หนูน้อยสกุลถัง(ลงใหม่)

    ตอนที่32 การเริ่มต้นที่ดี


     เช้ามืดในวันหนึ่ง สองอาหลานลุกขึ้นมาเปิดไหไข่เค็ม นำไข่ออกมาสองฟอง หลังทำความสะอาดแล้วก็นำหนึ่งฟองมาตอกใส่ถ้วยใบเล็ก ส่วนอีกฟองฝากฮุ่ยหนิงไปต้ม


    เสี่ยวหลินมองไข่แดงเค็มเป็นก้อนสวยตาวาววับ นางนึกถึงยำไข่แดงเค็มก็น้ำลายไหล


    "จริงสิ! ยังไม่เคยทำยำเลยนี่นา หมึกก็มี กุ้งก็มี" เด็กอ้วนนึกภาพตามคำพูดของตัวเองก็ต้องกลืนน้ำลาย


    "ยำอะไรหรือ" เทียนเฉินชะโงกหน้าเข้ามาถามอย่างตื่นเต้น เขามีความรู้สึกว่าจะได้กินของอร่อยอีกแล้ว เสี่ยวหลินเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะคิกคัก


    "เดี๋ยวเสี่ยวหลินทำให้กินเจ้าค่ะ แต่ว่าหลังกลับจากขายหมึกเราต้องไปเก็บไข่เป็ดมาทำไข่เค็มเพิ่มนะเจ้าคะ"


    "ได้สิ ถ้ามันอร่อยอาจะตั้งใจทำสุดฝีมือเลย!"


    อาหารมื้อเช้าฝีมือเสี่ยวหลินมีหมึกลวกยำกับน้ำจิ้มเผ็ดและใส่หัวหอมซอย ยังวานมารดาทำหมึกนึ่งมะนาวและต้มไข่เค็มเพิ่มอีกห้าฟอง กินคนละฟองไปเลย


    เทียนเฉินได้กินไข่เค็มก็ทำหน้างง พอกินคำที่สองแล้วก็ยังงงอยู่ แต่ก็ตามมาด้วยคำที่สาม สี่และห้า พอจะตักอีกครั้งกลับพบว่าในมือเหลือแต่เปลือกไข่เสียแล้ว


    "ทำไข่เค็มเพิ่มอีกเยอะๆ เลยนะเสี่ยวหลิน"


    "อย่างนั้นต้องรบกวนท่านแม่ต้มเกลือเพิ่มนะเจ้าคะ หากทำไข่เค็มจำนวนมาก เกลือจะไม่พอกินแน่นอนเลยเจ้าค่ะ" เด็กอ้วนเคี้ยวหมึกหงุบหงับ มือก็คอยปัดมือของเทียนเฉินที่จ้องจะลักไข่เค็มของนาง


    "ได้จ้ะ นอกจากต้มเกลือแล้วลูกอยากได้อะไรอีกหรือไม่ ที่บอกว่าจะเอาหอยมาทำน้ำปรุงรสยังอยากจะทำอยู่ไหมจ๊ะ" ฮุ่ยหนิงแกะไข่แดงเค็มจากไข่เค็มต้มให้บุตรสาว เพราะดูเจ้าเด็กแก้มกลมจะชอบเสียเหลือเกิน


    "ทำเจ้าค่ะ หากท่านแม่ว่างก็แกะให้เสี่ยวหลินด้วยนะเจ้าคะ" ปากน้อยๆ อ้างับข้าวคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ


    "ได้จ้ะ ต้มเกลือไม่ต้องนั่งเฝ้าตลอดเวลา ระหว่างนั้นเดี๋ยวแม่จะไปแกะหอยไว้ให้"


    "ขอบคุณเจ้าค่ะ"


    "ฮื่อ!" ดวงตากลมๆ ถลึงมองท่านอาหนุ่มของนางที่จ้องจะหยิบไข่เค็มแสนรัก


    "เสี่ยวหลินเป็นเด็กไม่ต้องกินเยอะหรอก" เทียนเฉินยิ้มแฉ่งก่อนจะโดนพี่ชายเขกหัว แต่เขาก็ส่งไข่เค็มที่เหลืออยู่ให้น้องชายของตน เด็กหนุ่มรับมากินอย่างเอร็ดอร่อย


    "อย่างนั้นเดี๋ยวแม่ไปต้มเกลือช่วยนะลูก ท่านพี่จะไปด้วยไหมเจ้าคะ" จางรั่วหันไปถามสามีที่นั่งกินข้าวเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อวานเขาก็ไม่ค่อยพูด จนนางรู้สึกผิด


    "พวกเจ้าไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะอยู่ดูเสี่ยวจง แต่ถ้ามันยอมออกจากคอกข้าจะพามันไปหาก็แล้วกัน"


    "เอาอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ"


    เสี่ยวหลินหรี่ตามองท่านตาของนาง ฮุ่ยสงเองก็ยิ้มมุมปากให้หลานสาว เด็กน้อยส่ายหัวไปมาให้กับความเล่นตัวของเขา


    ช่วงสายสองอาหลานก็ขนของขึ้นรถเข็น โดยนำเอาหมึกเสียบไม้ไปสองร้อยไม้ หมึกแห้งอีกหนึ่งชั่ง


    หมึกแห้งเสี่ยวหลินตั้งใจจะขายอยู่ที่ชั่งละสามตำลึงเงิน เพราะมันผ่านขั้นตอนการทำมาหลายขั้นตอนกว่าจะกลายมาเป็นหมึกแห้ง แน่นอนว่านางตั้งใจจะนำเสนอสินค้าให้ดูน่าสนใจเพื่อจะขายต่อจึงจะนำไปย่างให้ลูกค้าชิมดูก่อน เป็นการปูทางให้ร้านค้าเล็กๆ ของนางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


    เมื่อรถเข็นคันน้อยมาถึงบ้านหลิว เทียนเฉินก็ตะโกนเรียกหลิวห้าว เสี่ยวหลินไม่ลืมบอกท่านยายหลิวว่าหากอยากไปต้มเกลือก็ไปหามารดาของนาง ยายหลิวขอบอกขอบใจก่อนจะอวยพรให้ค้าขายราบรื่น


    พอมาถึงร้านเหล้าเล็กๆ เสี่ยวหลินก็เอ่ยทักทายซ่งหลี ชายชราออกมาช่วยหยิบจับสิ่งของเล็กน้อยก่อนจะผละตัวออกไปรับลูกค้า ร้านของเขาขายดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถึงแม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีลูกค้าเข้าร้านตลอดทั้งวัน


    ยังเตรียมเตาไฟไม่เรียบร้อยดีลูกค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากเมื่อวานก็เดินเข้ามาสั่งหมึกเอาไว้ แล้วเดินไปนั่งรอในร้านเหล้า ยังมีท่านลุงลูกค้าคนแรกของร้านหมึกย่างเดินเข้ามาสั่งด้วย


    "วันนี้ลุงเอาหมึกย่างยี่สิบไม้นะแม่ค้าน้อย ใส่น้ำจิ้มด้วยเล่า"


    "วันนี้ท่านลุงไม่ร่ำสุราหรือเจ้าคะ" จบคำชายหนวดยาวก็หัวเราะเสียงดัง เสี่ยวหลินได้แต่เอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ


    "เดี๋ยวลุงจะมาตอนบ่าย ตอนเช้าลุงต้องไปทำงานที่ท่าเรือ ลุงแค่แวะมาซื้อหมึกย่างของเจ้าไปฝากลูกกับเมีย" เสี่ยวหลินได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยแนะนำสินค้าใหม่ที่นางนำมา


    "วันนี้มีหมึกแห้งด้วยนะเจ้าคะ นำไปย่างไฟให้ส่งกลิ่นหอมก็กินได้แล้วเจ้าค่ะ แถมยังเก็บไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวได้ด้วยนะเจ้าคะ" มือน้อยหยิบหมึกแห้งแผ่นใหญ่ออกมาจากถุงผ้า เพราะทำจากหมึกกล้วยตัวใหญ่ มันจึงใหญ่เท่าหน้ากลมๆ ของนางเลยทีเดียว


    "โอ้ หน้าตาดูดีทีเดียว"


    "วันนี้เสี่ยวหลินจะนำมาย่างให้ชิมก่อน หากสนใจสามารถสั่งซื้อได้ วันพรุ่งนี้เสี่ยวหลินจะนำมาให้เจ้าค่ะ"


    "เจ้าจะขายอย่างไรเล่า ถ้าหากบอกว่าเก็บไว้เป็นเสบียงได้มันก็ดีไม่น้อยเลย" เขามองหมึกแห้งในมือของเด็กน้อยอย่างสนใจ เสี่ยวหลินฉีกยิ้มกว้างก่อนจะตอบ


    "ขายชั่งละสามตำลึงเงินเจ้าค่ะ อย่าหาว่าแพงเลยนะเจ้าคะ กว่าจะได้หมึกแห้งออกมาแบบนี้ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่างแล้วก็ต้องใช้เวลาตากและดูแลอย่างดีกว่าจะได้หมึกแห้งมาเจ้าค่ะ"


    เทียนเฉินได้ยินก็มองหลานสาวตาปริบๆ จริงอยู่ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยาก แต่หลานสาวตัวน้อยแค่ไปนอนเฝ้าพุงป่องเหตุใดจึงดูเหมือนเข้าใจความเหนื่อยยากขนาดนั้นได้เล่า


    เขานับถือนางจริงๆ..


    "สำหรับหน้าหนาว ราคาเท่านี้ก็ไม่ถือว่าแพงหรอกนังหนู ถูกกว่าขาหมูเค็มตั้งเท่าไหร่ ขาข้างหนึ่งราคาตั้งสามสิบตำลึงเข้าไปแล้ว แพงกว่าราคาที่ดินนอกเมืองเสียอีกกระมัง"


    เสี่ยวหลินได้ยินก็พยักหน้าจนแก้มกระเพื่อม ราคาที่ดินหมู่บ้านของนางเพียงหมู่ละสิบตำลึงเท่านั้นเอง แลกกับขาหมูแค่หนึ่งข้างที่สามารถซื้อที่ดินได้ถึงสามหมู่ นางขอเลือกที่ดินดีกว่า


    "ดูหมึกแห้งของเจ้า หนึ่งชั่งก็น่าจะได้มากถึงยี่สิบสามสิบตัว คุ้มกว่าขาหมูเค็มเสียอีก"


    "อย่างนั้นท่านลุงสนใจไหมเจ้าคะ" เด็กน้อยแก้มกลมมองอย่างมีความหวัง ชายหนวดยาวเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะอย่างชอบใจ


    "อย่างนั้นข้าขอสั่งเอาไว้ห้าชั่งก็แล้วกัน" เขาพูดพร้อมกับควักเงินออกมาสิบห้าตำลึงกับอีกสี่สิบอีแปะ เสี่ยวหลินมองก้อนตำลึงตาวาวก่อนจะรับมาแล้วตอบกลับเสียงใส


    "ได้เลยเจ้าค่ะ! วันพรุ่งเสี่ยวหลินจะเตรียมมาให้นะเจ้าคะ ส่วนวันนี้เสี่ยวหลินจะแถมหมึกแห้งย่างตัวใหญ่ให้สองตัวเลยเจ้าค่ะ"


    "หึหึ ขอบใจเจ้ามาก"


    ชายหนวดยาวเดินจากไปพร้อมกับจานหมึกย่างและหมึกแห้งย่าง เห็นเขาสนิทสนมกับซ่งหลีแล้วบอกว่าจะนำจานมาคืนเพราะบ้านอยู่ไม่ไกล เสี่ยวหลินจึงตักร้ำจิ้มราดให้แบบฉ่ำๆ


    "ฮี่ๆๆ ร่ำรวยๆ!" มือน้อยกุมก้อนเงินในมือแล้วยกขึ้นไหว้ท่วมหัว


    "เสี่ยวหลินเก่งนัก ครู่เดียวก็ขายหมึกแห้งได้ตั้งห้าชั่งแหน่ะ" หลิวห้าวโน้มตัวลงมาคุยกับเด็กน้อย


    "เสี่ยวหลินจะขายได้มากกว่านี้อีกเจ้าค่ะ วันนี้เสี่ยวหลินจะจ่ายค่าจ้างให้ท่านอาทั้งสองด้วย แต่ว่าจ่ายมากไม่ได้นะเจ้าคะ เสี่ยวหลินยังต้องจ่ายค่าหมึกแห้งให้ท่านพ่อท่านแม่กับท่านตาท่านยายด้วยเจ้าค่ะ"


    "อาขอค่าจ้างเป็นอาหารอร่อยๆ ก็พอ" หลิวห้าวบีบแก้มกลมอย่างมันเขี้ยว


    "ได้เลยเจ้าค่ะ!"


    ผ่านไปหลายวันกิจการขายหมึกย่างเล็กๆ ของเด็กอ้วนก็ดำเนินการไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังขายดีมากจนแทบทำไม่ทัน ในหนึ่งวันเสี่ยวหลินเตรียมหมึกเสียบไม้ไปขายมากถึงสามร้อยไม้ก็ยังไม่พอขาย ไหนจะหมึกแห้ง กับไข่เค็มต้มที่เป็นที่ถูกใจของเหล่าภรรยานักรักน้ำเมาที่ฝากสามีมาซื้อกันแทบทุกวัน


    ส่วนของหมึกแห้งยังขายได้เรื่อยๆ และขายได้วันละหลายชั่งเพราะเหล่าสหายของเทียนหรงนั้นขนหมึกกลับมาคืนละหลายสิบถัง กลางวันชำแหละตาก กลางคืนออกจับหมึก เหล่าภรรยาของพวกเขาเห็นว่าสามีไม่กลับบ้านกลับช่องจึงออกมาข่วยงาน เทียนหรงก็ให้ค่าจ้างเพิ่มเป็นคู่ละสองร้อยอีแปะ ที่ให้มากเพราะงานออกเรือจับหมึกนั้นต้องออกไปเสี่ยงกับลมทะเลทุกคืน


    "วันนี้ไม่มีไข่เค็มหรือแม่ค้าน้อย" หญิงชาวบ้านวัยกลางคนเดินมาถามเพราะมองดูแล้วไม่เห็นตะกร้าไข่เช่นทุกวัน


    "ไข่เค็มขายดีมากเจ้าค่ะท่านป้า แล้วมันใช้เวลาทำนานมากตอนนี้เลยยังไม่มีขายเจ้าค่ะ" แม่ค้าน้อยที่ถูกจับใส่ชุดหลายชั้นจนตัวพองกลมทำหน้าที่พูดคุยกับลูกค้า ส่วนผู้ช่วยหนุ่มทั้งสองอย่างเทียนเฉินและหลิวห้าวนั้นกำลังย่างหมึกจนมือแทบพันกัน


    "เสียดายจริง ป้าซื้อไปวันก่อนอร่อยมากเชียวล่ะ แพงหน่อยแต่ก็เข้าใจเพราะต้องใช้เกลือไม่น้อย" นางกล่าวอย่างเสียดาย บุตรและสามีของนางชมชอบเป็นอย่างมาก วันนั้นนางก็ซื้อไปแค่สามฟองเท่านั้น


    "อีกสามวันข้าจะเอามาขายเจ้าค่ะ คราวนี้มีเป็นร้อยฟองเลยนะเจ้าคะ"


    "อย่างนั้นก็ดีเลย เดี๋ยวป้ามาซื้ออีกนะ"


    เสี่ยวหลินยิ้มส่งลูกค้าก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หลายวันมานี้ของขายดีมากจนต้องว่าจ้างเกวียนของท่านตากัวเหวินไปช่วยขนของ


    นางขายไข่เค็มราคาฟองละสามอีแปะ เพราะต้องใช้เกลือเป็นจำนวนมากซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็เข้าใจและยังมาซื้ออยู่เรื่อยๆ จนไม่พอขาย


    ตอนนี้นางทำไข่เค็มไว้หลายไห จนเกลือที่เตรียมไว้ไม่มีเหลือ นางจึงต้องซื้อกระทะที่ร้านของท่านลุงเจิ้งกลับไปให้มารดาต้มเกลือเพิ่ม โดยมีเหล่าภรรยาของสหายท่านพ่อคอยช่วยดู


    "แม่ค้าน้อย วันนี้มีหมึกแห้งหรือไม่" ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม เสี่ยวหลินพอจะจำได้ว่าหลายวันก่อนเขาเคยมาซื้อของที่ร้านนาง


    "มีเจ้าค่ะ ท่านตาจะเอากี่ชั่งเจ้าคะ"


    "เอามาสิบชั่งเลยนังหนู สหายข้าฝากมาซื้อ ข้าหรือจะมีปัญญาซื้อมากขนาดนี้" ชายชราพูดไปก็หัวเราะอวดฟันหลอไป


    "ที่เสี่ยวหลินขายแพงก็เพราะมันต้องผ่านขั้นตอนการทำมาหลายขั้นตอนนะเจ้าคะ" มือน้อยหยิบถุงผ้ามาใส่หมึกลงไป หมึกแห้งตั้งราคาขายอยู่ที่ชั่งละสามตำลึงเงิน แพงหน่อยแต่ว่าคุ้มแน่นอน


    นางเห็นว่ากิจการขายหมึกแห้งเล็กๆ ที่ผ่านการบอกต่อของเหล่าบุรุษขี้เมานั้นได้ผลดีมาก นางจึงซื้อผ้าราคาถูกกลับไปให้มารดาเย็บทำเป็นถุงใส่หมึกแห้งให้


    "นอกจากหมึกแห้งกับไข่เค็มแล้วบ้านเจ้ามีอะไรขายอีกหรือไม่ สหายข้าอยู่ต่างเมืองมาเยี่ยม ภรรยาข้าเอาอาหารแห้งจากร้านเจ้าไปทำให้กินเขาถูกใจมากจึงฝากข้ามาซื้อ"


    "มีหอยตากแห้งแล้วก็กุ้งตากแห้งเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าทำเก็บไว้กินภายในครอบครัวเท่านั้น ยังไม่เคยเอามาขายเลยเจ้าค่ะ"


    "ลองทำดูสินังหนู ข้าจะบอกให้ว่าสหายข้าเป็นพ่อค้า หากเขาถูกใจสินค้าเจ้า เจ้าจะได้ขายสินค้าได้มากขึ้นนะ" ชายชราลูบเครา เขาเห็นว่าสินค้าแม่หนูน้อยคุณภาพดีและน่าจะขายได้ในช่วงหน้าหนาวจึงแนะนำสหายของเขา สหายเขาก็ดูสนใจจึงฝากเขามาซื้อหมึกแห้งก่อน


    "จริงหรือเจ้าคะ" เสี่ยวหลินหูผึ่ง ชายชราเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะอย่างขบขัน


    "เขาไม่ใช่พ่อค้าที่มีร้านค้าใหญ่โตอะไร แต่เขาอยู่เมืองจิ่วโจว ที่นั่นห่างจากทะเลพอสมควร การที่จะเอาของทะเลสดๆ ไปขายนั้นเป็นไปได้ยาก แต่เจ้ามีอาหารทะเลแห้ง ลองดูก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือ"


    เสี่ยวหลินคิดว่าไม่ต้องเป็นพ่อค้าใหญ่ก็ได้ แค่มีคนรู้จักสินค้าของนางเพิ่มขึ้นก็พอแล้ว! ในอนาคตร้านค้าของนางจะได้เติบโตได้รวดเร็วขึ้น


    เสี่ยวหลินรับเงินมาสามสิบตำลึงเงินมา พร้อมกับมองตามแผ่นหลังของชายชราไป เขากล่าวว่าวันพรุ่งนี้จะพาสหายมาพบ ให้นางเตรียมสินค้ามาให้เขาลองดู


    สองหนุ่มที่หูผึ่งแอบฟังอยู่นานก็รีบเข้ามารุมล้อมเด็กตัวกลมด้วยท่าทางตื่นเต้น


    "เสี่ยวหลิน เราจะได้ทำการค้าใหญ่อีกแล้วหรือ" เทียนเฉินเขย่าแขนหลานสาว


    "อย่างนี้เราต้องทำร้านค้าเลยหรือไม่" หลิวห้าวเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน ทุกวันนี้เขาได้ค่าจ้างจากเด็กน้อยวันละหนึ่งตำลึงเงิน ทำงานแค่ครึ่งวันเช้า ส่วนอีกครึ่งวันบ่ายก็กลับไปสอนหนังสือให้เทียนเฉิน ได้ค่าจ้างรายเดือน เดือนละหนึ่งตำลึงทอง


    "ยังเจ้าค่ะ ต้องรอดูก่อนว่าเขาจะซื้อหรือไม่ หากขายได้มากขึ้นเราก็ต้องหาคนงานเพิ่ม"


    เสี่ยวหลินมีคนงานอยู่ในใจแล้ว กลุ่มแรกก็คือบ้านสือ เดิมทีฮุ่ยสงเคยไปชักชวนสือหลัวมาทำงานด้วยแล้ว แต่เขาเห็นว่าเป็นเพียงการค้าเล็กๆ ของเด็กๆ จึงไม่อยากรบกวนให้คนบ้านถังจ่ายเงินค่าจ้าง เขาจะต้องรู้ผิดมากหากการค้านั้นล่มไม่เป็นท่า จึงกล่าวว่าหากการค้าเป็นไปได้ด้วยดีเขาจะมารับจ้างแน่นอน


    กลุ่มที่สองคือสหายของท่านยาย กลุ่มท่านยายเหยาที่ชิบจับกลุ่มพูดคุยแต่ไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายอะไร เด็กอ้วนครุ่นคิดพร้อมกับยิ้มมุมปาก


    "ฮิฮิ ข้าจะเป็นเศรษฐีจริงๆ ก็คราวนี้"


    การตกลงการค้ากับพ่อค้าชาวจิ่วโจวเป็นไปได้ด้วยดี โดยมีหลิวห้าวคอยช่วยดูเอกสารสัญญาให้ พ่อค้าชรายินดีจะรับสินค้าราคาที่เสี่ยวหลินขายในเมือง เพราะอย่างไรเขาก็สามารถนำไปขายต่อได้ในราคาสูง


    สินค้าที่พร้อมนำส่งได้มีเพียงหมึกแห้งห้าสิบชั่ง หอยแมลงภู่ตากแห้งยี่สิบชั่ง และกุ้งแห้งอีกสิบชั่งเท่านั้น หอยแมลงภู่เสี่ยวหลินขายอยู่ที่ชั้งละหนึ่งตำลึงเงิน ส่วนกุ้งแห้งราคาห้าตำลึงเงิน เพราะมันหายากและผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าสัตว์อีกสองชนิด


    "ของเท่านี้คงขายได้ไม่กี่วันเท่านั้น แต่เดือนหน้าข้าจะมารับของอีก ข้าอยากจะสั่งอย่างละร้อยชั่งเป็นอย่างต่ำ พอจะเป็นไปได้หรือไม่"


    เสี่ยวหลินสะกิดบิดายิกๆ เมื่อคืนนางบอกสิ่งที่เขาต้องพูดไปหมดแล้ว และยังไม่ลืมให้เขาท่องจำให้แม่นยำด้วย เทียนหรงก้มมองดูบุตรสาวอย่างขำขันก่อนจะเอ่ยตอบพ่อค้าชรา


    "ส่วนของหอยกับหมึกพอจะเป็นไปได้ขอรับ แต่กุ้งข้าไม่รับปาก เพราะเดิมทีมันก็จับได้ยากกว่าและวิธีทำก็ยุ่งยากด้วยขอรับ"


    "อย่างนั้นเอาเท่าที่ได้ก่อนก็แล้วกัน"


    "อย่างนั้นจ่ายค่ามัดจำสำหรับหอยกับหมึกแห้งก่อนก็พอขอรับ"


    ทั้งสองพูดคุยตกลงกันเรียบร้อยก็ลงชื่อในสัญญาซื้อขาย พ่อค้าชราจากไปพร้อมกับสินค้าที่มีอยู่เพื่อนำไปลองขายดูก่อน


    เสี่ยวหลินมองดูเงินที่ได้จากการขายสินค้าวันนี้ในจำนวนสองตำลึงทองกับอีกยี่สิบตำลึงเงิน ส่วนค่ามัดจำนั้นเป็นจำนวนเงินครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า ได้มาทั้งหมดสองตำลึงทอง


    "นี่ได้น้อยกว่าสัญญาส่วนแบ่งค่ากระทะของเสี่ยวหลินอีกนะขอรับ" เทียนเนมองดูก้อนตำลึงที่ถูกเทลงบนโต๊ะ


    "ก็ยังดีที่มีรายได้ไม่ใช่หรือ คิดดูสิ หากพ่อค้าผู้นั้นกลับมาสั่งมากกว่าร้อยชั่งเล่า" หลิวห้าวพูดขึ้นมา เทียนเฉินได้ฟังก็ตาวาว


    "อาจจะได้แค่ร้อยชั่งนั่นแหละเจ้าค่ะ พอหิมะตกก็ออกเรือไม่ได้แล้ว" เด็กอ้วนนั่งกอดอกอยู่ด้านข้างบิดา


    "เสี่ยวหลินพูดถูกแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องรีบเตรียมสิค้าที่พ่อค้าสั่งไว้ให้เรียบร้อย ก่อนที่หิมะจะตก"


    " อย่างนั้นเสี่ยวหลินจะหยุดขายหมึกย่างแล้วเจ้าค่ะอีกสองวันค่อยเอาไข่เค็มชุดสุดท้ายไปขาย ระหว่างนี้ไปทำน้ำปรุงรสดีกว่า ต้องไปเก็บมะพร้าวเพิ่มด้วยนะเจ้าคะ คราวก่อนเก็บมาได้นิดเดียวเอง"


    "อย่างนั้นก็ไปวันนี้เลยสิเสี่ยวหลิน อาอยากกินน้ำมะพร้าวหอมๆ" เทียนเฉินพุ่งตัวเข้าไปอุ้มหลานสาวแล้วหายลับไปยังหลังบ้าน


    "เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่อาห้าว" เทียนหรงหันไปถามหลิวห้าว


    "ไปขอรับ ข้าว่างไม่มีอะไรทำ วันนี้ให้เสี่ยวเฉินหยุดเรียนสักวันก็แล้วกัน"


    สองหนุ่มพูดคุยกันยังไม่เรียบร้อยดีก็ได้ยินเสียงโวยวายของสองอาหลานดังแว่วเข้ามา คนอาอยากไปให้ถึงสวนมะพร้าวเร็วๆ จึงรีบอุ้มหลานสาวพร้อมกับมีดเล่มใหญ่ไปที่รถเข็น ส่วนคนหลานก็ร้องโวยวายเพราะอาเข็นรถเร็วจนหัวแทบคะมำ



    #########################################


    คล้ายกับเรื่องหนูน้อยสกุลถัง(ลงใหม่) ที่คุณอ่าน