ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 โอกาสในดินแดนลับของมหาเซียน ความกล้าหาญของซูจื่อยวน ขี่บรรพบุรุษสำเร็จ

            ดินแดนลับแห่งมหาเซียนงั้นรึ

     

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงก็ตกตะลึงองค์หญิงเก้ายังไม่คิดล้มเลิกกับดินแดนลับแห่งนั้นอีกหรือ

     

            ข่าวลือเกี่ยวกับดินแดนลับของมหาเซียน

     

            ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาข่าวลือนี้แพร่สะพัดไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง ดึงดูดผู้แข็งแกร่งจากทวีปอื่นๆ ให้มาแม้แต่องค์หญิงเก้าก็ยังให้ความสนใจทว่ากลับไร้วี่แววว่าดินแดนลับปรากฏขึ้นแต่อย่างใด

     

            ผู้แข็งแกร่งหลายคนเชื่อว่านี่เป็นเพียงข่าวลวงดินแดนลับของมหาเซียนไม่มีอยู่จริง

     

            แม้แต่ซูฉางเซิงเองก็คิดว่าองค์หญิงเก้าจะยอมล้มเลิกไปแล้ว

     

            ทว่าบัดนี้องค์หญิงเก้ากลับเชิญเขาไปด้วยตนเองดูเหมือนว่าดินแดนลับของมหาเซียนจะมีอยู่จริงสินะ

     

            ถึงจะเป็นเรื่องจริงทว่าในใจของซูฉางเซิงกลับรู้สึกไม่สงบอย่างบอกไม่ถูก

     

            แม้ว่าจะเป็นเพียงลางสังหรณ์ทว่ามันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาระมัดระวังตัว

     

            “ขออภัยองค์หญิงเก้าข้าไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ โปรดหาผู้อื่นเถิด!”

     

            ซูฉางเซิงส่ายหน้าปฏิเสธ

     

            เขามีระบบตราบใดที่ไม่ประพฤติตัวเสี่ยงอันตราย ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ช้าก็เร็วเขาจะบรรลุถึงระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ เขาไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงอันตรายในสถานการณ์เช่นนี้

     

            ดินแดนลับของมหาเซียนงั้นหรือ

     

            มันอาจเป็นทั้งโอกาสและหายนะ

     

            “เจ้าเป็นถึงเซียนพลังต่อสู้เทียบได้กับราชานักบุญ เหตุใดจึงขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้แม้แต่ดินแดนลับของมหาเซียนก็ยังไม่กล้าสำรวจหรือ”

     

            เมื่อองค์หญิงเก้าได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว

     

            ถึงแม้ว่ามหาเซียนจะแข็งแกร่งทว่าหลังจากที่ล่วงลับไปนับพันปีวิธีการที่ทิ้งไว้ในดินแดนลับไม่น่าจะสังหารราชานักบุญได้อย่างง่ายดาย

     

            ตราบใดที่ระแวดระวังอย่างน้อยที่สุดก็หลบหลีกและรักษาชีวิตเอาไว้ได้

     

            ยิ่งไปกว่านั้นด้วยสถานะองค์หญิงแห่งราชสำนักของนาง และผู้แข็งแกร่งมากมายที่ติดตามมาด้วย

     

            การเดินทางไปยังดินแดนลับครั้งนี้เรียกได้ว่าปลอดภัยอย่างแน่นอนเหตุผลที่นางเชิญซูฉางเซิงไปด้วย ก็เพื่อมอบโอกาสให้เขาเท่านั้น

     

            “ข้าซาบซึ้งในความหวังดีขององค์หญิง!”ซูฉางเซิงส่ายหน้า จากนั้นก็ใคร่ครวญก่อนจะถามต่อ “ข้าสงสัยยิ่งกว่าด้วยฐานะขององค์หญิงเก้า ดินแดนลับของมหาเซียนธรรมดาๆไม่น่าจะทำให้ท่านต้องให้ความสนใจมากถึงเพียงนี้กระมัง”

     

            นี่คือสิ่งที่ซูฉางเซิงสงสัย

     

            แค่ดินแดนลับของมหาเซียนสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงสมบัติที่มหาเซียนทิ้งเอาไว้

     

            สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในทวีปเจินเซิ่งนี่อาจเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ ได้รับมาสักชิ้นก็ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

     

            ทว่าสำหรับองค์หญิงแห่งราชสำนักแล้วนี่มันช่างเล็กจ้อยไม่ใช่หรือ!

     

            ไม่ว่าจะเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรทรัพยากร หรือแม้แต่ผู้แข็งแกร่ง

     

            ทุกแง่มุมนี้ล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่เคยขาดแคลนแม้กระทั่งมหาเซียนก็เรียกใช้ได้อย่างง่ายดาย

     

            ด้วยสถานะเช่นนี้เหตุใดจึงต้องสนใจดินแดนลับของมหาเซียน และอยู่ที่ทวีปเจินเซิ่งเป็นเวลาถึงสามปี

     

            “มันแตกต่างกันดินแดนลับแห่งนี้มิใช่มหาเซียนธรรมดา ทว่าเป็นมหาเซียนที่มีพลังต่อสู้เหนือชั้นมีที่มาที่ไปลึกลับ ในอดีตเคยมีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนักฉางเซิงและ…เขามีวิชาบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับข้า ข้าต้องได้มันมา!”

     

            ใบหน้าขององค์หญิงเก้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งทว่าดวงตากลับกล่าวออกมาอย่างมุ่งมั่น

     

            สำคัญมากงั้นหรือ

     

            ซูฉางเซิงตกตะลึงทันใดนั้นเขาก็นึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับองค์หญิงเก้าที่ระบบเคยแจ้งให้ทราบ

     

            ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะวิวัฒนาการเป็นเซียนร่างหงส์อมตะ

     

            หรือว่าเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรบทนี้กระมัง

     

            หากเป็นเช่นนั้นก็อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดองค์หญิงเก้าจึงสนใจดินแดนลับของมหาเซียนแห่งนี้

     

            “หากเจ้าไม่เต็มใจข้าก็จะไม่บังคับ ข้าเข้าใจเจ้าได้ ดินแดนลับแห่งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ!”

     

            เห็นซูฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆองค์หญิงเก้ารู้ว่าเขากำลังปฏิเสธ แม้จะผิดหวังอยู่บ้างทว่าก็ถอนหายใจและกล่าวต่อว่า

     

            “มหาเซียนผู้นั้นหาผู้ใดเทียบได้ในอดีตมีคุณสมบัติที่จะเป็นจักรพรรดิ ถึงแม้จะเสียชีวิตอย่างกะทันหันทว่าข้าสงสัยว่าเขาอาจจะกลายเป็นกึ่งจักรพรรดิแล้วดินแดนลับแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นระดับมหาเซียนทว่าความอันตรายภายในอาจเพิ่มขึ้นทวีคูณ!”

     

            “การที่เจ้าไม่ต้องการเสี่ยงก็เป็นเรื่องที่สมควร!”

     

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ควรไปแล้ว ว่าแต่… พันธมิตรเซียนหมื่นวิถีอาจจะจัดการประมูลข้าจะไปยังที่นั่น ถึงเวลาเจ้าอาจสนใจไปดูก็ย่อมได้”

     

            กล่าวจบองค์หญิงเก้าก็หันหลังกลับและกำลังจะจากไป ทว่าเสียงของซูฉางเซิงก็ดังขึ้น

     

            “องค์หญิงเก้าโปรดระมัดระวังตัวในเรื่องของดินแดนลับ!”

     

            แม้ว่าเสียงจะเรียบเฉยทว่าองค์หญิงเก้ากลับสัมผัสได้ถึงความห่วงใย

     

            มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

     

            “หึข้าเป็นผู้ใดกัน พลังและวิธีการของข้ามิใช่สิ่งที่เจ้าจะจินตนาการได้เพียงดินแดนลับของมหาเซียน สำหรับข้าแล้วก็เหมือนเดินเล่นในสวนหลังบ้าน!”

     

            องค์หญิงเก้ายิ้มภาคภูมิใจจากนั้นก็หันหลังกลับ และหายไปในห้วงมิติอันกว้างใหญ่

     

            “ยังอ่อนแอเกินไป!”

     

            มองดูร่างที่จากไปซูฉางเซิงทอดถอนใจ หากเขามีพลังบำเพ็ญเพียรระดับมหาเซียนหรือกึ่งจักรพรรดิเขาคงไม่ต้องระวังตัวมากถึงเพียงนี้

     

            “รีบหาฮูหยินและสนมใหม่ดีกว่า!”

     

            ดวงตาของซูฉางเซิงหรี่ลงเล็กน้อยและตัดสินใจในใจ เขาตระหนักดีว่าในเมืองว่านเซี่ยง มีเซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้นามว่าอันเมี่ยวอี

     

            นางมีร่างกายของสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นร่างกายสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งคู่ฝึกตนอันหาได้ยากยิ่ง

     

            ตราบใดที่เขาไปถึงขั้นเก้าและรวมร่างกับนางเพียงพลังปฐมกำเนิดในครั้งแรก เขาก็ทะลุผ่านขีดจำกัดของระดับขั้นได้

     

            เซียนที่ต่ำกว่ากึ่งจักรพรรดิล้วนได้รับผลเช่นนี้

     

            ‘ในเมื่อเป็นอย่างนี้รีบไปถึงขั้นเก้า แล้วแต่งงานกับนาง รวมร่างกับนางฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญ’ ซูฉางเซิงคิดในใจ

     

            เหตุใดจึงไม่รอจนกว่าจะถึงขั้นเก้าของราชานักบุญแล้วจึงรวมร่างกับนางเพื่อฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับมหาเซียนเล่า

     

            รอให้ถึงเวลานั้นคงนานเกินไปซูฉางเซิงเกรงว่าก่อนจะถึงเวลานั้นนางจะถูกบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์พาตัวไปเสียก่อน

     

            “บุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์งั้นหรือ…หึแล้วมันเกี่ยวกระไรกับข้า!”

     

            ซูฉางเซิงเย้ยหยันด้วยพลังปัจจุบันของเขา เขาไม่จำเป็นต้องกลัวบุคคลสำคัญที่ว่านั่น

     

            ตราบใดที่ไม่ใช่มหาเซียนเขาก็มีความมั่นใจที่จะต่อกรด้วย

     

            หากฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญได้แม้แต่มหาเซียนเขาก็มีโอกาสที่จะชนะ

     

            ถึงแม้ว่าปราสาทมารเพลิงโลกันตร์จะแข็งแกร่งและมีมหาเซียนประจำอยู่ทว่าพวกเขาอยู่ในทวีปอื่นและไม่น่าจะเดินทางมายังทวีปเจินเซิ่งเพียงเพื่อร่างกายสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งคู่ฝึกตนธรรมดาๆ

     

            อย่างไรเสียปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ก็มีศัตรูของพวกเขาเองเช่นกัน

     

            “หืม”

     

            ขณะนั้นเองซูฉางเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงสายตาร้อนแรงที่จ้องมองมาที่เขา

     

            ซูฉางเซิงรู้สึกจนใจ

     

            เขารู้ว่าต้องเป็นซูจื่อยวนเจ้าเด็กดื้อรั้นที่คิดจะล่วงเกินบรรพบุรุษผู้นี้อย่างแน่นอน

     

            ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆและหายไปจากที่เดิม ส่วนภายในงาน หลังจากการประลองของตระกูลสิ้นสุดลงเหล่าผู้นำสำนักต่างๆ ก็กล่าวแสดงความยินดี ก่อนจะทยอยกันจากไป

     

            ในเวลาเดียวกันข่าวในวันนี้จะแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว สร้างความตกตะลึงไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง

     

            คาดว่าแม้แต่สำนักไท่สื่อก็คงจะนั่งไม่ติดแล้วกระมัง

     

            ท้ายที่สุดแล้วเมื่อสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงปรากฏตัวขึ้นพลังของพวกเขาก็เพียงพอที่จะคุกคามสำนักไท่สื่อได้

     

            “เซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้ต้องการพบกับบรรพบุรุษฉางเซิงหรือ”

     

            ในอีกด้านหนึ่งหลังจากที่ซูอวิ๋นจัดการประลองของตระกูลเสร็จสิ้น ไม่นานนักเขาก็ได้รับรายงานทันใดนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

            เขาก็เคยได้ยินชื่อเสียงของเซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้เช่นกัน

     

            นางมีชื่อเสียงมากในเมืองว่านเซี่ยงงดงามไร้ที่ติ ทำให้เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์และผู้นำสำนักนิกายมากมายหลงใหล

     

            แม้แต่มหาเซียนผู้หนึ่งก็ยังหลงใหลนางขอร้องสำนักเทียนอวี้อย่างแข็งขัน กระทั่งขู่เข็ญด้วยกำลังทว่ากลับถูกนางปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว จนต้องจากไปอย่างอับอาย

     

            ประเด็นสำคัญคือแม้ว่าสำนักเทียนอวี้จะเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงทว่าพลังของพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งนัก มีเซียนธรรมดาๆ ประจำอยู่เพียงคนเดียวด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวไม่อาจข่มขู่เซียนได้

     

            ซูอวิ๋นจึงสืบสวนและค้นพบกองกำลังที่อยู่เบื้องหลังสำนักเทียนอวี้

     

            คือปราสาทมารเพลิงโลกันตร์…

     

            ในทวีปเจินเซิ่งและทวีปโดยรอบเป็นเจ้ายุทธจักรที่เทียบเคียงได้กับสำนักไท่สื่อ เป็นสำนักนิกายแห่งวิถีมารกระทำโหดเหี้ยมป่าเถื่อนพวกเขามักจะสังหารหมู่และกลั่นร่างกายกับจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อฝ่าขีดจำกัด

     

            อย่างไรก็ตามกองกำลังนี้แข็งแกร่งมาก เพียงแค่ในทวีปเจินเซิ่งก็มีราชานักบุญมากกว่าหนึ่งคน

     

            มีข่าวลือว่าปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ยังมีสำนักงานใหญ่ที่ลึกลับยิ่งกว่าซึ่งมีมหาเซียนประจำการอยู่

     

            ด้วยเหตุนี้แม้ว่าพวกเขาจะกระทำการอย่างโหดเหี้ยมและบ้าคลั่งก็ไม่มีกองกำลังใดกล้าที่จะท้าทายพวกเขา แม้แต่สำนักไท่สื่อก็ยังหวั่นเกรง

     

            ส่วนเซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้ตามคำกล่าวของสำนักเทียนอวี้นางถูกบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์หมายตาเอาไว้ตั้งแต่เด็กและจะเป็นสมบัติของเขาในอนาคต

     

            “นางเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์นี่มันเรื่องยากเสียจริงๆ!”

     

            ซูอวิ๋นปวดหัว

     

            ในช่วงสามปีที่ผ่านมาเขาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสตรีที่มีร่างกายของสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์และพบผู้ที่เหมาะสมหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อ ชักชวน หรือบังคับเพื่อที่จะจัดแจงการอภิเษก

     

            ทว่ามีเพียงเซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้เท่านั้นที่เขายังไม่ได้ติดต่อไป

     

            เพราะสถานะของนางอ่อนไหวเกินไปตระกูลซูในปัจจุบันไม่สามารถยั่วยุนางได้

     

            “เฮ้อเซียนสาวผู้นี้คงคิดที่จะอาศัยบรรพบุรุษเพื่อหลุดพ้นจากสำนักเทียนอวี้หรือแม้กระทั่งจากบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์!”

     

            ซูอวิ๋นถอนหายใจด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

     

            ชื่อเสียงของสำนักเทียนอวี้นั้นไม่ค่อยดีนัก

     

            แม้ว่าจะไม่ใช่สถานที่สำส่อนทว่าศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนักนิกายล้วนเป็นสตรีที่มีความสามารถโดดเด่นในอนาคตพวกนางจะถูกส่งไปเป็นของขวัญให้กับบุคคลสำคัญของสำนักต่างๆเพื่อสร้างสัมพันธ์กับกองกำลังเหล่านั้น

     

            เซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้ไม่ต้องการตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้จึงคิดที่จะแสวงหาผู้สนับสนุนเพื่อหลุดพ้นจากโคลนตมโสมมนี้และหลีกหนีจากโชคชะตาอันน่าเศร้า

     

            “แต่นี่อาจทำให้ตระกูลซูเดือดร้อน!”

     

            ซูอวิ๋นถอนหายใจยาวจากนั้นก็โบกมือส่งลูกน้องคนหนึ่งไปติดต่ออีกฝ่าย

     

            แม้ว่าจะกังวลเกี่ยวกับบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ทว่าเนื่องจากคำสั่งของบรรพบุรุษฉางเซิงคือสตรีที่มีร่างกายของสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์เขาจึงไม่ลังเลและรีรออีกต่อไป

     

            แล้วปราสาทมารเพลิงโลกันตร์จะเป็นเยี่ยงไรเล่า

     

            เขาเชื่อว่าบรรพบุรุษฉางเซิงจะตัดสินใจอย่างถูกต้อง

     

            หากบรรพบุรุษเลือกที่จะยอมรับนางนั่นก็พิสูจน์ว่าบรรพบุรุษมีความมั่นใจเพียงพอและไม่กลัวบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์

     

            หากไม่ยอมรับเช่นนั้นตระกูลซูก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากที่นั่น

     

            “ท่านพี่บรรพบุรุษข้าชนะการประลองของตระกูลแล้ว!”

     

            ในอีกด้านหนึ่งภายในตำหนักของซูจื่อยวน หลังจากที่ชนะการแข่งขันได้ไม่นาน นางก็รีบวิ่งมาเมื่อเห็นแผ่นหลังของซูฉางเซิง ดวงตาของนางก็ทอแสงและกล่าวด้วยความยินดี

     

            ในช่วงสามปีที่ผ่านมาเนื่องจากความคุ้นเคยและความสนิทสนมกันมากขึ้น ในระหว่างการฝึกฝนครั้งหนึ่งซูจื่อยวนอ้อนวอนขอเรียกซูฉางเซิงว่า ‘ท่านพี่บรรพบุรุษ’

     

            ซูจื่อยวนกล่าวว่านี่เป็นคำเรียกเฉพาะตัวของนางเอง

     

            แม้ว่าซูฉางเซิงจะรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง ทว่าก็ยังคงตกลงตามคำขอของนาง

     

            อย่างไรเสียนางก็คือฮูหยินในอนาคตของเขา

     

            “ไม่เลวสมกับความคาดหวังของข้า!”

     

            ขณะนั้นเองซูฉางเซิงยืนหันหลังให้ซูจื่อยวน เขาเงยหน้ามองออกไปนอกตำหนัก ดวงตาลึกซึ้งรอบกายมีหมอกปราณปกคลุม เสียงก็ทุ้มต่ำ

     

            ดูราวกับเซียนผู้วิเศษบารมีแผ่ซ่านไปทั่ว

     

            อย่างไรก็ตามการแสดงออกเช่นนี้ไม่มีผลใดๆ ต่อซูจื่อยวนในตอนนี้

     

            นางกำลังถูมือด้วยความประหม่าเล็กน้อยใบหน้าแดงระเรื่อและพูดตะกุกตะกัก

     

            “ชะ…เช่นนั้นท่านพี่บรรพบุรุษรางวัลที่ท่านกล่าวไว้…”

     

            ประเด็นที่สำคัญคือหลังจากการเปลี่ยนแปลงซูจื่อยวนมีรูปร่างสูงโปร่ง

     

            ใบหน้าวิไลงดงามไร้ที่ติ ผมสีดำขลับยาวสยาย ประกอบกับชุดสีทองเข้มอันงดงามยามเคลื่อนไหวก็แผ่รัศมีแห่งเต๋าแผ่ซ่านออกมา

     

            ราวกับเทพธิดาแห่งเต๋าหรือบรรพกาลจุติยามเยื้องย่างและยิ้มแย้ม ล้วนมีเสน่ห์อันหาที่เปรียบมิได้เรียกได้ว่าสง่างามเหนือชั้น กดขยี้เหล่าเซียนสาวและเทพธิดามากมาย

     

            ทว่าเทพธิดาผู้งดงามเช่นนี้

     

            ในเวลานี้กลับแสดงท่าทีขี้อายและประหม่าต่อหน้าซูฉางเซิงราวกับเด็กสาวตัวน้อย

     

            หากเหล่าศิษย์ตระกูลซูที่พ่ายแพ้ต่อซูจื่อยวนเห็นเข้าคงจะต้องกระอักเลือดออกมาเป็นแน่

     

            ตอนที่นางเอาชนะพวกเขานางเย็นชาและไร้ความปรานีเพียงใด ถึงเอาชนะพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

     

            ทว่าต่อหน้าบรรพบุรุษกลับแสดงท่าทีบริสุทธิ์เช่นนี้ ต่างกันราวฟ้ากับดิน

     

            “อืมไม่ว่าเจ้าจะขอกระไร ข้าก็จะให้” ซูฉางเซิงพยักหน้าและมองไปยังนาง

     

            เพียงแค่จ้องมองซูจื่อยวนอย่างเงียบๆ

     

            เขาอยากรู้ว่าซูจื่อยวนจะขอกระไร

     

            “ท่าน…ท่านบรรพบุรุษจื่อยวนอยาก…อยากอยู่กับท่าน…กับท่านเช่นนั้น…”

     

            บางทีอาจเขินอายเกินไปน้ำเสียงของซูจื่อยวนจึงตะกุกตะกัก การแสดงออกเช่นนี้ช่างเหลือเชื่อ

     

            เช่นนั้นหรือ

     

            ซูฉางเซิงตกใจ

     

            “แบบเดียวกับพี่หญิงทั้งสองคนจื่อยวนอยากอยู่กับท่านพี่บรรพบุรุษเช่นนั้น!” ในขณะนี้ซูจื่อยวนราวกับมีพลังใจเพิ่มขึ้น ก้าวนำไปข้างหน้าด้วยแววตามุ่งมั่นร้อนแรง

     

            “ได้ข้าตกลง อีกสามเดือนข้างหน้าเราจะจัดพิธีแต่งงาน!”

     

            ซูฉางเซิงพยักหน้าอย่างไรก็ตาม ซูจื่อยวนก็หนีไม่พ้นมือเขาเช่นนั้นก็นำนางมาเป็นของตนโดยตรงเลยก็แล้วกัน

     

            “ท่าน…ท่านพี่บรรพบุรุษเราไม่แต่งงานไม่ได้หรือเจ้าคะ” ซูจื่อยวนพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ

     

            “ไม่แต่งงานงั้นหรือเหตุใดเล่า”

     

            ซูฉางเซิงขมวดคิ้วมองซูจื่อยวนด้วยสายตาแปลกประหลาด นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางปรารถนามาโดยตลอดหรอกหรือ

     

            ไม่แต่งงานหรือ

     

            “เพราะหากไม่แต่งงานก็จะสามารถรักษาความสัมพันธ์ต้องห้ามกับพี่ชายบรรพบุรุษได้ หนังสือกล่าวไว้ว่าความสัมพันธ์เช่นนี้จะน่าตื่นเต้นยิ่งนัก…”

     

            ซูจื่อยวนหน้าแดงก่ำดวงตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง

     

            “หือ”

     

            ซูฉางเซิงเบิกตากว้างเป็นครั้งแรกที่ใบหน้าของเขาเผยเค้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

     

            ซูจื่อยวนเจ้าช่างแปลกประหลาดนัก!

     

            หนังสือเล่มใดกันที่กล่าวถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ช่าง…ไร้ยางอายเสียจริง

     

            ‘ระบบความสัมพันธ์เช่นนี้ถือเป็นฮูหยินได้หรือไม่ ลูกที่เกิดมาจะถือว่าอย่างไร’

     

            ซูฉางเซิงถามในใจ

     

            [……]

     

            [โฮสต์ท่านก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา ในด้านความไร้ยางอาย ท่านก็ไม่เป็นรองผู้ใด!]

     

            ระบบเงียบไปราวกับตกตะลึงต่อซูฉางเซิงนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้น

     

            [พวกเจ้าช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก!]

     

            [ติ๊ง!หลังจากการประเมินของระบบ แม้จะไม่แต่งงานก็ยังคงมีผล ทว่ามีข้อจำกัดครั้งและไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ตลอด!]

     

            ในไม่ช้าระบบก็ให้คำตอบกลับมา

     

            ซูฉางเซิงโล่งใจตราบใดที่ยังมีผลก็เพียงพอแล้ว

     

            จำกัดครั้งหรือ

     

            เขาไม่ใส่ใจเรื่องนี้บุคคลที่เขาจะไม่แต่งงานด้วยจริงๆ มีเพียงซูจื่อยวนก็พอแล้ว

     

            ความสัมพันธ์ต้องห้ามเช่นนี้หากมีมากเกินไปก็ไม่น่าสนใจอีกต่อไป

     

            “ซูจื่อยวนผู้ใดเป็นคนให้อ่านหนังสือเช่นนี้ ต่อไปอย่าอ่านหนังสือไร้สาระมากนักถึงกับกล้าเอ่ยปากขอสิ่งที่ไร้เหตุผลเช่นนี้!”

     

            ซูฉางเซิงมองซูจื่อยวนด้วยสายตาเป็นประกายกล่าวตำหนิด้วยเสียงเข้มงวด

     

            “บรรพบุรุษ…”

     

            ทันใดนั้นดวงตาของนางก็แดงก่ำ คิดว่าซูฉางเซิงจะปฏิเสธ จึงเตรียมจะอธิบาย

     

            “ทว่าข้าตกลงตามที่เจ้าขอแล้ว!”

     

            เฮ้อเพื่อเอาใจลูกหลานที่อกตัญญูและดื้อรั้นผู้นี้เขาในฐานะบรรพบุรุษก็ต้องยอมเสียสละร่างกายของตน

     

            “จริงหรือเจ้าคะ!”

     

            ดวงตาของซูจื่อยวนเป็นประกาย

     

            เป็นประกายจริงๆที่ส่องแสงพร่างพราว เจิดจ้าอย่างหาที่เปรียบมิได้ รัศมีสาดส่องอักขระสัญลักษณ์สั่นไหวระริก

     

            “บรรพบุรุษเช่นนั้นเรารีบกันเถิด…”

     

            ซูจื่อยวนพุ่งเข้าหาซูฉางเซิงอย่างใจร้อนท่าทางกระตือรือร้นของนางทำให้เขากับพูดไม่ออก

     

            เจ้าตัวน้อยผู้นี้ช่างใจร้อนเสียจริงเหตุใดถึงรู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายที่ถูกยั่วยวนกันนะ

     

            “อ๊า!”

     

            ซูฉางเซิงยกมือและอุ้มซูจื่อยวนขึ้นทำให้นางร้องเสียงหลงด้วยใบหน้าแดงก่ำ

     

            ไม่ว่าจะแสร้งทำเป็นดื้อรั้นเพียงใดนางก็เป็นเพียงเด็กสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์เท่านั้น

     

            ไม่นานนักก็เกิดสงครามดุเดือดเป็นเวลาสามวันสามคืนบางครั้งซูฉางเซิงใช้พลังปราณปราบลูกศิษย์ทรยศ บางครั้งก็ถูกซูจื่อยวนเอาคืน

     

            ชั่วขณะหนึ่งทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด ราวกับว่าวิถีแห่งเต๋าจะถูกทำลายล้าง

     

            หลายวันต่อมาซูฉางเซิงก็ปราบลูกศิษย์ทรยศได้สำเร็จเดินทางไปยังห้องโถงใหญ่ของตระกูลซูด้วยท่าทางสงบนิ่ง ซูอวิ๋นรอเขาอยู่ที่นั่นแล้ว

     

            ส่วนซูจื่อยวนวิ่งไปพบกู้ชิงเกอและไป๋เยวี่ยเกอแล้ว

     

            “บรรพบุรุษเซียนสาวแห่งสำนักเทียนอวี้ต้องการพบกับท่านเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการสู่ขอแต่งงานขอรับ!”

     

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงปรากฏตัวดวงตาของซูอวิ๋นเป็นประกาย ก่อนที่ซูฉางเซิงจะนั่งลง เขาก็รีบเข้าไปหา

     

            “นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาข้ายังพบสำนักกองกำลังอีกหลายแห่งที่มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่ซึ่งราชวงศ์จื่อเยวี่ยมีเงื่อนไขหนึ่งข้อที่หวังว่าบรรพบุรุษจะตอบรับ!”

     

            “จักรพรรดินีองค์ปัจจุบันของราชวงศ์จื่อเยวี่ยเป็นผู้ครอบครองสังขารจื่อเยวี่ย นางต้องการขอให้ตระกูลซูทำลายราชวงศ์กระบี่โลหิตซึ่งเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงขอรับ”

     

            ซูอวิ๋นรายงานด้วยความเคารพ

     

     

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน