งที่สาม สามตัว จากนั้นก็สี่ตัว ห้าตัว หกตัว!
พอเลยหกตัวไป หลิวเวยอันก็เริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้น เห็นเขายิงออกไปสบาย ๆแบบนี้ แต่ที่จริงแล้ว ด้วยความเร็วของผีดิบเจียงซือ จะยิงเข้าที่คางทุกดอก ต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดจะมีเผลอไปไม่ได้แต่นิดเดียว
แสงคมดาบสว่างวาบขึ้น ดาบสั้นฟันเข้าไปที่คอผีดิบเจียงซือ ฟันเข้าไปได้เพียงหนึ่งคืบก็ฟันต่อไม่ได้แล้ว ร่างกายของผีดิบเจียงซือแทบจะไม่มีจุดอ่อนเลย แข็งทื่อทุกที่ ถึงแม้อาวุธของหลูเยี่ยนจะเป็นเครื่องทองแดงแต่ก็ไม่สามารถตัดคอผีดิบเจียงซือได้
ผีดิบเจียงซือส่งเสียงร้องออกมา มันเปลี่ยนเป้าหมายวิ่งไปทางหลูเยี่ยนแทน เล็บทั้งสิบบนนิ้วของพวกมันเหมือนมีดเล็กสิบอัน ทำให้เกิดแสงเย็นยะเยือกแวบบนอากาศ ตอนที่กำลังจะแทงโดนหลูเยี่ยน ลูกศร็ยิงเข้าที่คอของมัน
ตู้ม
เศษเนื้อกระเด็นว่อนไปในอากาศ ผีดิบเจียงซือล้มลงบนพื้น ตอนหลูเยี่ยนลุกขึ้นจากพื้น ก็เห็นผีดิบเจียงซือตัวที่เจ็ดโดนยิงล้มลงไป ผีดิบเจียงซือมีชีวิตที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก มันไม่ได้ตายทันทีที่ล้มลงบนพื้น แต่ร่างกายจะขยับสั่นอยู่หลายวิจึงจะนอนนิ่งไปโดยสิ้นเชิง
ทุกลูกศรใช้เป็นลูกศรฝังยันต์ทั้งหมด ทำให้ลูกศรฝังยันต์มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้น หลิวเวยอันก็เคยลองใช้การยิงติดต่อกันดู แต่ทว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ดีนัก แม้จะยิงโดนตาผีดิบเจียงซือ ก็ต้องยิงติดต่อกันอย่างน้อยสองครั้งจึงจะฆ่าผีดิบเจียงซือตัวหนึ่งได้ ตอนผีดิบเจียงซือมีจำนวนน้อยยังสามารถจัดการทีละตัวไหว แต่ถ้าผีดิบเจียงซือมีจำนวนมากขึ้นมา การใช้การยิงต่อเนื่องก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ส่วนธนูปกติก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้ลูกศรประมาณหกดอกจึงจะฆ่าผีดิบเจียงซือตัวหนึ่งได้
ฆ่าสัตว์ประหลาดกันสองคนทำให้หลิวเวยอันสบายขึ้นไม่น้อย แค่มีผีดิบเจียงซือไม่เกินแปดตัวต่อครั้ง ภายในระยะสามสิบเมตร ผีดิบเจียงซือไม่สามารถเข้าใกล้ตัวเขาได้ แต่ทว่า หลูเยี่ยนเหนื่อยกว่าเขามาก เธอต้องเดินระหว่างผีดิบเจียงซืออยู่ตลอด หากเผลอไปแม้แต่นิดเดียว ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะโดนผีดิบเจียงซือกัดได้ ดีที่ลูกศรฝังยันต์เก่งกาจ สามารถแก้สถานการณ์อันตรายไปได้อย่างไร้ร่องรอย
ตอนแรกหลิวเวยอันยังรู้สึกผิดต่อเธอ แต่ทว่า หลูเยี่ยนบอกว่าเรื่องพวกนี้สำหรับเธอแล้วก็เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เท่านั้น เทียบกับความอันตรายที่ต้องเผชิญจากการฆ่าสัตว์ประหลาดคนเดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว ระดับนี้ก็เป็นเหมือนแค่การวอร์มร่างกายเท่านั้น หลิวเวยอันจึงเงียบปากไป ที่จริงเขาก็รู้ว่าหลูเยี่ยนเป็นคนที่ไม่ยอมด้อยกว่าใคร ความภูมิใจในตัวเองในตัวเธอไม่น้อยกว่าเขาเลยสักนิด
เวลาตอนเช้าก็หมดไปด้วยความยุ่งวุ่นวายน่าหวาดเสียวอย่างนี้ไป ฆ่าผีดิบเจียงซือไปประมาณหนึ่งร้อยสามสิบตัว พวกเขาฆ่าได้มากเลยทีเดียว หลูเยี่ยนมีความสุขมาก ตอนขุดถุงเนื้อในใจเธอนับจำนวนอยู่ตลอด นับและคำนวณว่าวันนี้มีรายรับเท่าไหร่ ตอนกินข้าว บนใบหน้าเธอก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ต่างกับใบหน้าที่เย็นชาเหมือนแต่ก่อนโดยสิ้นเชิง
“นายกินมื้อเที่ยงทุกวันเลยหรอ?”
“แต่ก่อนไม่กิน เพิ่งเริ่มกินเดือนนี้” หลิวเวยอันผงะไปครู่หนึ่ง ทั้งคู่ทำเหมือนมองไม่เห็นผีดิบเจียงซือที่อยู่เต็มพื้นไปหมด
“นายรู้ไหม? ตั้งแต่เด็กจนโตนี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันกินมื้อเที่ยง” หลูเยี่ยนจ้องอาหารตรงหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่หลิวเวยอันกลับมองเห็นความเจ็บปวดในส่วนลึกของดวงตาเธอ หลูเยี่ยนไม่ได้สังเกตุสายตาของหลิวเวยอัน เธอพูดไปคนเดียวนิ่ง ๆ ว่า “ฉันเกิดในพื้นที่คนยากจน แม้จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่เพราะมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายพี่ชายพี่สาวและน้องสาวน้องชาย จึงมีความสุขในทุก ๆ วัน อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข แต่ทว่า ฉันกลับอยากจะไปใช้ชีวิตด้านนอก ฉันไม่อยากอยู่ในพื้นที่คนยากจนไปตลอดชีวิต ไม่อยากอยู่บ้านที่ผุพังไม่แข็งแรง ไม่อยากใส่เสื้อผ้าที่เย็บปะซ่อมแซมมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ หนึ่งวันกินเพียงหนึ่งมื้อ มีความรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา ถึงจะนอนหลับไปแล้ว ก็จะตื่นขึ้นกลางดึกเพราะความหิว มีอยู่วันหนึ่ง ฉันแอบหนีออกไป ผ่านประตูบานนั้นไป ไปยังที่ ๆ ฉันอยากไปมานาน แต่ก็ต้องเจอกับมหันตภัยร้ายเข้าให้”
เสียงหลูเยี่ยนทุ้มต่ำลง สายตาเธออ้างว่าง พลางพูดด้วยความเจ็บปวดและเสียใจเป็นที่สุด “ชายลูกคนรวยคนหนึ่งชอบฉัน จะให้ฉันไปเป็นเด็กของเขา ฉันขัดขืนเขาตอนที่เขาอยากจะขืนใจฉัน ฉันใช้โคมไฟทุบเขาจนตายแล้วหนีไป วิ่งตามถนนไปเรื่อย ๆ วิ่งจนหายใจไม่ทัน วิ่งไปถึงที่ที่ไม่รู้จักใครสักคน ฉันหยุดฝีเท้าลงในที่สุด วันนั้นมีฝนตกหนัก ฉันกลับบ้านไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ว่าฉันไม่มีบ้านอีกแล้ว บ้านฉันถูกไฟเผาจนเหลือแต่เถ้า ปู่ย่าตายแล้ว พ่อแม่ก็ตายแล้ว พี่สาวพี่ชายก็ตายแล้ว เหลือแต่น้องสาวและน้องชาย ชายหนุ่มในหมู่บ้านถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด เหลือแค่คนแก่ เด็ก และคนพิการเท่านั้น ทุกคนด่าว่าฉันเป็นตัวกาลกิณี เป็นตัวนำโชคร้าย แม้แต่น้องสาวกับน้องชายก็เกลียดฉัน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยเรียกฉันว่าพี่อีก ไม่เคยเลยสักครั้ง ฉันทำงานหาเงินอย่างบ้าคลั่งทุกวัน ไม่กล้าใช้เงินเพื่อตัวเองแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว เพราะฉันรู้สึกว่านั่นมันคือบาป ฉันนำเงินทั้งหมดใช้กับคนแก่และคนพิการทั้งหมด แต่ฉันเพียงคนเดียวจะหาเงินได้เท่าไหร่กัน? ฉันอยากจะให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงชีวิต ฉันอยากให้พวกเขาหลุดพ้นจากความลำบาก แต่ถึงฉันจะทำงานถึงกลางดึกทุกวันก็ยังให้ทุกคนกินอิ่มไม่ได้ นายว่า...”
จู่ ๆ หลูเยี่ยนก็หยุดพูดไป พวกเฮยหนิวบังคับรถลากมาช้า ๆ หวงหนิวและสือหนิวไม่ได้เจอหลิวเวยอันมาหลายวัน พอเจอเขาก็ดูมีดีใจมาก หลิวเวยอันก็ดีใจเช่นกัน แต่เพราะเพิ่งฟังเรื่องของหลูเยี่ยนไป ตอนนี้เขาจึงยิ้มไม่ออกเลยสักนิด รอยยิ้มที่เขาบีบออกมาดูแข็งทื่อเป็นอย่างมาก แต่ดีที่หวงหนิวและเฮยหนิวไม่ได้สังเกต
ตอนบ่าย พอหลูเยี่ยนกินอิ่มแล้วการทำงานของเธอดีขึ้นเป็นเท่าตัว วิ่งไปมาระหว่าผีดิบเจียงซือ ทำให้ผีดิบเจียงซือหัวหมุนไปหมด เธอดึงผีดิบเจียงซือสามตัวคนเดียวก็ง่ายเหมือนกับการเล่นไล่จับ ส่วนหลิวเวยอันก็ทำงานอย่างมั่นคง ลูกศรหนึ่งดอกหนึ่งตัว ไม่เอาหน้าแต่ก็ไม่รามือเช่นเดียวกัน ถึงตอนฟ้ามืด ก็ฆ่าผีดิบเจียงซือได้ร้อยห้าสิบกว่าตัว จากนั้นก็เริ่มเก็บกวาดสนามรบ
สำหรับถุงเนื้อและเมล็ดพันธุ์พลังงานแล้ว หลูเยี่ยนแตกต่างจากหลิวเวยอันโดยสิ้นเชิง เมล็ดพันธุ์พลังงานของหลิวเวยอันเขากินเองทั้งหมด ไม่ขายแม้แต่เม็ดเดียว ถุงเนื้อก็เปิดเองไม่ขายด้วยเช่นกัน ส่วนหลูเยี่ยนนอกจากจำเป็น ไม่อย่างนั้นหากไม่จำเป็นต้องกินเมล็ดพันธุ์พลังงานก็จะไม่กิน ถุงเนื้อก็นาน ๆ เปิดที ส่วนมากจะนำไปขายทั้งหมด
สำหรับเรื่องนี้ หลิวเวยอันคุยกับหลูเยี่ยนอย่างจริงจัง ถ้าอยากให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดี จะวิธีธรรมดาอย่างเดียวไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย ถ้าใช้เปอร์เซ็นมาเทียบ นั่นก็คือศูนย์เปอร์เซ็น เธอต้องเดินทางลัดโดยทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมาเท่านั้น
เพราะยอดฝีมือฆ่ามอนสเตอร์ได้อย่างง่ายดาย เงินที่หาได้ก็เยอะ ส่วนคนที่ไร้ฝีมือ นอกจากจะมีโชคที่ดีจนเหลือเชื่อ ไม่อย่างนั้นก็ต้องดิ้นรนอยู่ชั้นล่างสุดไปตลอดชีวิต ถ้าเปลี่ยนเป็นแต่ก่อนไม่ว่าหลิวเวยอันจะพูดได้ดีขนาดไหนก็ตาม หลูเยี่ยนก็ไม่ยอมตกลงแน่ แต่ทว่า หลายวันนี้เธอทำงานกับหลิวเวยอัน รายได้บวกกันแล้วได้ประมาณหนึ่งพันกว่าเหรียญทอง เงินพวกนี้ หากมีเธอคนเดียวถึงใช้เวลาหลายปีก็หาเงินไม่ได้เท่านี้ ความเป็นจริงวางอยู่ตรงหน้า ทำให้เธอไม่เชื่อไม่ได้ ตอนหลิวเวยอันบอกว่าจะเปิดถุงเนื้อ เธอคิดเพียงสามวิก็พยักหน้าตกลงแล้ว
ตอนเช้าโชคไม่ค่อยดีนัก เปิดไม่ได้อะไรที่ดีออกมา แต่ตอนบ่ายโชคกลับดีขึ้นมา เปิดได้เครื่องเหล็กดำสองชิ้น เมล็ดพืชหนึ่งเม็ด ยาเม็ดอาสัญหนึ่งเม็ด
เครื่องเหล็กดำชิ้นหนึ่งเป็นหอกยาว สีดำสนิท น้ำหนักไม่เบา หนักประมาณยี่สิบกิโล หัวหอกแหลมคม ดูก็รู้ว่าเป็นอาวุธที่ดีชิ้นหนึ่ง ส่วนเครื่องเหล็กดำอีกชิ้นเป็นรองเท้าเฮยหมัง ก็มีเพียงตอนเปิดเจอรองเท้า หลิวเวยอันจึงสังเกตุเห็นว่ารองเท้าที่หลูเยี่ยนใส่เป็นเพียงรองเท้าฟางธรรมดาเท่านั้น เขารู้สึกอึ้งในใจ เธอใส่เพียงรองเท้าฟางธรรมดาความเร็วยังเร็วกว่าคนที่ใส่รองเท้าเครื่องทองแดงอย่างเขา หลูเยี่ยนเป็นเสือดาวกลับชาติมาเกิดหรือไง?
เขาไม่ฟังคำพูดเธอยืนยันจะนำรองเท้าเฮยหมังให้หลูเยี่ยน
เมล็ดพืชน่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ เพราะเป็นเมล็ดขนาดเท่านิ้วก้อย ตั้งแต่ห้องแลปออกมายืนยันว่าเมล็ดใน “แดนสัตว์อสูร” ไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ ราคาเมล็ดพืชก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะราคาของเมล็ดผลไม้ที่มีราคาสูงจนเหลือเชื่อ ช่วงก่อนเมล็ดที่ราคาแพงที่สุดถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึง 120 เหรียญทองเลยทีเดียว
เมล็ดนี้ถึงจะแย่ไปหน่อย แต่น่าจะขายได้ในราคา 100 เหรียญเงิน หลูเยี่ยนก็เป็นคนที่คอยติดตามเรื่องพวกนี้อยู่ตลอดเวลา พอเห็นเมล็ดอันนี้เธอก็รู้ว่าถุงเนื้อที่เปิดวันนี้ได้ราคาสูงขึ้น แถมยังสูงขึ้นเยอะเลยด้วย
ความหายากของยาเม็ดอาสัญยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย หลิวเวยอันอยู่ที่สุสานมานานขนาดนี้ก็เพิ่งเจอเป็นครั้งที่สอง เขานำยาเม็ดอาสัญให้หลูเยี่ยนไป นี่ทำให้หลูเยี่ยนรู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมาก ได้ของสองอย่างมาในวันเดียว แถมยังเป็นของที่ราคาแพงทั้งคู่อีกด้วย
“การร่วมงานของเรายังมีอีกนาน ถ้าไม่มีกฏเกณฑ์ก็ไม่มีมาตราฐาน ดังนั้นต่อไปของชิ้นไหนที่ใครใช้ได้คนนั้นก็เอาไป ไม่สนเรื่องราคา ถ้าใช้ไม่ได้ทั้งคู่ก็นำไปขาย โอเคไหม?”
ใช้เพียงคำเดียว ก็จัดการกับเธอได้แล้ว
พวกเฮยหนิวกะเวลามาทุกครั้ง มาได้ตรงเวลามาก บางครั้งหลิวเวยอันยังสงสัยว่าพวกเขาสามารถคำนวณเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า ไม่อย่างงั้นทำไมถึงมาได้ตรงเวลาพอดีขนาดนี้
พอลากศพกลับไปเสร็จ งานของวันนี้ก็ถือว่าเสร็จแล้ว หลูเยี่ยนออกจากเกมไป ส่วนหลิวเวยอันยังคงสู้ต่อไป เขาต้องเขียนยันต์ ยันต์ที่เหลือสองสามวันนี้เหลือเพีงแค่สองร้อยหกสิบดอกแล้ว นับจากการใช้ของวันนี้แล้ว แค่นี้ต้องไม่พอใช้ในวันพรุ่งนี้แน่
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เขาทำลูกศรฝังยันต์ได้ห้าสิบห้าดอก แล้วก็ออกจากเกมไป
-โปรดติดตามตอนต่อไป-