บทที่ 8 เดิมพันถูกแล้ว
ขุนนางอีกคนกล่าวอย่างเ็า “ไร้สาระ บัณฑิตเจียงหนานถึงขั้นก่อจลาจลกันแล้ว ส่งทัพไปปราบปรามยังแทบไม่ทัน ถ้าปล่อยให้พวกนั้นเข้าเมืองหลวงมาได้ แล้วมาสุมหัวกับบัณฑิตในเมืองหลวง ระบบสอบรับราชการของราชสำนักต้าอวี่เรามิกลายเป็เื่ชวนหัวไปหรอกรึ”
ทันใดนั้น ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ก็พลันพิโรธขึ้นมา “ปราบปราม!? พวกเ้าก็ช่างพูดออกมาได้ กองทัพของราชสำนักต้าอวี่มีไว้สำหรับพิทักษ์บ้านเมือง ไม่ได้มีไว้ใช้ลงดาบกับปัญญาชนที่ไม่มีแม้แต่แรงจะเชือดไก่”
“พวกเ้าถือกำเนิดในตระกูลใหญ่มากลาภยศสรรเสริญ ไม่เข้าใจบัณฑิตยากจนที่ตรากตรำร่ำเรียนก็แล้วไปเถอะ นี่ถึงกับว่าออกปากปาว ๆ ว่าให้ส่งกำลังไปปราบปราม ทำไมรึ? ในสายตาผู้ลากมากดีอย่างพวกเ้า เห็นบัณฑิตยากจนเ่าั้เป็โจรฏงั้นเรอะ?”
“ฝ่าาโปรดระงับโทสะ” บรรดาขุนนางในท้องพระโรงล้วนคุกเข่ากันถ้วนหน้า
ภายในท้องพระโรงไม่มีใครเอ่ยวาจา มีเพียงเสียงหายใจแรงด้วยความโกรธกริ้วของฮ่องเต้
กู้อวี้คุกเข่าแผ่นหลังตั้งตรง กล่าวว่า “ฝ่าาโปรดระงับโทสะ ส่วนใต้เท้าทั้งหลายโปรดใจเย็นฟังข้าน้อยพูดให้จบก่อน บัณฑิตเจียงหนานลุกฮือเรียกร้องความเป็ธรรม ใช้เวลาไม่นานก็มีคนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก คนหลายร้อยคนมุ่งหน้ามายังเมืองหลวง แสดงให้เห็นว่าการทุจริตในการสอบรับราชการเป็เนื้อร้ายที่สั่งสมมาช้านาน หากส่งกองทัพไปปราบปรามรังแต่จะทำให้ปัญญาชนทั้งแผ่นดินต้องสูญสิ้นศรัทธา”
นางเอ่ยวาจาอย่างรวดเร็ว ต่อหน้าความเกรี้ยวกราดของฝ่าา สิ่งที่มีมากกว่าความประหวั่นลนลานก็คือความตื่นเต้นพลุ่งพล่านใจ
นางรู้ว่าตนเองเดิมพันถูกแล้ว
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันครองราชย์มาได้ยี่สิบกว่าปี คาดว่าความปรารถนาที่จะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จคงแตะถึงจุดสูงสุดแล้ว
ทว่าขุนนางระดับกลางไปจนถึงระดับสูงในราชสำนักล้วนมาจากตระกูลใหญ่ คำสั่งราชการหลายอย่างที่ฮ่องเต้มีกระแสรับสั่งจึงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น
กู้อวี้นึกถึงประวัติศาสตร์ราชวงศ์สุย*[1] ที่ได้เรียนรู้มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จึงพอจะหยั่งดำริที่้าสนับสนุนปัญญาชนระดับล่างของฮ่องเต้ได้
การลุกฮือของบัณฑิตเจียงหนานครานี้ถือเป็โอกาสที่จะทำลายการผูกขาดอำนาจของตระกูลใหญ่ในราชสำนักได้พอดี และยังเป็โอกาสของนางด้วยเช่นกัน
นางกล่าวสืบไปว่า “จากความเห็นของข้าน้อย ขัดขวางมิสู้โอบรับ รวบรวมบัณฑิตเ่าั้มาที่เมืองหลวง เลียนแบบชุมนุมปราชญ์ของราชวงศ์ก่อน เชิญปัญญาชนทั้งหลายมาแสดงความเห็นที่ลานบวงสรวงบนเขาอวี้ตูซาน บอกกล่าวความอยุติธรรมที่ได้รับให้์สดับตรับฟัง แล้วให้ฝ่าาออกหน้าจัดการ ก็จะสามารถปลอบประโลมบัณฑิตที่ได้รับความไม่เป็ธรรม ส่งคำเตือนไปถึงคนที่เลือกใช้วิธีการผิด ๆ เพื่อเข้ารับราชการ ทั้งยังเป็การแสดงให้พสกนิกรเห็นว่าฝ่าาทรงรับฟังและรับรู้ความทุกข์ของชาวประชา นี่คือประการแรก”
ฮ่องเต้ทรงสดับแล้วก็คลายพระขนงออก ตรัสเสียงดังกังวาน “เยี่ยม”
จากนั้นก็ทำทีพยักพเยิดเป็เชิงบอกให้กู้อวี้พูดต่อไป
ครั้นเห็นทุกคนข่มใจรับฟัง กู้อวี้ค่อยผ่อนคลายน้ำเสียง แม้จะเป็ความเห็นแย้งก็ไม่เจือแววเสียดสี ทว่าให้ความรู้สึกที่สุขุมหนักแน่น
“ประการที่สอง เื่การทุจริตในการสอบรับราชการที่สั่งสมมาช้านาน ลักษณะที่พบได้บ่อยครั้งที่สุด ได้แก่ หนึ่งสวมรอยสอบแทน สองติดสินบนเ้าพนักงาน สามข้อสอบรั่วไหล ความวุ่นวายครั้งนี้มีต้นตอมาจากการที่คหบดีผู้หนึ่งจ้างคนสวมรอยสอบแทนโดยให้ผลตอบแทนอย่างงาม หลังจากนั้นกลับคิดจะฆ่าคนเพื่อปิดบังความจริง”
“การจะแก้ปัญหาสวมรอยสอบแทนผู้อื่นที่ต้นตอนั้นสามารถทำได้โดยการลงโทษแบบกลุ่ม ให้บัณฑิตที่รู้จักคุ้นเคยกันจับกลุ่มกันสามถึงห้าคน ต่างคนต่างรับประกันให้กันและกัน หากมีคนสอบแทนผู้อื่นหรือทุจริตในการสอบ คนที่เหลือจะต้องรับโทษด้วยความผิดเดียวกัน สถานเบาคือคนในตระกูลสิบรุ่นไม่มีสิทธิ์รับราชการ สถานหนักคือเนรเทศทั้งตระกูล ป้องปรามโดยการใช้กฎระเบียบที่เคร่งครัดและบทลงโทษรุนแรง”
“กรณีติดสินบนเ้าพนักงานจะต้องมีการจัดการกระดาษคำตอบอย่างเข้มงวด โดยปกปิดนามของผู้เข้าสอบและให้อาลักษณ์ดำเนินการคัดลอกครั้งที่สอง เมื่อลายมือบนกระดาษคำตอบทุกฉบับล้วนเหมือนกันหมด ขุนนางที่ตรวจข้อสอบก็จะแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็ของใคร สามารถหลีกเลี่ยงการติดสินบนเ้าพนักงานโดยให้อ้างอิงจากลายมือได้”
“กรณีข้อสอบรั่วไหล จำต้องรักษาข้อสอบเป็ความลับอย่างเข้มงวด โดยให้กักบริเวณขุนนางผู้ออกข้อสอบเป็เวลาหนึ่งเดือนก่อนการสอบ เมื่อร่างข้อสอบเสร็จก็ส่งข้อสอบเ่าั้ไปยังมณฑลต่าง ๆ แต่ละมณฑลคัดลอกข้อสอบแล้วปิดผนึกนำส่งข้อสอบไปยังสถานที่จัดการสอบ”
...
วาจายาวเหยียดนั้นชัดเจนเป็ขั้นตอน
กู้อวี้กล่าวปิดท้ายว่า “ทั้งหมดนี้คือความเห็นเล็กน้อยของข้าน้อย เป็เพียงก้อนกรวดสำหรับล่อหยกเท่านั้น*[2] หากมีข้อบกพร่องใด ใต้เท้าทั้งหลายเชิญชี้แนะได้เต็มที่ ส่วนรายละเอียดยังคงต้องให้ใต้เท้าทั้งหลายทุ่มเทเวลาแรงกายแรงใจหาข้อสรุปอีกครั้ง”
ไม่รู้ว่าคำพูดของตนเองถูกพระทัยฮ่องเต้หรือไม่ นางจึงลอบเงยหน้าขึ้นมองฝ่าา
จึงได้เห็นว่ามุมพระโอษฐ์ของฝ่าาแย้มสรวล พอพระทัยอย่างเห็นได้ชัด
กู้อวี้เพิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอกก็พลันได้ยินเสียงปรบมือดังสามครา
คนทั้งหลายหันหน้าไปมองก็เห็นเซียวเหยาอ๋องจวินเจ๋อเดินเข้ามาในท้องพระโรง
เขายังคงมีสีหน้าเย้ยหยันถากถางเช่นเคย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นดูจะแฝงรอยยิ้มไว้ตลอดกาล ทั้งยังฉายแววร้ายกาจให้เห็นอย่างคลุมเครือ
ครั้นเห็นคนที่ดวงชงกับนางปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ กู้อวี้พลันกัดฟันแน่น หัวใจเต้นช้าไปครึ่งจังหวะ ลอบวอนขอให้คนผู้นี้อย่าได้สร้างปัญหาอะไรให้นางเลย
น่าเสียดายที่์เบื้องบนไม่ได้ยินคำขอร้องของนาง จึงได้ยินเขากล่าววาจาที่ทำให้หัวใจคนฟังเขม็งเกลียวออกมาว่า
“สิ่งที่กู้ซื่อจื่อกล่าวมานั้นสูงส่งเลิศล้ำ แต่มีจุดบกพร่องร้ายแรงอยู่ประการหนึ่ง ข้าจึงอยากจะชี้แนะกู้ซื่อจื่อเกี่ยวกับเื่นี้สักหน่อย”
กู้อวี้สาบานว่า ชีวิตนี้นางไม่เคยมีความคิดอยากสังหารใครจนแทบจะควบคุมไม่ได้เท่านี้มาก่อน
[1] ราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581 - 618) ริเริ่มระบบการสอบรับราชการ (เคอจวี่) เพื่อกระจายโอกาสให้ปัญญาชนระดับรากหญ้ามีโอกาสรับราชการมากขึ้น ต่างจากราชวงศ์ก่อนหน้าที่ใช้ระบบเสนอชื่อโดยขุนนางท้องถิ่นซึ่งเปิดช่องว่างให้เกิดกลุ่มอภิสิทธิ์ชน (คนที่ได้รับการเสนอชื่อมีเพียงลูกหลานชนชั้นสูงและคนมีอันจะกิน)
[2] มาจากสำนวน โยนกรวดล่อหยก (抛砖引玉) หมายถึง ใช้สิ่งของที่ด้อยค่าไปแลกสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่า