บทที่51บททดสอบ
คลื่นลมแห่งขุนเขาเริ่มสงบลงและเลือนหายไปตามฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนแต่แดนพันหมื่นขุนเขากลับปั่นป่วนวุ่นวายไปด้วยวีรกรรมของบุรุษสองผู้ ซึ่งมีนามว่าเฟยหลงกับ หลงเหอ บุรุษนามเฟยหลง ชายผู้มีด่านญาณต่ำกว่าระดับเหนือธรรมชาติ แต่กลับกล้าท้าทายขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างนิกายสุริยันจันทราทั้งยังขัดขวางแผนการอันชั่วร้ายลงไปได้ ส่วนบุรุษอีกผู้นามหลงเหอ ชายหนุ่มนิรนามผู้สยบค่ายโจรอันดับหนึ่งแห่งแคว้นผู้ปัดเป่าโพยภัยให้อาณาประชาราษฎ์ได้ราวปาฏิหาริย์ แต่การมีชื่อเสียงที่โดดเด่นขึ้นมาในชั่วข้ามคืนเช่นนี้ย่อมก่อปัญหาให้เกิดขึ้นตามหลังเฉกเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ที่เรียงรายตั้งตระหง่านกันอย่างมากมายมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ด้านหลังของมันสะพายอาวุธทรงกระบอกแปลกประหลาดทื่อด้าน ก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วค้นหาร่องรอยบางสิ่งอย่างอยู่มันผู้นี้ก็คือหลงเหอ ชายหนุ่มจากยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั่นเอง หลงเหอออกติดตามสืบเสาะร่องรอยของเฟยหลงมาหนึ่งสัปดาห์เต็มชายหนุ่มก็ยังไม่อาจค้นพบร่องรอยใดให้ติดตามเฟยหลงได้ สุดท้ายคนจึงตัดสินใจที่จะกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกมันทั้งสองต้องพลัดหลงกันซึ่งที่แห่งนั้นก็คือ อารามอวู่ยี่
หลงเหอก้าวเดินมาจนถึงตีนเขาบริเวณทางขึ้นสู่อารามอวู่ยี่ ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อยก่อนเงยหน้าเหลียวขึ้นไปมองยังตัวอารามที่อยู่ด้านบนเขาสูงคนครุ่นคิด “หวังว่าคนร้ายกลุ่มนั้นจะไม่ได้อยู่ที่นี่”ความคิดสิ้นสุด คนก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ดวงตาหรี่มองด้านบนคราหนึ่งก่อนก้าวเดินขึ้นไปตามบันใดศิลาอันเก่ากร่อนของอารามอวู่ยี่
บันใดศิลาแห่งนี้ ดูไปน่าจะมีอายุมากกว่าร้อยปีเพราะสภาพของมันดูเก่าทรุดโทรมลงไปเป็นอย่างมาก และบันใดศิลานี้ก็ทอดขึ้นไปบรรจบกับประตูอารามอวู่ยี่พอดีมีจำนวนขั้นบันใดทั้งหมดห้าพันขั้น ซึ่งในคืนที่มันกับเฟยหลงมาเยือนอารามแห่งนี้ในครั้งแรกพวกมันใช้เวลาเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูอารามเพียงชั่วธูปไหม้เท่านั้น
ทว่าตอนนี้หลงเหอกลับรู้สึกผิดสังเกตและรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เพราะชายหนุ่มเดินขึ้นบันใดศิลาเก่าโทรมแห่งนี้เกือบครึ่งค่อนวันยังมิอาจบรรลุถึงประตูอารามได้หลงเหอกัดฟัดพุ่งทะยานร่างวิ่งขึ้นสู่ด้านบนอย่างเต็มกำลัง วิ่งจนดวงตะวันเหนือศีรษะเคลื่อนคล้อยแทบลาลับฟ้าคนก็ยังมิอาจบรรลุถึงประตูอารามด้านบน
ตึง หลงเหอทิ้งร่างนอนแผ่หลาบนบันใดศิลาด้วยควาเหน็ดเหนื่อยชายหนุ่มวิ่งขึ้นบันใดศิลาเกือบหนึ่งวันเต็ม คนคล้ายยังอยู่ ณ จุดกึ่งกลางของบันใดศิลาไม่อาจมุ่งหน้าขึ้นด้านบนต่อไปได้“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” เสียงตะโกนก้องของหลงเหอราวคนที่กำลังหงุดหงิดและสงสัยสุดขีดแต่ด้วยชายหนุ่มเป็นบุคคลที่ไม่ยินยอมพร้อมใจต่อเรื่องใดเอาง่ายๆ เช่นนั้นมันจึงดีดกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนทำหน้ายียวนกวนโทสะ พร้อมทั้งยกมือขวาชี้ไปยังพื้นศิลา ปากก็กล่าวขึ้น
“คอยดูว่าเจ้ากับข้าใครที่จะแน่กว่ากัน”
กล่าวจบคนกระทืบเท้าลงยังพื้นศิลาคราหนึ่ง“ให้มันรู้ว่าข้าจะขึ้นไปไม่ได้” ก่อนทะยานร่างวิ่งขึ้นสู่ด้านบนไป….
ดวงตะวันลาลับไปจากแผ่นฟ้าจันทราก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่ บัดนี้ราตรีกาลได้มาเยือนแดนพันหมื่นขุนเขาแล้ว เมื่อยามวิกาลได้แผ่ปกคลุมมาแทนที่ทุกสรรพสิ่งก็เริ่มเข้าสู่การหลับไหล มีเพียงเสียงลมราตรีที่พัดอู้อวี้ชวนให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาจนเกินไปแต่ทว่าค่ำคืนนี้ยังมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มิได้หลับไหลไปตามราตรีกาล มันกำลังกัดฟันวิ่งขึ้นสู่อารามอวู่ยี่อย่างไม่ท้อถอยบุรุษผู้นี้หากมิใช่หลงเหอแล้วจะเป็นใคร ฮืออออ ฟูวววว เสียงหอบหายใจหนักของหลงเหอดังสอดแทรกผสานกับเสียงสายลมราตรีจนแทบเป็นเสียงเดียวกันความเหน็ดเหนื่อยเนื่อยล้าได้แทรกแซงไปทั่วสรรพางค์กายของชายหนุ่ม ความจริงแล้วหากมันมิคิดว่าอาจมีร่องรอยของเฟยหลงด้านบนอารามแห่งนั้นป่านนี้มันคงล้มเลิกความคิดที่จะวิ่งขึ้นสู่อารามไปแล้ว แต่นี่เป็นเบาะแสเดียวที่อาจจะติดตามสหายพบเช่นนั้นมันจึงต้องกัดฟันสู้กับเรื่องประหลาดนี้ต่อไป
“ไอ้บันใดบัดซบบบบบข้าจะไม่ยอมแพ้บันใดเฮงซวยอย่างเจ้า”
ฟิ้วววว กล่าวจบคนก็พุ่งทะยานวิ่งขึ้นสู่บันใดด้านบนไปอีกครั้ง
ณ อารามอวู่ยี่ ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ถูกเก็บกวาดจนแทบหมดสิ้นมีบุรุษชราสองผู้กำลังนั่งสมาธิหลับตาพริ้มอยู่ ไม่นานบุรุษชราผู้หนึ่งจึงกล่าวขึ้น
“เจ้าจะแกล้งเด็กน้อยนั่นไปจนถึงเมื่อไหร่”
บุรุษชราอีกผู้จุ๊ปากจั๊ก จั๊ก ก่อนกล่าวตอบ
“เป็นเจ้ามิใช่เหรอที่ไม่ต้องการให้ผู้คนขึ้นมายุ่งย่ามวุ่นวายตอนเจ้ากำลังเก็บกวาดซากปรักหักพังเหล่านี้ข้าจึงสนองให้ กลับว่ากล่าวโทษข้าเสียได้”
“เฮ้อ เจ้าเล่นเป็นเด็กอยู่เรื่อยๆ”
“ฮ่าๆๆ แต่ข้ากลับชอบเจ้าเด็กน้อยนี่ดูซิว่ามันจะดื้อรั้นไปถึงเมื่อไหร่”
บุรุษชราผู้แรกส่ายหัวไปมาคล้ายมิรู้ว่าจะสรรหาคำใดมาว่ากล่าวกลับสหายของตนดีสุดท้ายจึงได้แต่นั่งสมาธินิ่งเงียบไม่กล่าววาจาอันใดอีก
ราตรีกาลที่ดูเหมือนจะแสนยาวนานสำหรับหลงเหอก็ได้ผ่านพ้นดวงอาทิตย์แห่งอรุณรุ่งของวันใหม่ก็ได้มาเยือนอีกครั้ง ชายหนุ่มหลังจากที่วิ่งมาตลอดทั้งคืนร่างกายเริ่มอ่อนแรงคนจึงทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนพื้นศิลาที่เย็นเยียบและก็ได้งีบหลับในช่วงเช้ามืดไปพักใหญ่พอตื่นขึ้นมาจึงรู้สึกคึกคักขึ้นมาอักโข ตื่นมาครั้งนี้หลงเหอหาได้วิ่งขึ้นไปดังเช่นที่ผ่านมาอีกแล้วมันครุ่นคิดว่าบันใดศิลานี้ต้องมีลับลมคมนัยน์อันใดเป็นแน่ เพราะตลอดทั้งวัน แม้มันจะวิ่งจนสุดแรงเกิดก็ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงอารามด้านบนได้แต่หากลองเปลี่ยนวิธีการขึ้นเล่า คิดเช่นนั้นมันจึงลองเดินถอยหลังขึ้นสู่ด้านบนไป ทว่าเดินถอยหลังขึ้นไปได้เพียงสิบเก้าที่ข้างหูกลับได้ยินเสียงชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น
“เจ้าหนุ่ม เจ้านี่ถ้าจะบ้าถึงได้เดินถอยหลังเช่นนี้”
หลงเหอหันขวับกลับไปที่ด้านข้างพบว่าผู้ที่กำลังกล่าวว่าตนอยู่นั้นคือชายชราท่าทางเหมือนขอทานผู้หนึ่งหลงเหอจึงหยุดยั้งฝีเท้าลงแล้วกล่าวออกไป “ข้าจะเดินเช่นไรมันก็เรื่องของข้าท่านตั้งใจเดินไปให้ดีเถอะ เพราะดูท่าทางท่านเดินอีกหนึ่งปีก็ยังไม่บรรลุถึงด้านบนนั่น”
“น้อยแน่ เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหากข้าเดินขึ้นไปถึงด้านบนก่อนเจ้า เจ้าจะให้อะไรกับข้า”
“ให้? ข้าไม่มีเวลามาเล่นเรื่องไร้ประโยชน์กับท่านหรอก ลาแล้ว”
กล่าวจบหลงเหอก็วิ่งถอยหลังขึ้นไปอย่างรวดเร็วส่วนสายตาของมันก็เหลียวมองชายชราขอทานเบื้องหลังก่อนจะกระตุกคิ้วขวาขึ้นสองครา เป็นเชิงว่าข้าวิ่งเร็วขนาดนี้ขอทานเช่นท่านอย่างไรจะสู้ข้าได้ก่อนที่คนจะทิ้งห่างร่างของชายชราขอทานออกไปไกลเรื่อยๆ จนเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ หลงเหอวิ่งมาได้ครึ่งค่อนวันคนค่อยทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหน็ดเหนื่อยโทสะที่อัดอั้นมาเนิ่นนานก็ได้ระเบิดขึ้น คนแหงนหน้าขึ้นมองทองฟ้า ก่อนตะเบ็งเสียงตะโกนก้อง
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร”
ขณะที่หลงเหอตะโกนก้องอยู่นั้นเสียงฝีเท้าที่เนิบช้าพลันดังขึ้น ชายหนุ่มจึงหันหน้ากลับลงมามองยังต้นเสียงคนต้องรู้สึกมิอาจเชื่อสายตาเพราะเสียงฝีเท้านี้กลับเป็นของชายชราขอทานก่อนหน้านั่นเอง ชายชราขอทานเดินผ่านหลงเหอที่กำลังนั่งหอบไปแต่ขณะที่มันเดินผ่าน มันได้หันหน้ามามองหลงเหอก่อนแยกเขี้ยวยิ้มอย่างเยาะเย้ย พร้อมทั้งกระตุกคิ้วขวาขึ้นสองครั้งใส่หลงเหอหลงเหอที่มีโทสะอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งทำให้โทสะของมันเพิ่มพูนอีกเท่าตัว เช่นนั้นคนจึงดีดกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนตะโกนกล่าวออกมา
“มาดูว่าขอทานเช่นท่านจะแซงหน้าข้าได้”
สิ้นเสียงหลงเหอก็วิ่งติดตามชายชราขอทานที่เดินอย่างเนิบช้าขึ้นไปทว่าทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าชายชราขอทานเพียงกล่าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่หลงเหอที่วิ่งจนสุดแรงเกิดกลับไม่สามารถที่จะตามชายชราคนนี้ทันได้ชายชราขอทานก็หันหน้ามายกยิ้มแยกเขี้ยว หรี่ตามองหลงเหอด้วยท่าทีกวนประสาท หลงเหอก็ยิ่งมีโทสะคนวิ่งอย่างเต็มกำลังคิดแซงชายชราขอทานผู้นี้ไปให้ได้
ตึง เสียงเข่าของหลงเหอกระแทกลงยังพื้นศิลาด้วยความเหน็ดเหนื่อยชายหนุ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แต่คนก็มิอาจจะยอมแพ้ได้ “หรือจะมีผู้ที่เก่งกาจทำอะไรซักอย่างกับบันใดศิลานี้ เช่นนั้นหากเฟยหลงอยู่บนนั้นมันจะเป็นเช่นไรกัน” ด้วยความที่เป็นห่วงสหายกอปรกับความดื้อรั้นมิอาจยอมแพ้ชายชราขอทานเบื้องหน้าจิตที่เด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มกลับไปกระตุ้นบางสิ่งอย่างส่งให้ภายในร่างของมันคล้ายมีสายน้ำเย็นอันเชี่ยวกรากแพร่ทะลักทะลายออกมาให้ความรู้สึกที่กระปี้กระเปร่าและให้พลังชีวิตที่เพิ่มพูนยิ่ง ทั้งนี้ประกายตาของหลงเหอยังแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามลึกล้ำวูบหนึ่งเสียง ย่าาาห์ ปลุกความฮึกเหิมในกาย จากนั้นคนทะยานร่างขึ้นสู่ด้านบนไป ขณะที่ร่างของหลงเหอพุ่งไปพลังสีฟ้าครามเจือจางรอบกายมันพลันฉีกกระชากห้วงแห่งพลังญาณสายหนึ่งที่ครอบบันใดศิลานี้ออกปรากฏคล้ายเป็นอุโมงอากาศทางยาวให้หลงเหอมุดลอดผ่านไป
ที่อารามอวู่ยี่
“เจ้าก็มิวายที่จะลงไปก่อกวนมันดูท่าเจ้าจะสนใจเด็กหนุ่มผู้นั้นไม่น้อย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าช่างรู้ใจข้าจริงแท้…ถูกต้อง ข้ารู้สึกสนใจในตัวมันจริง เพียงแต่….”
“เพียงแต่อะไรหรือ”
“น่าเสียดายแม้นรลักษณ์ราศีของมันจะไม่เลว แต่บททดสอบง่ายๆ เช่นนี้มันยังผ่านไปไม่ได้ ดังนั้นมันก็ไร้คุณสมบัติบางสิ่งที่จะก้าวสู่การเป็น……”
ฟิ้ววววว โครมมมมเสียงลมหวีดหวิวกอรปกับเสียงพังครืนลงมาของบางสิ่งบางอย่างทำให้คำกล่าวของบุรุษชราขอทานผู้นั้นต้องชะงักค้างก่อนที่พวกมันทั้งสองคนจะสบตากันเป็นเชิงไต่ถาม
“มันขึ้นมาได้เช่นไรเจ้าทำลายค่ายกลไปแล้วรึ”
“ข้ามิได้แตะต้องค่ายกลนั่น”
“หรือว่าผู้ที่ไร้พลังญาณเช่นมันกลับสามารถทำลายค่ายกลได้?เฮอะ เห็นทีข้าคงต้องประเมินเจ้าหนุ่มนั่นใหม่เสียแล้ว”
หลงเหอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนได้อยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของประตูอารามแห่งนี้แล้วชายหนุ่มพอรู้ว่าตนสามารถขึ้นมาบนนี้ได้เป็นผลสำเร็จคนก็ดีอกดีใจยกใหญ่ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าข้างในอาจมีคนร้ายกลุ่มที่เคยลอบทำร้ายพวกตนอยู่มันจึงรีบเก็บงำความดีใจ ก่อนเยื้อย่างฝีเท้าอย่างแผ่วเบาคิดหวังแอบเข้าไปยังตัวอารามทันใดที่ด้านหลังของมันพลันมีเสียงชรากล่าวขึ้น
“เจ้าเป็นผู้ทำให้ประตูอารามพังเสียหายกลับคิดหลบหนีเพื่อปกปิดความผิด นับว่าใช้การมิได้”
หลงเหอหันกายกลับไปมองพบว่าผู้กล่าวเป็นชายชราสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเก่าโทรมผู้หนึ่งและชายชราผู้นั้นกำลังทำการเก็บกวาดซากปรักหักพังอย่างขมักเขม้น หลงเหอจึงประสานมือขึ้นพร้อมกล่าว
“ผู้เยาว์มิได้มีเจตนาที่จะทำลายประตูอารามแห่งนี้เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นผู้เยาว์คล้ายควบคุมตนเองมิได้”
“เมื่อมิได้มีเจตนาก็แล้วกันไปแต่เมื่อเจ้าได้สร้างความเสียหายไปแล้วก็ควรที่จะชดใช้”
“ชดใช้?”หลงเหอทำหน้างุนงงก่อนคนจะร้องอ๋อออกมา จากนั้นมันก็ล้วงมือเข้าไปหยิบเงินในอกเสื้อออกมาพวงใหญ่ก่อนยื่นให้ชายชราเบื้องหน้า “นี่เพียงพอหรือไม่”
“เงินของเจ้ามิอาจใช้ได้สำหรับทุกเรื่อง”
“เช่นนั้นจะให้ผู้เยาว์ทำเช่นไร”
“ช่วยข้าเก็บกวาดและซ่อมแซมอารามแห่งนี้”
“หา ข้าไม่มีเวลาถึงเพียงนั้นข้าต้องรีบตามหาคนผู้หนึ่ง ท่านพอพบเห็นหรือไม่”
หลงเหอรู้สึกว่าชายชราเบื้องหน้านี้ไม่ได้มีความเลวร้ายอันใดคนจึงบอกกล่าวลักษณะของสหายตนให้ชายชราผู้นี้ฟังอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายเมื่อทราบว่าที่อารามแห่งนี้มีเพียงชายชราสองผู้อยู่เท่านั้นคนก็รู้สึกผิดหวังและรู้สึกว่าตลอดเวลาที่มันพยายามขึ้นสู่อารามแห่งนี้กลับเป็นการกระทำที่สูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงขณะที่คนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวอันเหนื่อยยากเมื่อคืนวันที่ผ่านมา ชายชรากวาดพื้นเมื่อครู่ก็ได้หายตัวไปแล้ว
ชายชรากวาดพื้นพึ่งจากไปแต่ที่บันใดศิลาห่างออกไปไม่ไกลกลับมีเสียงฝีเท้าคนนับสิบเดินขึ้นมา เมื่อมาถึงหลงเหอถึงกลับชะงักค้างเพราะกลุ่มคนที่มาหลงเหอจดจำใบหน้าพวกมันได้เป็นอย่างดี กลุ่มคนเหล่านี้กลับเป็นกลุ่มคนที่เคยลอบสังหารมันกลับเฟยหลงนั่นเองเมื่อคนนับสิบมาถึง หนึ่งในนั้นก็ชี้หน้าหลงเหอก่อนตะเบ็งเสียงกล่าวขึ้น
“เจ้าหนุ่มที่มากลับเจ้าสังหารพวกพ้องของข้าไปหลายคนทั้งยังทำให้พวกข้าเกือบทิ้งชื่อไว้ที่ขุนเขาแห่งนี้ วันนี้ถือว่าสวรรค์เป็นใจ แม้มิอาจแก้มือมันผู้นั้นแต่พวกข้าก็จะฉีกกระชากร่างของเจ้าเป็นชิ้นๆ โทษฐานที่เจ้าเป็นสหายของมัน”
หลงเหอเมื่อรู้ว่าเฟยหลงสามารถจัดการคนเหล่านี้ได้และมันมิได้เป็นอะไรชายหนุ่มก็รู้สึกคลายใจขึ้นมาบ้าง เพียงแต่ความโล่งใจนี้ก็มาพร้อมกับความตรึงเครียดที่วันนี้มันจะต้องรับมือกับคนทั้งสิบชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ สมองครุ่นคิดหาทางหลบหนี มือก็ปลดอาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารที่ด้านหลังออกมา