ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง

    ตอนที่ 34 อสนีบาตฟาดเถียนเถียน

            กระต่ายน้อยเถียนเถียน คอยปล่อยพลังช่วยให้ฮั่วหมิงจูไม่ทุกข์ทรมานกับพิษไข้จนเกินไป ปล่อยพลังโอบอุ้มไปได้สักพัก อสนีบาตก็ฟาดลงมาที่ตัวของเถียนเถียนจนกระเด็นออกห่างจากร่างกายของฮั่วหมิงจู

            กระต่ายน้อยที่นอนซุกอยู่ข้างน้องสาว จู่ ๆ ก็กระเด็นไปไกลโดยไม่ทราบสาเหตุ สร้างความแปลกใจให้กับฮั่วเจินจู

            “เถียนเถียน”

            ท่ามกลางความวุ่นวาย ฮั่วเจินจูถลาเข้าไปอุ้มกระต่ายน้อยกลับมา มิเช่นนั้นมันอาจจะถูกคนเหยียบเอาได้

            “ท่านหมอเจ้าคะ ช่วยตรวจดูอาการเถียนเถียนให้ข้าหน่อย”

            กระต่ายน้อยนอนหงายลิ้นห้อยราวกับว่ามันกำลังจะตาย ตัวของมันอ่อนยวบจนดูน่าสงสาร โอวหยางเพ่ยเพ่ยเคยช่วยรักษาสัตว์มาบ้าง จึงตรวจอาการให้แก่กระต่ายน้อย

            “ทุกอย่างก็ปกติดี หรือว่ามันหมดแรงเพราะหิว”

            โอวหยางเพ่ยเพ่ยแปลกใจว่าเพราะเหตุใดกระต่ายตัวนี้ถึงได้นอนหมดแรง ทั้งที่การเต้นของอวัยวะภายในยังคงเป็นปกติทุกส่วน

            แท้จริงแล้วที่ร่างกายของเถียนเถียนอ่อนปวกเปียกเป็นเพราะถูกอสนีบาตฟาดลงมาใส่ เนื่องจากกระต่ายน้อยแหกกฎสวรรค์ ถ่ายทอดพลังของตนเองช่วยโอบอุ้มพลังชีวิตของฮั่วหมิงจู ทั้งที่ฮั่วหมิงจูเลือกหนทางนี้เอง นางจึงต้องรับผลของการกระทำ

            ในหมู่บ้านถูกเก็บกวาดจนแล้วเสร็จ สตรีและเด็กที่ซ่อนอยู่บนเขาจึงได้ลงมายังหมู่บ้าน ชาวบ้านที่ลงมาแล้วพบว่า บ้านของตนเองถูกเผาไหม้จนเหลือแต่ตอดำ ร้องห่มร้องไห้ตัดพ้อกับชีวิตลำบากยากเข็ญ เงินและข้าวของก็ถูกพวกมันปล้นชิงไปจนเกือบหมด ที่อยู่อาศัยยังถูกพวกมันทำลาย นี่มิเท่ากับว่าบีบบังคับให้พวกตนตายทั้งเป็นหรอกหรือ

            ร่างของฮั่วหมิงจูถูกวางลงบนเตียงนอนที่ยังปกติดีทุกอย่าง โชคดีที่บ้านฮั่วอยู่บริเวณตีนเขา คนเลวพวกนั้นจึงรุกเข้ามายังไม่ถึง

            ฮั่วหนานอันรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กล้มป่วยก็กระวนกระวาย แม้ว่าได้รับคำยืนยันจากปากของหมอเทวดาว่าบุตรสาวต้องหายดี ก็ยังไม่ไว้วางใจอยู่ดี บุตรสาวเจ็บป่วยยามใด หัวใจของฮั่วหนานอันราวกับถูกมีดกรีดเป็นแผลลึก

            ตั้งแต่มาอยู่ที่หมู่บ้านซานไห่ บุตรสาวของตนล้มป่วยถึงสองหน และดูเหมือนว่าอาการป่วยวันนี้หนักกว่าครั้งที่แล้ว ตัวของนางร้อนดั่งเปลวไฟใบหน้ายามหลับแสดงความเจ็บปวดออกมาจนดูน่าสงสาร

            ภายในหมู่บ้านกำลังวุ่นวายเพราะหลายคนไร้ที่อยู่อาศัย แต่คนบ้านฮั่วหาได้สนใจ ที่พวกเขาสนใจมีเพียงอาการป่วยของฮั่วหมิงจู

            “ไข้เหมือนจะลดแต่กลับพุ่งขึ้นสูง”

            โอวหยางเพ่ยเพ่ยช่วยจับร่างของลูกศิษย์ที่กระตุกเป็นบางครั้งบางคราว อาการป่วยครานี้ค่อนข้างหนักเอาการ ตัวกลับมาร้อนดั่งถูกไฟแผดเผาแตกต่างจากเมื่อครู่ที่ลดลงพอสมควร

            คำพูดของโอวหยางเพ่ยเพ่ย สร้างความหวาดกลัวให้กับคนบ้านฮั่ว กลัวว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะเป็นอันใดไป

            “ถึงร่างกายนางจะอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด ทุกคราที่นางป่วยไม่เคยร่างกระตุกแบบนี้มาก่อน พวกเราต้องทำอย่างไรกันดี” หวังซื่อช่วยเช็ดตัวให้กับบุตรสาวทั้งน้ำตา

            “เพิ่งกินยาเข้าไป รอดูอีกสักหน่อย ถ้าไม่ดีขึ้นข้าจะให้กินยาเข้าไปอีกเม็ด”

            โอวหยางเพ่ยเพ่ยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ถึงได้เป็นห่วงเด็กคนนี้มากจนกระวนกระวาย ทั้งที่นางสามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้เป็นอย่างดีเสมอมา

            เห็นคนป่วยตายต่อหน้าต่อตามาไม่น้อย แต่ไม่มีผู้ใดสั่นคลอนจิตใจนางเท่าเด็กคนนี้มาก่อน หรือว่าจะเป็นสายใยผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์

            ฮั่วหนานอันนั่งกุมศีรษะกับความไร้ประโยชน์ของตนเอง ยามบุตรสาวล้มป่วยเขากลับไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้แม้แต่น้อย ช่างเป็นบิดาที่ประโยชน์เสียจริง

            ……..

            นกพิราบสื่อสารตัวสีขาวบินลัดมาตามเส้นทางอันคุ้นเคยของเทียนอัน เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ของแคว้นต้าฉี

            ปีกของมันกระพือขึ้นกระพือลงถี่ ๆ เหมือนเร่งการเดินทางให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น

            ภายในเขตวังหลวงคือเป้าหมายของนกพิราบสื่อสาร บินหลบหลีกไปตามเส้นทางอันคุ้นเคย ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง

            ขันทีที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักของโอรสสวรรค์ รีบเข้าไปนำจดหมายออกจากขาของนกพิราบ แล้วเดินเร็วเข้าไปในตำหนักอันโอ่อ่า

            ขันทีหนุ่มเดินผ่านประตูบานแล้วบานเล่า จนในที่สุดก็ถึงห้องบรรทมชั้นในสุด ซึ่งเป็นที่ประทับของโอรสสวรรค์

            สาสน์ที่นำเข้ามายังไม่ทันได้มอบให้กับองค์จักรพรรดิ ขันทีอีกคนก็นำสาสน์ฉบับใหม่ตามเข้ามาถึงสามคน ต้องเป็นเรื่องด่วนเพียงใดถึงได้ส่งสาสน์ติดต่อกันถี่ปานนี้

            ฮ่องเต้แห่งแคว้นกำลังนั่งเอนกายอยู่ในห้องบรรทม ยื่นพระหัตถ์ออกไปรับสาสน์จากขันที ทอดพระเนตรอ่านข้อความในกระดาษแผ่นแรก ตามด้วยแผ่นที่สอง สาม สี่ ตามลำดับ

            “เรียกหวังจิ้นเข้าเฝ้าเจิ้นด่วน”

            ขันทีอาวุโสรับพระบัญชา รีบให้องครักษ์หน้าตำหนักเดินทางไปยังจวนสกุลหวัง เพื่อเชิญอัครมหาเสนาบดีแห่งสำนักตรวจการเข้าเฝ้าฝ่าบาท

            ฮ่องเต้ฉีเกาไอโขลกๆ หลังจากหยุดไอก็กลับมาอ่านข้อความในแผ่น กระดาษอีกรอบ

            “เจ้าหนุ่มผู้นี้ มิว่าจะอยู่ที่ใดก็เกิดเรื่องไปเสียหมด” บุคคลที่ฮ่องเต้ฉีเกากล่าวถึงคือฮั่วหนานอัน บุตรชายคนที่สามของเหลียงอ๋อง

            ข่าวจากอำเภอจางหลิงถูกส่งไปยังเมืองหลวง จวนนายอำเภอหลี่ถูกกองทัพทหารม้าเกราะแดงปิดล้อม ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าออกจวนอย่างเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งจากเมืองหลวงส่งมาถึง

            ราษฎรในอำเภอจางหลินตกใจกับแผ่นกระดาษที่ติดประกาศทั่วเมือง ไม่อยากเชื่อเลยว่านายอำเภอหลี่จะเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ เพื่อต้องการปกปิดเรื่องชั่วช้าของตนเอง ถึงกลับต้องฆ่าคนทั้งหมู่บ้าน

            เรื่องของนายอำเภอที่ว่าดังกระฉ่อน ยังมิเท่ากับการพบกับกองทัพทหารม้าเกราะแดงที่ได้ยินเพียงชื่อเสียงมานาน ราษฎรตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้อาวุโส พวกเขาต่างเดินทางมายังจวนของนายอำเภอ เพื่อยลโฉมกองทัพทหารอันเลื่องชื่อที่สามารถสยบพวกศัตรูให้อยู่ภายใต้ต้าฉี

            ราษฎรพยายามยื่นอาหารหรือสิ่งของรวมไปถึงเงินทองให้กับทหารเหล่านี้ เพื่อตอบแทนที่พวกเขาช่วยปกป้องแผ่นดินต้าฉี ทว่าการกระทำของราษฎรถูกเมินเฉย

            ทหารม้าเกราะแดงถูกฝึกมาให้เมินเฉยต่อการรับสินบน พวกเขาเพียงยืนปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเคร่งครัด สิ่งล่อตาล่อใจเหล่านี้ไม่เคยทำให้พวกเขาไขว้เขวได้

            เด็กน้อยหลายคนมายืนมองบุรุษรูปร่างองอาจด้วยสายตาหลงใหล ความฝันของเด็กน้อยบางส่วน คือการได้เข้าร่วมกับกองทัพม้าอันทรงเกียรติและน่าเกรงขามของสกุลฮั่ว เพื่อปกป้องแคว้นจากศัตรูที่จ้องรุกราน

            ประตูเมืองอำเภอจางหลินที่เคยปิดสนิท เพราะหวาดกลัวเรื่องโรคระบาด ถูกเปิดออกเมื่อหลายวันก่อน ราษฎรสัญจรเข้าออกได้เหมือนปกติ

            คนในหมู่บ้านซานไห่บางส่วน สลับกันเดินทางเข้ามาร้องทุกข์ในอำเภอ พวกเขาคุกเข่าเล่าถึงเรื่องเลวร้ายที่ต้องพานพบ วันนี้ก็เข้าสู่วันที่สี่ เรื่องเล่าของคนจากหมู่บ้านซานไห่ยังเรียกร้องความสนใจจากราษฎรได้เป็นอย่างดี


    นิยายแนะนำ