ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 101 ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
ร่างแสงสีทองถูกกระชากผ่านพื้นที่ไปด้วยความเร็วสูง
ด้วยอำนาจของยันต์ผู้พิทักษ์ มันสามารถทะลุข้ามได้แม้แต่มิติที่ถูกปิดกั้น
ละอองแสงสีทองค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเป็นร่างมนุษย์ด้านหน้าของชายหนุ่มในชุดคลุมสีแดง เมื่อได้ยินว่ามีภารกิจเร่งด่วน จินก็รู้ทันทีว่าผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายจะต้องเป็นคาลอส จึงกำหนดเป้าหมายให้ยันต์ผู้พิทักษ์พาตัวเขามาที่นี่ทันที
ปังๆๆ
ร่างแสงกระแทกหมัดเข้าใส่กลุ่มควันที่วนเวียนอยู่รอบตัวคาลอสด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทัน หมัดแต่ละหมัดแฝงไว้ด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยม สามารถกระแทกร่างหมอกควันเหล่านั้นให้ออกไปได้ชั่วคราว
ร่างแสงสีทองเริ่มรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ตรงหน้า พลังหยินในที่แห่งนี้มันรุนแรงอย่างยิ่งจนแม้แต่ดวงวิญญาณอย่างเขายังตกใจ และควันแปลกประหลาดเหล่านี้เองที่เป็นตัวต้นตอของพลังธาตุหยินที่รุนแรงเหล่านี้
ร่างแสงสังเกตเห็นกระบี่สีขาวของหญิงสาวที่ตวัดฟันเข้าใส่ร่างควัน และเจ้าอ้วนที่ถูกฝูงควันกลืนอยู่ในวงล้อม ก็เข้าใจได้ทันทีว่ากลุ่มก้อนหมอกควันเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดจากศาสตร์มืดบางอย่าง ยากที่จะต่อกรด้วย แต่ทุกสิ่งล้วนมีคู่ปรับ พลังงานธาตุหยางที่รุนแรงและบริสุทธิ์มากพอสามารถทำร้ายมันได้
แต่น่าเสียดาย...กำลังของคนทั้งสามไม่สามารถกำจัดพวกมันได้ทั้งหมด ไม่แม้แต่ใกล้เคียง
ซึ่งร่างแสงสีทองเองก็ไม่ได้มีเวลามากพอมาจัดการเช่นเดียวกัน ในการใช้ยันต์ผู้พิทักษ์แต่ละครั้ง เขามีเวลาปรากฏตัวเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น มองอย่างไรก็ไม่พอที่จะจัดการกลุ่มควันศาสตร์มืดที่มีจำนวนมหาศาลพวกนี้จนหมดได้เลย
“ถะ...ท่านบรรพบุรุษ” คาลอสเปล่งเสียงด้วยความตกใจทันทีที่เห็นร่างแสงสีทองปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า
แม้ตัวของชายหนุ่มจะไม่ได้คาดหวังให้บรรพบุรุษมาช่วยเหลือตนเองตลอดเวลา เพราะนั่นหมายถึงความอ่อนแอของตัวเขาเอง แต่ลึกๆ ในใจ ยามมีภัยร้ายเกิดขึ้น เขาก็จะนึกถึงบรรพบุรุษเสมอ
ร่างแสงสีทองพยักหน้าให้กับคาลอส สายตาสาดส่องกลุ่มอสูรควันที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกที่ พวกมันเยอะเกินกว่าที่จะจัดการได้
จินพยายามนึกหาหนทางที่จะจัดการกลุ่มควันพวกนี้ไปให้พ้นทาง มิติประดิษฐ์หมายเลขแปดอาจมีความเกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้ เขาจะต้องหาให้พบว่ามันมีความเชื่อมโยงกันที่ตรงไหน
ไม่เช่นนั้นนอกจากจะทำภารกิจไม่สำเร็จแล้ว ยังอาจสูญเสียสมาชิกอัจฉริยะของตระกูลไปอีก นั้นเท่ากับว่าตระกูลพีไรซ์จะอ่อนกำลังลงไปมาก ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทดแทนความสูญเสียนี้ได้ ทั้งยังทำให้บรรยากาศภายในรั้วตระกูลตกอยู่ในความโศกเศร้าไปอีกพักใหญ่ๆ
ร่างแสงสีทองนิ่งคิดประมวลผลอยู่ในหนึ่งห้วงลมหายใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะทดลองบางสิ่ง
ก่อนหน้านี้บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ซื้อยันต์มาหลายแผ่นทีเดียว หนึ่งในนั้นคือ ยันต์ปัดเป่าที่ซื้อมาในราคาหนึ่งพันสองร้อยแต้มระบบ
ยันต์ปัดเป่าแผ่นนี้ใช้เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย พลังงานด้านมืด และพิธีกรรมที่เกิดจากศาสตร์มืด
เห็นได้ชัดว่ากลุ่มควันที่ล้อมโจมตีอยู่นี่ไม่ใช่สิ่งปกติ มันเต็มไปด้วยพลังงานธาตุหยินอันข้นคลั่ก หากมองว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายประเภทหนึ่งก็ย่อมได้ แม้ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาจากพิธีกรรมศาสตร์มืดหรือไม่ แต่ยันต์ปัดเป่าสมควรใช้กับมันได้ผลอย่างไม่มีข้อสงสัย
ตอนที่ตัดสินใจซื้อ จินกะว่าจะเก็บเอาไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินยามเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ใช้ศาสตร์วิญญาณจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ เพราะทั้งสองฝ่ายก็นับได้ว่าเป็นคู่กรณีกันอยู่
ผู้ที่ฝึกฝนศาสตร์มืดหรือศาสตร์ด้านวิญญาณนั้นหาได้ยาก และยิ่งยากเข้าไปใหญ่ที่จะก้าวขึ้นไปยังระดับที่สูงส่ง ฉะนั้นคนทั่วไปจึงแทบไม่รู้วิธีรับมือกับคนเหล่านี้เลย และมองว่ามันเป็นศาสตร์ลึกลับที่ยากจะต่อกรด้วย
ด้วยเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตระกูลพีไรซ์อาจจะถูกหมายหัวเอาไว้แล้ว ด้วยหนึ่งในคนที่ฝึกฝนศาสตร์วิญญาณ การที่จินจะมียันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายติดตัวเอาไว้นับเป็นความคิดที่ดี แม้จะมีแค่แผ่นเดียว แต่ก็อาจสร้างโอกาสให้เขาโต้ตอบศัตรูได้บ้าง
ทว่าตอนนี้สถานการณ์วิกฤติยิ่ง หากใช้แล้วมันได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็นับว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป เพราะสิ่งที่วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ขาดแคลนมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา
ยันต์ปัดเป่าที่มีอยู่เพียงใบเดียวนี้อาจแก้ปัญหาให้เขาได้ในเวลาอันสั้น
จินเรียกใช้งานยันต์ปัดเป่าผ่านคลังระบบทันที
ยันต์สีขาวใบน้อย เต็มไปด้วยลวดลายและอักขระแปลกๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าร่างแสงสีทอง เปลวไฟลุกขึ้นที่กึ่งกลางของยันต์ ก่อนจะปล่อยพลังงานบางอย่างออกมา
ร่างแสงสีทองควบคุมพลังของยันต์ให้กระจายออกโดยรอบ ต้องการพุ่งเป้าหมายไปที่อสูรควันทุกตัวในบริเวณนี้
ลำแสงสีขาวสว่างจ้าแผ่ออกเป็นวง สาดส่องไปทั่วทุกทิศทาง ราวกับโดมแสงสีขาวที่เปล่งรัศมีไล่ความมืดมิดจนหมดสิ้น
โดมแสงแผ่ขยายออกไปจนสุดโถง ผลักดันอสูรควันกลุ่มใหญ่ให้กระเด็นลอยออกไปนอกรัศมีของวงแสง
“กร๊าซซซซ” เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวดังระงม พร้อมกันกับที่ร่างควันนับร้อยนับพันถูกกวาดออกไปจากจุดศูนย์กลางอย่างรวดเร็ว
โดมแสงสีขาวยังคงไม่หยุดเพียงเท่านั้น พลังของมันยังคงมีอยู่เหลือเฟือ วงแสงขยายตัวออกไปอีกเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด วงแสงแผ่ขยายสาดส่องไปถึงจุดไหน มันก็โกยเอากลุ่มอสูรควันไปกับมันด้วยทุกที่
หานฮวาและคาลอสมองฉากตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจ พลังประเภทไหนกันที่สามารถผลักดันกลุ่มอสูรร้ายยากจะจัดการพวกนั้นให้กระเด็นออกไปราวกับกวาดเศษขยะ พวกมันไม่เหลือฤทธิ์พิษสงใดมาต่อต้านกลับด้วยซ้ำ
เจ้าอ้วนฮิคาริสทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อครู่เขาถูกกลุ่มอสูรควันเล่นงานจนแทบแย่ หากทิ้งไว้นานกว่านี้เขาอาจจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ต่อไป
ชายร่างอ้วนหอบหายใจถี่รัว ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองร่างแสงสีทองด้วยดวงตาซาบซึ้ง แสดงท่าคำนับไปให้อีกฝ่าย
ตัวเขาไม่ทราบเช่นกันว่าอีกฝ่ายเป็นใครหรือเป็นตัวอะไร แต่การที่อีกฝ่ายช่วยชีวิตเขาเอาไว้ก็นับว่าเป็นคุณอันใหญ่หลวงควรค่าที่จะได้รับคำขอบคุณจากเขา
ร่างแสงสีทองเหลือบตามองเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบรับอะไร ตอนนี้เขาสนใจหน้าต่างระบบที่เด้งขึ้นมาใหม่มากกว่า
[ผู้ใช้อยู่ในพื้นที่เป้าหมายเรียบร้อย ลูกศรสีทองจะนำทางท่านไปหาแกนกลางของมิติประดิษฐ์]
ด้านล่างของหน้าต่างระบบที่เด้งขึ้นมามีลูกศรสามมิติกำลังชี้ตรงไปด้านหน้า ซึ่งในทิศทางนั้น นอกจากกำแพงหินโล่งๆ แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่างก็คือปลายยอดของตึกสูงสีทอง
“ตึกสูงสีทองนั่นคือสิ่งใด” ร่างแสงสีทองมองที่ตึกนั้นด้วยความสนใจ มันโดดเด่นแตกต่างจากสภาพโดยรอบจนเขาคิดว่ามันต้องมีบางสิ่งพิเศษ จึงเปล่งเสียงออกมาเป็นเสียงแปลกๆ ฟังไม่ค่อยชัดถนัดหูนัก แต่พอถอดความหมายออกอยู่บ้าง
ร่างแสงสีทองเป็นร่างที่ประกอบขึ้นมาจากพลังงานเข้มข้นจนมีรูปลักษณ์อย่างที่เห็น แน่นอนว่าย่อมไม่มีอวัยวะที่เหมาะสมเหมือนร่างกายมนุษย์ปกติ เสียงที่ออกมาจึงค่อนข้างประหลาดอยู่บ้าง
คาลอสได้ยินเช่นนั้นก็ประสานมือพร้อมกับตอบกลับไปทันที
“ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่มันเพิ่งโผล่ขึ้นมาเพียงไม่นาน ก่อนที่ท่านบรรพบุรุษจะปรากฏตัวแค่เล็กน้อยเท่านั้น ข้าคิดว่ามันจะต้องเป็นสถานที่สำคัญในมิติลึกลับแห่งนี้ ไม่เช่นนั้นมันคงไม่ผุดขึ้นมาทันทีหลังมิติแห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก”
ชายหนุ่มบอกทุกสิ่งออกไปตามที่ตนรู้ ให้รายละเอียดสถานการณ์ที่สำคัญของตนเองสอดแทรกเข้าไปในคำตอบด้วย
เขารู้สึกว่าตนเองโชคดีมากยามที่ร่างแสงสีทองอันคุ้นเคยปรากฏตัว ตอนที่บรรพบุรุษมาถึงหัวใจมันโล่งทันที ความกังวลที่แบกเอาไว้หายไปหมด
นี่เป็นมิติปิดที่ตัดขาดจากโลกภายนอก การที่อีกฝ่ายล่วงรู้และมาหาเขาได้ถึงที่นี่บ่งบอกถึงความมหัศจรรย์ไม่ธรรมดาของบรรพบุรุษได้ดีที่สุด
จินได้ยินดังนั้นก็เริ่มปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญก็เป็นได้ เพราะช่วงเวลาที่ระบบแจ้งเตือนนั้นใกล้เคียงกับตอนที่ตึกหลังนี้โผล่ขึ้นมามากทีเดียว ตอนที่เขาใช้ยันต์ติดตามเฝ้าดูคาลอส ตึกหลังนี้ก็ยังผุดขึ้นมาจากพื้นดินไม่เสร็จเรียบร้อยดีด้วยซ้ำ
อย่างน้อยจินก็ต้องใช้เวลานี้สำรวจดูก่อน หากไม่ได้เรื่องอะไรเพิ่มขึ้น เขาก็ยังมียันต์ผู้พิทักษ์เหลืออีกสองใบ…แต่หวังว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้มันล่ะนะ
ตอนนี้เวลาเหลือไม่มากแล้ว ยันต์ปัดเป่าก็ไม่รู้จะมีผลต่อไปถึงเมื่อไหร่ แม้เขาจะไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดมากนัก แต่ระบบได้บอกใบ้เขาอย่างชัดเจนว่ามาถูกทางแล้ว
ร่างแสงสีทองพยักหน้าให้คาลอส ไม่ได้พูดอะไรต่อ รีบทะยานร่างลอยข้ามกำแพงไปในทันที ไม่เสียแรงที่จินเลื่อนขั้นมาถึงอเวกระดับเก้าได้สำเร็จ ความเร็วที่ทำได้นั้นเร็วมากจนกลุ่มวัยรุ่นทั้งสามคนมองตามแทบไม่ทัน
จินพุ่งตัวมาจนถึงตึกสูงสีทอง แม้ว่ามันจะสูงและดูสะดุดตา แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่เพียงโครงสร้างหยาบๆ มีเพียงแค่ไม่กี่ส่วนในตึกที่ใช้งานได้จริง หนึ่งคือโถงด้านล่าง และสองคือห้องด้านบนสุดของอาคาร ส่วนที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นบันไดวน เชื่อมจากห้องโถงด้านล่างไปสู่ห้องเล็กๆ ด้านบนสุด
ร่างแสงสีทองไม่เสียเวลาคิดแม้แต่นิด เขาพุ่งตัว ลอยไปยังห้องด้านบนสุดโดยตรง แทรกร่างพลังงานเข้าไปตามช่องว่างของอาคาร
ภายในห้องชั้นบนสุดเต็มไปด้วยอุปกรณ์มากมายที่จินเองก็ไม่รู้ว่าเอาไว้ใช้ทำอะไร และมีหน้าจอแก้วที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพตามจุดต่างๆ ซึ่งร่างแสงสีทองคาดเดาว่าน่าจะเป็นสถานที่หลายแห่งภายในมิติแห่งนี้ เพราะหนึ่งในหน้าจอเหล่านั้นแสดงให้เห็นภาพมุมหนึ่งที่ฉายภาพของคาลอสและพรรคพวกอีกสองคนอยู่ด้วย
ห้องนี้เหมือนเป็นห้องสังเกตการณ์บางอย่าง จินสำรวจทั่วทั้งห้องอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็พบแท่นโลหะที่หนีบลูกบอลทรงกลมสีทองเอาไว้ตรงกลาง มันตั้งอยู่ในส่วนลึกของห้อง จะว่าไปก็คล้ายแกนกลางดันเจี้ยนอยู่เหมือนกัน
ลูกศรในหน้าต่างระบบชี้ตรงไปที่จุดนั้น ชัดเจนว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่เขาตามหา
ร่างแสงสีทองพุ่งตรงไปยังก้อนทรงกลมทันที ฝ่ามือพลังงานทั้งสองข้างประทับลงบนก้อนกลมสีทอง
วืด!
ก้อนทรงกลมสั่นไหว เปล่งแสงสีทองสว่างจ้า พลังงานจากร่างแสงสีทองของจินดูเหมือนจะถูกมันสูบกินอย่างตะกละตะกลาม
ยิ่งพลังงานวิ่งออกจากร่างไปมากเท่าไหร่ จินก็รู้สึกเชื่อมต่อกับก้อนทรงกลมตรงหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น เขารู้สึกว่ามันเริ่มยอมรับให้เขาเข้าถึงอำนาจสั่งการของมัน แต่น่าเสียดายที่มีเจตจำนงบางอย่างมาขวางกั้นเอาไว้เสียก่อน
มันเป็นเจตจำนงอันบางเบา แต่หากสัมผัสไปที่มันแล้วล่ะก็ จะรู้สึกได้ถึงความดำมืดที่ลึกสุดหยั่ง พร้อมที่จะฉุดผู้หลงผ่านทางมาให้ดำดิ่งลงไปในหุบเหวลึกที่ไร้ก้น
โชคยังดีที่จิตวิญญาณของจินนั้นกล้าแกร่งอย่างมาก รวมถึงเจตจำนงดำมืดดังกล่าวอ่อนแรงมากแล้ว แทบไม่มีเรี่ยวแรงจะขวางกั้นร่างแสงสีทอง นับประสาอะไรกับการโจมตีเข้าใส่จิตวิญญาณ
ร่างแสงสีทองเร่งเร้าพลังงานจนถึงขีดสุด เผาทำลายเจตจำนงที่ปิดกั้นการเชื่อมต่อของตนจนแทบละลายหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงเศษเสี้ยวเจตจำนงที่ไม่เหลือความนึกคิดใดๆ ลอยคว้างอยู่ภายในกระแสธารแห่งพลัง
เพราะเป็นผู้ทำลายโดยตรง ร่างแสงสีทองจึงสัมผัสมันด้วยความไม่ตั้งใจ
ทันใดนั้นความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อสายหนึ่งก็แล่นเข้ามาในมโนสัมผัสของบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์