ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 5 ตอนที่ 3 บุกโจมตีแดนศักดิ์สิทธิ์ 1/2

            “ประตูมิติปิดลงแล้ว บุกเต็มกำลัง!!” หลังจากที่ฉินอ๋อง สามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่ใช้เปิดประตูมิติสู่แดนเทพรกร้างหายไป เสียงทรงอำนาจของเขาก็ได้สั่งการการบุกทันที

            กองกำลังพันธมิตรที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งหมื่น ต่างโคจรพลังลมปราณของตนเอง พุ่งลงสู่เบื้องลึกของมหาสมุทรไร้เกราะ แต่ละคนต่างได้รับพลังในการต่อต้านแรงดันน้ำ จากยันต์อาคมของเทพวิญญาณยามาโตะที่ถูกเสริมด้วยพลังของเทพสมุทรตงฟางจ้าว ทำให้คนทั้งครึ่งหมื่นนั้นสามารถที่จะแหวกไหว้ภายในมหาสมุทรโดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องแรงกดดันจากใต้มหาสมุทรและอากาศสำหรับหายใจ

            ความเร็วในการแหวกไหว้ไม่ต่างจากการเคลื่อนที่ในอากาศ หลังจากการแหวกไหว้สู่มหาสมุทรไม่นาน คนทั้งหมดต่างค้นพบปราสาทขนาดใหญ่ ที่มีโดมอากาศครอบเอาไว้เพื่อสร้างอากาศหายใจ นั่นก็คือค่ายกลของแดนจันทราโลหิตที่ใช้ทั้งในการซ่อนตัวและการสร้างอากาศหายใจให้กับคนภายในประสาทขนาดใหญ่นั้น

            การมาของคนครึ่งหมื่นนั้น แม้ว่าจะสามารถซ่อนพลังตอนที่อยู่บนฟากฟ้าได้ แต่การที่จะลงมาให้ถึงภายใต้ปราสาทแห่งนี้ย่อมต้องแสดงลมปราณออกมาเป็นจำนวนมาก

            ในตอนนั้นเองได้มีอสุรกายสีดำ และอสุรกายสีแดง พุ่งออกมาจากปราสาทและยังออกมาจากโดมอากาศ แหวกไหว้ภายในมหาสมุทรและเข้าโจมตีกองกำลังพันธมิตรที่เข้ามา แม้ว่าจำนวนของอสุรกายโลหิตจะมีเพียงแค่หลักร้อย แต่ว่าแต่ละตัวกลับมีความสามารถมากมายนะ หนึ่งตัวสามารถต้านทานกองกำลังของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงสิบคน

            “ความแข็งแกร่งของพวกมัน เหนือกว่าตัวเคยมาโจมตีตระกูลโอวหยางยิ่งนัก” ผู้อาวุโสหนึ่งของตระกูลโอวหยางกล่าวขึ้นมา อสุรกายไร้ผิวและการ์กอยล์ทมิฬที่เคยมาโจมตีตระกูลของเขาในมีระดับพลังที่ใกล้เคียงกับชนชั้นราชันเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีตัวที่สามารถรับมือได้แม้แต่กระทั่งพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แบบเขา สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าการพัฒนาของอสุรกายทั้งสองแบบของแดนจันทราโลหิตมีความน่ากลัวอย่างยิ่ง

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกองกำลังพันธมิตรแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่างรับรู้ข้อมูลของสองอสุรกายตัวนี้มาแล้วเป็นอย่างดี อสุรกายไร้ผิวจะมีแกนพลังชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกาย หากสามารถทำลายส่วนนั้นได้ก็จะสามารถสังหารอสุรกายโลหิตหลงได้ ส่วนการ์กอยล์ทมิฬแม้จะมีความสามารถในการต้านทานลมปราณในระดับสูง และมีความสามารถด้านพละกำลังสูงกว่าอสุรกายโลหิต แต่ไม่ได้มีพลังฟื้นตัวจึงถูกพวกที่มีพละกำลังระดับสูง สังหารได้โดยง่าย

            แม้ว่าแดนจันทราโลหิตจะส่งอสุรกายทั้งสองที่มีความน่ากลัวและความแข็งแกร่งออกมามากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ถูกกองกำลังพันธมิตรที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งหมื่น ช่วยกันดับสังหารลงอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานกองกำลังทั้งหมดก็สามารถเข้าสู่เขตแดนโดมอากาศของปราสาทได้อย่างรวดเร็ว

    และ ภายในนั่นยังมีกระแสพลัง ที่แข็งแกร่งอย่างจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สิบสองคนที่ระเบิดพลังออกมานั่นก็คือ มารทั้งสิบสองแห่งแดนจันทราโลหิต

            "กล้ามาบุกแดนจันทราโลหิตของข้างั้นรึ!!"เสียงตะโกนของชายชราดังขึ้นมาก พร้อมๆ กับพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงที่ระเบิดออกมา 

            อาคมโลหิต หอกโลหิต 

            หอกอาคมโลหิตอันแข็งแกร่งพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว โจมตีไปยังกลุ่มคนที่กำลังพยายามเข้ามายังปราสาทใต้สมุทร 

            "คิดว่าจะทำอะไรได้หรือไง"เฟิ่งหวงจิน  ชักกระบี่ของตนเองออกมา เมื่อสามารถเข้ามายังเขตที่เป็นอากาศ เฟิ่งหวงจินก็ระเบิดเพลิงอันร้อนแรงของตนเองออกมาทันที 

            เพลิงฟีนิกซ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง ฟินิกซ์ทะยานฟ้า

    กระบี่ของเฟิ่งหวงจินลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีส้ม พุ่งทะลวงและหลอมละลายหอกโลหิตที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายดาย 

            "ปีกกระบี่ เฟิ่งหวงจินงั้นหรือ"เสียงอันแก่ชราดังออกมาอีกครั้ง เขาก็คือมารหมื่นโลหิต หนึ่งในสามมารที่เป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง หนึ่งในสามมารที่แข็งแกร่งที่สุด "ได้..ข้าจะเล่นกับเจ้าเอง"

            มารหมื่นโลหิตสร้างหอกโลหิตออกมาอีกครั้ง แต่ว่าในครั้งนี้พลังภายในหอกครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม หอกและกระบี่เพลิงเข้าปะทะกันอีกครั้ง 

            "อย่าคิดว่า..กองกำลังที่รวมกำลังของแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะสามารถทำลายแดนจันทราโลหิตของข้าได้"มารหมื่นโลหิตกล่าว 

            "แน่ใจงั้นหรือ..อาศัยแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเดียวจะสามารถ ต้านทานหกแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ร่วมมือกันได้งั้นหรือ"เฟิ่งหวงจินกล่าวอย่างมั่นใจ 

            "แน่ใจ..งั้นหรือว่า..สิ่งที่เจ้าคิดถูกต้อง"มารหมื่นโลหิตยิ้มอย่างมีเลศนัย 

    หลังจากนั้น มารที่เหลืออีกครั้งสิบเอ็ดคน ต่างเข้าปะทะกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสองดาบ ยมทูต หรือ แม้แต่ปราชญ์ 

            เทพแท้จริงทั้งห้าอาศัยช่วงจังหวะที่เหล่าทหารกำลังรับมือกับอสุรกายโลหิตและการ์กอยล์ทมิฬ ก็เดินทางเข้าสู่เขตของปราสาทขนาดใหญ่ บุกทะลวงสังหารอสุรกายมากมายจนไปถึงภายในปราสาทอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ห้องโถงที่ดูราวกับโถงว่าราชการของจักรพรรดิ มีบัลลังก์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางของห้องนั้น พร้อมกับร่างร่างหนึ่งของผู้ที่อยู่บนบัลลังก์

            “ในที่สุดก็มากันได้สักที” น้ำเสียงอันยิ่งใหญ่ของคนที่อยู่บนบัลลังก์ดังขึ้นมา พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ควรพุ่งออกมาจากร่างกายนั้น นั่นคือร่างขององค์จักรพรรดิแห่งแดนจันทราโลหิตผู้มีนามว่า เสวี้ยหง ระดับพลังที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ในตอนนี้ก็คือ ชนชั้นเทวะแท้จริง เช่นเดียวกับคนทั้งห้าที่เข้ามา

            “ยอมแพ้ซะ ห้าต่อหนึ่ง เจ้าไม่มีทางชนะพวกข้าได้ หรือคิดเจะอาศัยเพียงอสุรกายที่มีพลังน้อยนิดนี้ แม้จะสามารถทำให้พวกระดับต่ำกว่าชนชั้นเทวะหวาดกลัวได้ แต่ไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้” ฉินอ๋องกล่าวพร้อมกับยื่นกระบี่ชี้ไปยังเสวี้ยหงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์

            “อสุรกายพวกนั้นก็เป็นเพียงแค่ของเล่นของพวกข้า พวกเจ้าถึงกับหวาดกลัวของเล่นของข้า ช่างน่าสมเพชนัก” เสวี้ยหงกล่าววาจาเยาะเย้ยฉินอ๋อง

            “ไม่ต้องพูดให้มากความ สังหารมันให้เร็วที่สุดดีกว่า” เทพวิญญาณยามาโตะกล่าวพร้อมกับเร่งพลังอาคมของตนเอง สร้างยันต์อาคมจำนวนมากเข้าโจมตีอีกฝ่ายแต่ว่า

            อาคมโลหิตมรณะ  หมอกกลืนกินสรรพสิ่ง

            ก่อนที่ยันต์สีทองจะสามารถทำอันตรายแก่เทพโลหิตมรณะ เสวี้ยหง ควันสีแดงมากมายได้ระเบิดออกมาจากร่างกายกลืนกินยันต์สีทองเข้าไปทั้งหมด พลังแห่งโลหิตที่มีพลังแห่งชีวิตและพลังแห่งปราณมรณะที่สามารถกัดกร่อนลมปราณและพลังวิญญาณ เมื่อรวมพลังกับพลังจิตของเทพโลหิตมรณะ เสวี้ยหง จึงกลายเป็นอาคมที่สามารถย่อยสลายพลังของศัตรู และ ยังสามารถดูดกลืนพลังที่ควันสีแดงย่อยสลายไปได้อีกด้วย 

            หลังจากที่ทุกคนเห็นว่ายันต์อาคมของเทพวิญญาณยามาโตะไม่สามารถทำอะไรได้ จึงเริ่มลมปราณของตนเองทันที คิดจะโจมตีไปยังเสวี้ยหงพร้อมๆ กันพลังของเทพแท้จริงที่ไหลออกมาจากร่างของทั้งห้า ทำให้ปราสาทใต้สมุทรถึงกับสั่นสะเทือนกับพลังอันมหาศาลของทั้งห้า

            ในจังหวะที่ไม่มีใครได้ทันทีระวังตัว ผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ ได้เข้าไปยืนในจุดที่อยู่ด้านหลังสุดมองไปยังแผ่นพลังของเทพแท้จริงอีกสี่คน ระเบิดลมปราณธาตุโลหะของตนเองออกมาอย่างรุนแรง 

            ปราณมังกรโลหะ  ฝ่ามือแหวกนภา

            ผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ สร้างเงาของมังกรโลหะอันแข็งแกร่งโจมตีไปยังเทพแท้จริงทั้งสี่จากทางด้านหลัง ด้วยตำแหน่งของเทพแท้จริงทั้งหมด เทพจันทราหลางเยว่ที่อยู่ใกล้ที่สุดโดนโจมตีไปยังหัวใจทันที ส่วนเทพสมุทรตงฟางจ้าว ทั่วร่างมีลมปราณมหาสมุทรที่มีพลังป้องกันสูงปกป้องร่างกายเอาไว้ได้ นับเป็นโชคดีที่ร่างของเทพสมุทรตงฟางจ้าว บังร่างของฉินอ๋องเอาไว้ ฉินอ๋องจึงไม่โดนการลอบโจมตี ส่วนเทพวิญญาณมายาโตะอยู่ด้านหน้าสุด ทำให้เขาสามารถสร้างยันต์อาคมสีทองขึ้นมาป้องกันร่างกายได้ทัน 

            “จะ เจ้า อ อ๊อคค” เทพจันทราหลางเยว่ กระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมากเมื่อถูกโจมตีจากทางด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว แม้ว่านางจะมีพลังของสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดแต่จากการที่ถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวจากทางด้านหลัง และ พลังนั้นยังเล็งไปที่หัวใจของนางโดยตรง ทำให้นางบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจต่อสู้ได้ในทันที

            “นี่เจ้า!! สถาบันเทพราชันทรยศพวกเราจริงๆ สินะ” ฉินอ๋องและคนอื่นๆ ได้หันมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แม้ว่าฉินอ๋องจะได้รับรู้เกี่ยวกับความสงสัยและความระแวงของอูหลินเฟิง แต่ก็เป็นเพียงการระแวงของผู้เยาว์คนหนึ่ง เขาจึงไม่ได้เก็บสิ่งนั้นมาคิดมากแต่ว่าจากการกระทำของ ผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ คือสิ่งยืนยันว่าอูหลินเฟิงคิดถูกต้อง

            “ข้าไม่ได้ทรยศพวกเจ้า แต่ข้าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับเจ้าตั้งแต่แรก” ผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อกล่าว เขาคือไส้ศึกที่แฝงตัวมาภายในกองกำลังพันธมิตรนี้ตั้งแต่แรกแล้ว แฝงตัวเพื่อหาข่าวของการโจมตี และโจมตีตลบหลังกองกำลังพันธมิตรอีกที

            “ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นสองต่อสามแล้วสินะ” เทพโลหิตมรณะ เสวี้ยหง กล่าวขึ้นมาพร้อมๆ กับมองไปยังร่างของเทพจันทราหลางเยว่ที่ตอนนี้ไม่สามารถต่อสู้ได้แล้ว ขอเพียงรอเวลาอีกไม่นานนางก็จะตายไปจากการโดนลอบโจมตีด้วยพลังที่รุนแรงของชนชั้นเทวะ ฝ่ายของกองกำลังพันธมิตรจึงเหลือเพียง ฉินอ๋อง เทพวิญญาณยามาโตะ และ เทพสมุทรตงฟางจ้าวเท่านั้น

            “ต่อให้เป็นเหลือจำนวนเพียงสามคน คิดว่าจะเอาชนะพวกข้าได้งั้นเหรอ” ฉินอ๋องกล่าวถาม ในตอนนี้ไอร้อนภายในร่างกายของฉินอ๋องค่อยๆ สูงขึ้นทีละน้อย พลังของเขาในตอนนี้ราวกับภูเขาไฟที่กำลังรอปะทุอยู่

            “ยังคิดว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะอยู่งั้นหรือ รู้หรือไม่ว่าทันทีที่กองกำลังของพวกเจ้าทั้งหมดเข้าสู่อาณาเขตของปราสาทใต้สมุทรแห่งนี้ พวกเจ้าก็พ่ายแพ้แล้ว” เสวี้ยหงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

    ฉินอ๋อง ที่สัมผัสได้ถึงความผิดแปลกบางอย่างของอีกฝ่าย ระเบิดพลังของตนเองเร่งพลังเปลวเพลิงฟีนิกซ์ผนึกลงยังกระบี่และแทงไปยังอีกร่างของอีกฝ่าย ร่างของฉินอ๋องพุ่งตัวไปด้วยความเร็วสูงที่ไม่ว่าใครในที่นี้ก็ไม่สามารถมองตามได้ทันอย่างแน่นอน แทงกระบี่เข้าสู่บริเวณหัวใจของเสวี้ยหงอย่างแม่นยำ แต่ถึงแม้ว่ากระบี่นั้นจะแทงเข้าสู่หัวใจแต่ใบหน้าของฉินอ๋องกลับไม่แสดงความดีใจออกมาเลยแม้แต่น้อย

            ‘ร่างนี้ ร่างปลอม’ ฉินอ๋องสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าร่างตรงหน้าคือร่างแยกที่ถูกสร้างจากเลือดปริมาณมหาศาล ทันทีที่ถูกแทงร่างกายของเสวี้ยเจ๋อค่อยๆ กลายเป็นหมอกสีแดงแล้วสลายไป แต่ก่อนที่ร่างกายนั้นจะสลายไปจนหมด ร่างนั้นได้ยกยิ้มอย่างสยดสยองขึ้นมาพร้อมกับกล่าวว่า

            “บอกแล้ว พวกเจ้าพ่ายแพ้ตั้งแต่เข้ามายังปราสาทแห่งนี้” ร่างของเสวี้ยหงค่อยๆ สลายไปอย่างสมบูรณ์ ในตอนนั้นเองผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อก็ได้ใช้สมบัติวิเศษที่มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายมิติเคลื่อนย้ายออกไปทันที

    หลังจากที่ร่างของเสวี้ยหงและผู้พิทักษ์เจิ้งซื่อหายไป โดมอากาศที่เคยกินอาณาเขตเพียงบริเวณรอบๆ ปราสาทเท่านั้น โดมอากาศได้ขยายใหญ่จนกลืนกิน ทหารทั้งหมดของกองกำลังพันธมิตร และหลังจากนั้นได้มีค่ายกลขนาดใหญ่ปิดผนึกไม่ให้ผู้ใดสามารถออกไปจากโดมอากาศนี้ได้

            “แย่แล้ว” ฉินอ๋องกล่าวขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นฉินอ๋อง เทพวิญญาณยามาโตะ หรือ เทพสมุทรตงฟางจ้าว ต่างสามารถสัมผัสถึงพลังรุนแรงที่ถูกรวบรวมไว้ภายในประสาทได้อย่างดี สิ่งนี้พวกเขาเพิ่งจะสัมผัสได้หลังจากที่เสวี้ยหงและผู้พิทักษ์เจิ้งซื่อหายไป ราวกับว่าทั้งก่อนหน้านี้เสวี้ยหงใช้พลังของตนเองปิดกั้นประสาทสัมผัสลมปราณของเทพแท้จริงคนอื่นๆ

            ในตอนนั้นเองที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาด และ พลังมหาศาลที่ค่อยๆ ปะทุออกมาจากภายใต้ปราสาทแห่งนั้น

            ตูม!!!!!!!!

            เกิดการระเบิดขนาดใหญ่ขึ้นภายในโดมอากาศแห่งนั้น แรงระเบิดมหาศาลที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากพอที่จะสังหารชนชั้นเทวะได้ เป็นระเบิดที่ถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการสังหารชนชั้นเทวะโดยเฉพาะ และระเบิดที่มีความสามารถในการสังหารชนชั้นเทวะ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงชนชั้นอื่น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ชนชั้นจักรพรรดิ ชนชั้นราชัน ชนชั้นจอมยุทธ์ กองกำลังพันธมิตรทั้งหมดต่างไม่อาจต้านทานแรงระเบิดที่เกิดขึ้นจากภายในประสาทได้

    ..

    ..

            ณ พระราชวังแห่งราชวงศ์โชติช่วง

            “รายงานพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชติช่วง ที่ได้เร่งรีบวิ่งเข้ามาภายในห้องว่าราชการของเฟิ่งหวงฝูหรง

            “มีเรื่องอะไรงั้นหรือ” เฟิ่งหวงฝูหรง ถามขันทีคนสนิทของตนเอง

            “สัญญาณการเชื่อมต่อของฉินอ๋อง กับวัตถุวิญญาณขาดหายไปพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทรายงานด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด การที่สัญญาณการเชื่อมต่อกับวัตถุวิญญาณหายไปนั้นเกิดได้เพียงสองกรณีเท่านั้นคือ ความตายหรือไปอยู่ในมิติที่ทำให้การเชื่อมต่อกับวัตถุวิญญาณหายไป

            “อะไรนะ!!” เฟิ่งหวงฝูหรง ถามย้ำราวกับไม่เชื่อหูของตนเอง แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรเพิ่มเติมในตอนนั้นเขากลับได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นออกมาจาก บริเวณไม่ไกลจากห้องทำงานของเขา

            “เกิดอะไรขึ้นอีก!!”

            “รายงานพ่ะย่ะค่ะ ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติถูกทำลายพ่ะย่ะค่ะ เหล่าองครักษ์สามารถที่จะจับตัวผู้ทำลายค่ายกลได้ เหมือนว่าจะเป็นไส้ศึกของแดนจันทราโลหิตพ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งเร่งรีบเข้ามารายงานต่อองค์จักรพรรดิของตนเอง

            “นี่มัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เฟิ่งหวงฝูหรง กล่าวขึ้นมาด้วยความสงสัย ตอนแรกก็วัตถุวิญญาณที่การเชื่อมต่อขาดหายไปจากฉินอ๋อง และ ภายในเขตของพระราชวังกลับถูกโจมตีทำลายค่ายกลข้ามมิติอย่างง่ายดาย

    ..

    ..

    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน