ทว่าชิงหลุนกลับทำราวไม่เห็นดวงตาแห่งความมุ่งมั่นของซูฉางอัน
นางส่ายหน้า แล้วกล่าวขึ้น “ไม่ได้”
“เพราะอะไร?” ซูฉางอันถามอย่างไม่เข้าใจ
“อันตรายเกินไป”
น้ำเสียงของหญิงสาวยังคงราบเรียบไม่เปลี่ยนใบหน้าที่แสนงดงามก็นิ่งเรียบไม่ต่างไปจากบึงร้างหมื่นปีที่ไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นให้เห็น
แต่น่าแปลกที่ซูฉางอันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่านางกำลังเป็นห่วงเขามากเพียงใด
แต่เขาไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงมองไปที่ชิงหลุนอีกครั้งด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นจนไม่อาจตั้งข้อกังขาได้
“ข้าไม่มีเวลาอีกแล้ว เรามาเริ่มคืนนี้เลยเถอะ”ใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น
“...” ชิงหลุนนิ่งเงียบไป
นางมีพลังขั้นสูงสุดของโลกใบนี้อยู่ภายในตัวต่อให้จะเรียกนักรบแห่งดาราจักรทั้งโลกมารวมกัน นางก็ยังเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งและโดดเด่นที่สุดอยู่ดี
นางเป็นนักรบแห่งดาราจักรมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว
แม้ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา นางจะใช้เวลาส่วนมากไปกับการ ‘หลับใหล’ แต่ระหว่างการหลับใหลที่ว่า นางก็ยังมุ่งมั่นและไม่เคยละเว้นจากการฝึกพลังเรียกได้ว่า ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา นางมีความก้าวหน้าด้านพลังมากกว่านักรบแห่งดาราจักรส่วนมากเป็นเท่าตัว
แต่นางเป็นผู้ส่งวิญญาณแห่งหอดารา
วิชาที่นางฝึกเป็นวิชาปลงรัก ซึ่งเป็นวิชาระดับสูงสุดที่โลกเคยมี
เหตุนี้ นางจึงต้องลงมือและละมือจากหลายสิ่งอย่างไม่มีทางเลือก
แต่นางไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นางอยากช่วยซูฉางอัน
แม้ว่านางจะยังไม่รู้ว่าตนรู้สึกอย่างไรกับซูฉางอันกันแน่ แต่นางก็อยากช่วยเขาอยู่ดีนางไม่อยากเห็นชายตรงหน้าต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่เขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบและรับผิดชอบไม่ไหวเช่นนี้
และนางก็ไม่อยากให้ใบหน้าที่มักจะประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มของเขาถูกความหมองหม่นเข้าปกคลุมจนไร้รอยยิ้มไปชั่วกาลเช่นกัน
แต่นางทำเช่นนั้นไม่ได้
เพราะนางเป็นคนของหอดารา
ตั้งแต่จำความได้ นับแต่วินาทีที่ผู้เป็นบิดาส่งนางไปที่หอดารา นางก็เป็นคนของหอดาราแล้ว
นางหลับใหลจากนั้นก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อส่งวิญญาณของนักรบแห่งดาราจักรกลับเข้าสู่หมู่ดาวคนแล้วคนเล่าก่อนจะกลับเข้าสู่การหลับใหลอีกครั้ง
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสามร้อยปีแล้ว
นางเคยคิดว่าโลกก็เป็นเช่นนี้
ผู้คนร้องไห้คร่ำครวญกับการเกิดแก่เจ็บตายที่ทุกคนต้องได้เผชิญในสักวันเจ็บปวดเสียใจเพราะคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตน...
นางไม่เคยเข้าใจ ทั้งยังคิดว่าเป็นเรื่องน่าขันเสียด้วยซ้ำ
กระทั่ง... ได้พบกับซูฉางอัน
เขาอยู่เป็นเพื่อนนาง หรือจะพูดอีกแบบก็คือ นางคอยอยู่เป็นเพื่อนเขาเสมอ...พวกเขาเดินเที่ยวด้วยกัน ร่ำสุรา มอบของขวัญ ฝึกกระบี่ กินข้าว และชมดาวด้วยกัน
ทั้งที่เป็นเรื่องแสนธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับชิงหลุน ผู้ที่แม้จะมีอายุมากกว่าสามร้อยปีแต่กลับรู้ ทำ และคิดตามที่หอดาราสอนสั่งมาโดยตลอด เรื่องที่แสนธรรมดานี้กลับเป็นเรื่องที่แปลกใหม่เหลือเกิน
วินาทีนั้น จู่ๆ นางก็เริ่มรู้สึกต่อต้านหอดาราที่แสนสูงส่ง หอดาราที่ทั้งบริสุทธิ์และวิเศษขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ท่าทางของชิงหลุน ทำให้ซูฉางอันรับรู้ได้ทันทีว่านางยังลังเลอยู่เขาจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก เพียงมองไปที่นางรอให้หญิงตรงหน้าตัดสินใจอย่างสงบเท่านั้น
แต่ความเงียบเช่นนี้ คงอยู่เพียงไม่นานเท่านั้น
แอด...
มีเสียงดังมาจากประตูห้องตามด้วยร่างของฝานหรูเยว่ที่วิ่งผ่านประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน
“คุณชายซู!” ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความร้อนใจฝานหรูเยว่กวาดตามองไปรอบห้อง เมื่อเห็นร่างของซูฉางอันกับชิงหลุน นางก็ตะโกนเสียงดังโดยไม่สนเรื่องมารยาทอีกต่อไป
เมื่อเห็นดังนั้น ซูฉางอันก็รับรู้ได้ทันทีว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่เขารีบลุกขึ้นยืน แล้วถามออกไปอย่างรีบร้อน “เกิดอะไรขึ้น?”
“มู่... พี่ใหญ่มู่ ออกไปประลอง จนได้รับบาดเจ็บ” เห็นได้ชัดว่านางรีบวิ่งมาหาซูฉางอันมากจึงเหนื่อยจนพูดติดๆ ขัดๆ เช่นนี้
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็ระเบิดความตะลึงขึ้นมาในพริบตา
ช่วงบ่ายที่ผ่านมา ซูฉางอันได้ยินเสียงตะโกนท้าทายดังแว่วมาจากหน้าสำนักจึงพอจะเดาได้ว่ามีสำนักมาท้าประลองอีกแล้ว
แต่เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรแต่เพราะตอนนั้นชิงหลุนเพิ่งกลับมาจากหอดาราพอดี เพราะอยากรู้คำตอบของหอดารามากเขาจึงให้มู่กุยอวิ๋นเป็นผู้ออกไปจัดการเรื่องสำนักที่มาท้าประลองแทน
เขาคิดว่า ด้วยความแข็งแกร่งของมู่กุยอวิ๋น ต่อให้ยอดอัจฉริยะที่ถูกจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรกของอันดับปฐพีก็คงมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะประลองกับเขาได้มากกว่าสิบกระบวนท่านับประสาอะไรกับศิษย์จากสำนักที่อยู่นอกอันดับห้าสิบพวกนั้น เหตุนี้เขาจึงไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้อีก
แต่ดูจากท่าทีรีบร้อนของฝานหรูเยว่ เกรงว่ามู่กุยอวิ๋นต้องได้รับบาดเจ็บไม่เบาเป็นแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็กล่าวขึ้น “พาข้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เลยส่วนเรื่องรายละเอียด ค่อยมาคุยกันระหว่างทาง” เขาไม่มีเวลามาซักไซ้ไล่ความอีกแล้ว
“อืม” ฝานหรูเยว่พยักหน้าหนักๆ ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินนำซูฉางอันออกไปทันที
เมื่อเห็นดังนั้นชิงหลุนที่นั่งมองเหตุการณ์อย่างสงบมาโดยตลอดก็ลุกจากที่นั่งเช่นกัน เดิมที นางอยากจะตามทั้งสองออกไปแต่ก็ฉุกคิดได้ว่าฐานะของตนในตอนนี้ ไม่อาจช่วยอะไรพวกเขาได้เลย ความคิดนั้นทำให้นางลังเลไปชั่วขณะเมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง ซูฉางอันกับฝานหรูเยว่ก็หายไปเสียแล้ว
ระหว่างทางฝานหรูเยว่เล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการประลองให้ซูฉางอันฟังอย่างรวดเร็ว
สำนักที่เดินทางมาท้าประลองในวันนี้ เป็นสำนักอันดับที่เจ็บสิบสาม นามว่าสำนักหงเซิ่งในเมืองฉางอันที่เต็มไปด้วยสำนักนับร้อย สำนักหงเซิ่งแห่งนี้ไม่ได้มีความโดดเด่นใดๆ แม้แต่น้อย ศิษย์ที่เดินทางมาในวันนี้ก็มีพลังสูงสุดแค่ระดับไท่ยีเท่านั้น
หากเทียบกับมู่กุยอวิ๋น ศิษย์เหล่านั้นต่างกับเขาราวฟ้ากับเหวย่อมทำอะไรมู่กุยอวิ๋นไม่ได้อยู่แล้ว
แต่มาติดตรงที่ว่าศิษย์หนึ่งในนั้น พูดท้าทายมู่กุยอวิ๋นขณะต่อสู้เสียนี่
แน่นอนว่านั่นหาใช่เรื่องใหญ่ไม่ ด้วยนิสัยของมู่กุยอวิ๋นต่อให้พวกเขาจะท้าทาย หรือก่นด่าเพียงไร เขาก็ไม่มีทางเก็บมาใส่ใจอย่างมากก็คงคิดว่านั่นเป็นสุนัขที่เห่าหอนไปทั่วเท่านั้น
แต่ศิษย์คนนี้กลับไปเรื่องของมู่กุยอวิ๋นกับซือหม่าฉางเสว่มาจากที่ใดก็ไม่ทราบทั้งยังนำเรื่องนี้ออกมาพูดต่อหน้าทุกคน แล้วยังพูดจาหมิ่นเกียรติซือหม่าฉางเสว่อีกและนั่นทำให้มู่กุยอวิ๋นระเบิดโทสะขึ้นในที่สุด
ส่วนเรื่องที่ว่า เขาพูดหมิ่นว่าอย่างไรบ้างฝานหรูเยว่ก็เอาแต่พูดตะกุกตะกัก พูดๆ หยุดๆ แถมยังหน้าแดงไปหมด ซูฉางอันรออยู่นานนางก็พูดไม่ออกเสียที เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าต้องเป็นคำพูดที่หยาบคายมากแน่นอน
เพราะความโกรธ มู่กุยอวิ๋นจึงพลั้งมือทำร้ายศิษย์คนนั้นขาหัก
เหตุนี้ อาจารย์จากสำนักที่มาด้วยกันจึงฉวยโอกาสนี้ ลงมือทำร้ายจนมู่กุยอวิ๋นได้รับบาดเจ็บ
หากจะว่ากันตามระเบียบ ในการประลองเช่นนี้ หากได้รับบาดเจ็บก็นับเป็นเรื่องธรรมดาทั้งศิษย์คนนั้นก็ยังพูดจาหมิ่นเกียรติซือหม่าฉางเสว่ก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้การได้รับบาดเจ็บระหว่างการประลองถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อย่างดาษดื่นไม่ว่าอย่างไร อาจารย์คนนั้นก็ไม่ควรลงมือด้วยตนเองอยู่ดี
แต่แล้วจะอย่างไรเล่า?
บัดนี้ สำนักเทียนหลานเหลือเพียงคนรุ่นหลังไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังอดทนประคับประคองเอาไว้
ในตอนแรก เพราะเห็นว่าอวี้เหิงเพิ่งจากไป หากลงมือกับสำนักเทียนหลานในตอนนั้นอาจทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงลงได้ พวกเขาจึงไม่ได้ทำอะไรที่เกินไปนัก แต่บัดนี้ดูเหมือนคนบางกลุ่มจะทนไม่ไหวอีกแล้ว ถึงคิดจะหาผลประโยชน์จากสำนักเทียนหลานให้ได้แม้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงก็ตาม...
ขณะการสนทนา ในที่สุด ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ข้างสนามฝึกที่มู่กุยอวิ๋นใช้เป็นสถานที่ประลองแล้ว
ซูฉางอันเห็นมาแต่ไกลว่ามู่กุยอวิ๋นกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นดินพลางใช้หอกยันพื้น เพื่อประคองร่างของตัวเองเอาไว้ สีหน้าของเขาแลดูอ่อนล้ามากที่พื้นดินเบื้องล่าง กองเลือดที่ฉาบอยู่บนนั้นช่างสะดุดตาเหลือเกิน ที่ข้างกันกู่เซี่ยนจวินมาถึงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ นางถือกระบี่เอาไว้ในมือ พลางจ้องไปที่ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังคาดว่าน่าจะเป็นชายคนนี้ ที่ทำให้มู่กุยอวิ๋นได้รับบาดเจ็บเช่นนี้
ดูเหมือนทั้งสองกำลังเจรจาบางอย่างกันอยู่ แต่เพราะอยู่ไกลซูฉางอันจึงได้ยินไม่ถนัดนัก
เขาเตรียมจะเดินเข้าไปในลานฝึก แต่ก็พบว่าจู่ๆ กู่เซี่ยนจวินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปดูท่าการเจรจาจะไม่เป็นผล
จากนั้น พลังกดดันมหาศาลก็กระจายออกจากร่างของชายวัยกลางคนกระบี่ในมือของเขาเปลี่ยนเป็นลำแสง ชี้ไปยังใบหน้าของกู่เซี่ยนจวินทันที
ซูฉางอันระเบิดความกังวลใจขึ้นฉับพลัน เขาเร่งความเร็วให้มากขึ้นพลางปลดปล่อยพลังวิญญาณที่แฝงไปด้วยพลังแห่งดาบ เพลิงศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งสายฟ้าออกมาทันที
“เจ้าโจรเฒ่า! บังอาจนัก!”
เขาตวาดเสียงดังลั่น คลื่นเสียงดังกระหึ่มประดุจอัสนีคำรามกึกก้องไปทั่วลานฝึก
จากนั้น ดาบสีขาวกระจ่าง และสว่างไสวดุจดั่งดวงตะวันถูกดึงออกจากฝักชายหนุ่มกระโดดขึ้นสูง เหวี่ยงดาบในมือไปที่ศีรษะของชายวัยกลางคนอย่างทรงพลังปานราชาพยัคฆ์ที่พุ่งจู่โจมศัตรูเช่นนั้น