“มันเกิดอะไรขึ้นครับใครมารังแกลูกผม”
ปลอบลูกชายที่ยังกะพริบตางง ๆ อยู่ในอ้อมกอดของตนเองไม่ทันเสร็จชายหนุ่มก็ถามหาต้นสายปลายเหตุจากชาวตลาดมุงได้โดยไว
ตอนที่เขาเพิ่งกลับมาถึงแล้วเห็นเด็กๆ มุงกันอยู่ริมฟุตบาทหน้าตลาดก็คิดอยู่แล้วว่าลูกพลับอาจจะอยู่ในก๊วนเด็กพวกนี้ เห็นมีผู้ใหญ่มุงอยู่ด้วยก็คิดไม่ถึงว่าพวกเด็กๆ จะกำลังทะเลาะกัน
หากตอนที่เดินเข้ามา…
เขาไม่รู้หรอกว่าใครพูดอะไรรังแกใครอย่างไรก่อนรู้แต่ว่ามองเห็นลูกพลับที่กำลังโกรธจัดแล้วก็มีควันสีแดงของจิตมารแผ่ออกมาจนฟุ้งไปหมดถ้าเข้าไปห้ามไม่ทันที่ลูกพลับจะปล่อยหมัดเมื่อกี้ออกไป รับรองว่าไอ้เด็กอ้วนนี่ต้องถึงขั้นลาโลกตายไปอย่างไอ้พ่องเดชนั่นแน่ๆ
ไตเติ้ลถึงกับใจหายวูบเมื่อคิดว่าลูกชายตัวน้อยที่น่ารักของเขาอาจจะกำลังถูกจิตมารกลืนกินไปแล้วก็ได้ถ้าเขาเข้ามาห้ามเอาไว้ไม่ทัน
“พี่เต้แย่งรถสีแดงของลูกพลับไปครับแล้วก็ผลักลูกพลับล้มด้วย” เจ้าบอลที่อยู่ในเหตุการณ์มาตลอดฟ้องทันควัน
“ไอ้พลับมันเอารถกูไปก่อนต่างหาก” โปเต้เถียงเสียงดัง
“ก็พี่เต้แพ้ลูกพลับเองนี่แล้วก็มาว่าป๊ะป๋าของลูกพลับด้วย!” ลูกพลับขึ้นเสียงบ้างแต่ก็ยังกอดคอพ่อเอาไว้แน่น
“พี่เต้มันด่าลูกพลับว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อครับ” เจ้าเปี๊ยกยุ
เด็กชายไม่ชอบโปเต้อันธพาลมาตั้งนานแล้วเพราะพอแข่งรถเสร็จก็จะยึดรถของเล่นของคนอื่นไปหมดเลยบางคนไม่ได้แข่งแพ้ด้วยก็ยังจะมาเอาของเขาไปอีก เปี๊ยกเรียนอยู่ป.3 แล้วแต่เป็นเด็กตัวเล็กมากที่ดูเหมือนจะรังแกได้ง่ายจึงมักจะโดนโปเต้ข่มแย่งเอารถไปเป็นประจำ
“ลูกฉันไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่นะถึงจะไม่มีพ่อไม่มีแม่น่ะ” ไตเติ้ลว่าใส่เจ้าเด็กอ้วน
ไอ้พวกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยุคเก้าศูนย์นี่มันยังไงฟะเวลาทะเลาะกัน ด่ากัน ถึงจะต้องลามไปหาพ่อหาแม่ทุกทีเลย นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ เวลาทะเลาะกับเพื่อนก็จะด่าพ่อด่าแม่กันตลอดเหมือนกัน
“แต่พ่อมันไม่มีการศึกษา มันก็ไม่มีการศึกษา” โปเต้เถียง
“ไอ้เด็กนี่มันปากบอน”
ลุงที่หิ้วคอเสื้อของโปเต้อยู่รีบปล่อยมือแล้วเขกหัวเด็กร่างท้วมทันควันเขารู้ว่าทิดวัฒน์คนดีของสังคมเป็นพ่อของลูกพลับจึงไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าตนเป็นญาติเกี่ยวดองกับเด็กปากสุนัขคนนี้
“รู้จักด่าคนด้วยคำว่าไม่มีการศึกษาแปลว่านายเรียนมาสูงมากงั้นสิ” ไตเติ้ลแซะเจ้าเด็กตัวใหญ่
ชายหนุ่มรู้ดีว่าเด็กวัยนี้ไม่รู้ถึงการใช้ศัพท์คำพูดคำจาที่ฟังดูซับซ้อนแบบนี้หรอกดังนั้นการที่หยิบเอาภาษาพวกนี้มาด่าคนอื่นได้ก็น่าจะเป็นเพราะพ่อแม่หรือผู้ใหญ่พูดให้ฟังจนเสียนิสัยนั่นแหละไม่อย่างนั้นก็คงจะดูละครหลังข่าวที่คุณหญิงแม่ด่าพวกสะใภ้บ้านนอกมากจนเกินไปจะว่าไปแล้วในยุคนี้ก็ยังไม่มีการจัดเรทของละครที่ออกฉายทางทีวีเลยนี่นะ
“กูอยู่ ป.5 เรียนเยอะกว่าไอ้เด็กโง่พวกนี้อยู่แล้ว”โปเต้กร่างใส่อย่างไม่เกรงกลัว
เด็กชายเพิ่งเคยเห็นพ่อของลูกพลับไม่เห็นจะดูเหมือนคนเก็บขยะสกปรกอย่างที่พวกผู้ใหญ่ในตลาดพูดถึงกันก่อนหน้านี้เลย แต่ถึงอย่างนั้นคนเก็บขยะก็เป็นแค่คนเก็บขยะให้แต่งตัวดูดียังไงก็ยังใส่กางเกงขาสั้นทรงลุงกับเสื้อยืดธรรมดา ๆ กระจอกกว่าพ่อของเขาที่ใส่สูทชุดฟอร์มสวยๆ ของธนาคารอยู่แล้ว ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย
“คนมีการศึกษาไม่มีใครเค้าพูดกู-มึงกันหรอกนะมันไม่สุภาพ ลูกพลับที่น่ารักของฉันยังไม่ใช้คำแบบนั้นเลย ใช่ไหมครับลูกพลับ”
ไตเติ้ลสั่งสอนแล้วกลับมาถามลูกชายน้ำเสียงอ่อนโยนผิดจากตอนเสวนากับเด็กเปรตหน้ามือเป็นหลังมือ
“ใช่ครับ หลวงตาบอกว่ากู-มึงเป็นคำไม่สุภาพมีแต่คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือเท่านั้นที่ใช้พูดกัน” เด็กชายตอบป๊ะป๋าหน้าซื่อ
จังหวะนี้พาให้คนทั้งตลาดหน้าชากันไปเป็นแถบเพราะต่างก็ใช้สรรพนามคำว่ากู-มึงกันเป็นปกติจะไปเถียงเด็กมันก็ไม่ได้ เด็กมันยกคำอ้างมาเลยนะว่าพระสั่งสอนมาขืนไปเถียงเด็กก็เท่ากับเถียงหลวงตาแช่มไปด้วยน่ะสิแบบนี้
“ตะ…แต่ผมเรียนสูงกว่าลูกพลับจริง ๆ นะ พ่อผมก็จบ ปวส.ด้วย” โปเต้เถียง เปลี่ยนสรรพนามคำเรียกแทนตัวเองทันที
“เหรอ… ถ้าเรียนสูงงั้นแปลว่าต้องฉลาดแล้วก็รู้เยอะสิ”ชายหนุ่มยังโต้เถียงกับเด็กได้หน้านิ่ง ๆ อย่างไร้อารมณ์เกรี้ยวกราด
“รู้เยอะสิ สอบได้ที่หนึ่งด้วย” โปเต้อวดอ้าง
จริง ๆ แล้วเจ้าตัวใหญ่นี่ไม่ได้สอบได้ที่หนึ่งหรอกผลการเรียนอยู่ระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางท้าย แต่ตอนนี้ไม่มีเด็กรร.เดียวกันกับเขาอยู่แถวนี้นี่น่าเพราะฉะนั้นโปเต้จะโม้อะไรยังไงก็ได้อยู่แล้ว
“อ่ะ... งั้นเจ้าเด็กมีการศึกษาตอบมาสิว่าพยัญชนะไทยมีกี่ตัว” ทิดวัฒน์ยิงคำถามเด็กตัวยักษ์ชะงักทันควัน
ทำไมไม่ดุล่ะ? ปกติจะต้องดุหรือไม่ก็ด่ากลับไม่ใช่เหรอ?ทำไมอยู่ ๆ ตาลุงนี่ก็มาถามเรื่องพยัญชนะไทยล่ะ?
เด็กร่างท้วมกะพริบตาปริบด้วยสีหน้างุนงง
“สะ...สี่สิบ...สี่ตัว ใช่ไหมครับหลวงตาเคยสอนลูกพลับว่ามีสี่สิบสี่”
ลูกพลับกลับเป็นคนตอบแทนเด็กชายเรียนหนังสือด้วยวิธีการถาม-ตอบกับป๊ะป๋ามาโดยตลอดจึงไม่รู้ว่านี่เป็นการประลองไอคิวหรืออะไรรู้แค่ว่าถ้าป๊ะป๋าถามมาแล้วลูกพลับตอบถูกป๊ะป๋าก็จะดีใจแล้วก็ชมลูกพลับด้วย
“ถูกต้องแล้วครับ ลูกพลับเก่งมาก นำไปหนึ่งแต้มนะ”ไตเติ้ลว่า
“เฮ้ย! นำได้ยังไงวะ อยู่ดี ๆ ก็ถามมาใครจะไปตั้งตัวตอบได้ทันกันล่ะ” โปเต้โวยวาย
“งั้นเริ่มใหม่ก็ได้นายรู้ไหมว่าเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้าเกิดขึ้นมาจากอะไร”
ชายหนุ่มเปลี่ยนคำถามไม่ถือสาที่เจ้าเด็กอ้วนนี่ขึ้นเสียงใส่ อ่ะ… เผื่อว่าเด็กไม่ถนัดภาษาไทยเปลี่ยนเป็นวิทยาศาสตร์ป.3 ให้แทนก็แล้วกัน
“เปี๊ยกรู้ครับ!คุณครูบอกว่าน้ำบนโลกโดนแดดเผาเลยระเหยเป็นไอลอยขึ้นไปอยู่บนฟ้าแล้วกลายเป็นเมฆครับ”
เพราะโปเต้ยังนิ่งอึ้งนึกคำตอบไม่ได้เจ้าเปี๊ยกเลยแทรกตอบแทนทันที
“เก่งมาก ได้ไปหนึ่งแต้ม หนูเปี๊ยกอยู่ ป. อะไรแล้วครับ”
ไตเติ้ลหันไปคุยกับเด็กเปี๊ยกกับเด็กที่มารยาทดี พูดจาสุภาพ ภานุวัฒน์ก็ให้เกียรติพูดสุภาพด้วยเช่นกัน
“ป.3 ห้องครูปรานีครับ” เปี๊ยกตอบพร้อมยกมือขึ้นสูง ๆ
‘ตูไม่ได้อยากรู้ชื่อครูประจำชั้นเอ็งสักหน่อย’
ชายหนุ่มแอบคิดงงอยู่ในใจถามแค่ชื่อแต่ตอบมาซะครบเลยวุ้ย
“12 x 12 เท่ากับเท่าไหร่”
กลับหันมาตั้งคำถามกับเด็กอ้วนต่อ อ่ะ…เปลี่ยนเป็นคณิตศาสตร์ให้แล้วนะ
“ห๊ะ? สิบสอง คูณ สิบสอง?”
โปเต้ทวนคำ พยายามยกนิ้วมือขึ้นมานับ
ต้องเอาสิบสองมาบวกกันสิบสองครั้งรึเปล่าวะ?ทำไมตาลุงนี่ต้องถามเลขสิบสองด้วยล่ะ โปเต้ฝึกท่องสูตรคูณมาตั้งนานเขายังจำแม่นได้ถึงแค่แม่เก้าเอง
“12 x 12 เป็น 144”
ลูกพลับท่องเป็นทำนองขึ้นมาเขาจำสูตรคูณตั้งแต่แม่สองถึงสิบสองได้เพราะว่าป๊ะป๋าเคยสอนให้เขาฝึกท่องอยู่บ่อยๆ
“เก่งมากครับ” ไตเติ้ลชมแล้วก็จุ๊บหัวเหม่งของลูกชายเบา ๆ
“ข้อต่อไปล่ะครับ” เจ้าเปี๊ยกซัก
ข้อแรกที่ลูกพลับได้แต้มนำไปพ่อของลูกพลับบอกว่าไม่คิดคะแนนข้อสองเปี๊ยกตอบถูกได้หนึ่งคะแนน ข้อสามลูกพลับตอบถูกได้อีกหนึ่งคะแนนแบบนี้แปลว่าเสมอ ไม่มีคนชนะ เพราะฉะนั้นคุณลุงพ่อของลูกพลับต้องถามมาอีกข้อจะได้ตัดสินได้ว่าใครแพ้ใครชนะ
“ชูใจ[1]เลี้ยงแมวชื่ออะไร”
ชายหนุ่มเจตนาถามคำถามง่าย ๆ ให้เด็กๆ ตอบได้ทุกคนบ้าง
“สีเทาครับ”
คราวนี้สองเสียงของทั้งลูกพลับและเปี๊ยกตอบขึ้นพร้อมกันทันที.
[1]ด.ญ.ชูใจ ตัวละครในแบบเรียนมานะ มานี