บทที่ 2 ลูกพี่ลั่ว
แม่ลั่วรู้สึกประหลาดใจที่ลูกชายไม่ไปตกปลาอีกแล้ว แต่เปลี่ยนมาออกกำลังกายทุกวันแทน!
และไม่เพียงแค่ออกกำลังกายเท่านั้น สิ่งที่ทำให้แม่ลั่วมีความสุขมากกว่านั้นคือ ลั่วโหวเริ่มศึกษาหนังสือเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายล่วงหน้าใน่ปิดภาคเรียนฤดูร้อน!
ไม่นาน แม่ลั่วก็ประหลาดใจมากขึ้นเมื่อลูกชายสามารถรำกังฟูในสวนได้ และดูมีท่าทางเหมือนผู้ที่ฝึกมาดี แม้แต่ย่าลั่วที่ลุกจากเตียงแล้วก็จะมาที่สวนทุกวัน เมื่อเห็นหลานชายรำกังฟู ก็รู้สึกดีใจมาก!
ไม่นานญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านก็รู้ว่าหนุ่มน้อยในครอบครัวลั่วมี ‘ศิลปะการต่อสู้’ แล้ว!
แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ลั่วโหวไม่ใช่ลั่วโหวคนเดิมอีกต่อไป!
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และลั่วโหวกำลังจะเข้าเรียน พ่อลั่วกลับบ้านมาส่งเขาไปโรงเรียน ซึ่งเขาได้เข้าเรียนมัธยมปลายแล้ว เป็่เปลี่ยนผ่านของชีวิต!
ผลการเรียนของลั่วโหวก็ไม่เลวร้าย เขาเข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่สาว ลั่วเสวียน...
ลั่วโหว ‘จำได้’ ว่าในชาติก่อน่นี้ ธุรกิจของพ่อจะประสบปัญหา...และพ่อก็จะเจ็บป่วยในไม่ช้าเช่นกัน...
หลังจากพ่อของลั่วโหวส่งลูกชายและลูกสาวไปลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนแล้ว เขาก็พาลูกทั้งสองไปร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใกล้โรงเรียน เตรียมให้ลูก ๆ ได้กินอาหารดี ๆ
ขณะนั้น ลั่วโหวมองดูพี่สาว แล้วก็นึกถึง ‘ชาติก่อน’ ของพี่สาวขึ้นมา!
ในชาติก่อน พี่สาวเรียนหนังสือเก่งมาก แต่ในเดือนตุลาคมของปีนั้น เนื่องจากพ่อลั่วเจ็บป่วยกะทันหัน และครอบครัวลั่วไม่ค่อยมีเงิน ลั่วเสวียนจึงไปบอกกับครูที่โรงเรียนว่า “ฉันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่อนกำหนด”
หลังจากลั่วเสวียนอธิบายถึงสถานการณ์ของครอบครัว ท้ายที่สุดโรงเรียนก็ยินยอม และเนื่องจากเป็การสอบก่อนกำหนด ลั่วเสวียนจึงสอบเข้าวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในกรุงปักกิ่ง
ในสายตาของลั่วโหว หากพี่สาวไม่ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยครูแห่งนั้น ชีวิตของเธอก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
และเหตุผลที่ทำให้พี่สาวสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่อนกำหนด ก็เป็เพราะธุรกิจของพ่อลั่วล้มเหลว และพ่อเจ็บป่วยหนักจนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการผ่าตัด
ในตอนนั้น ลั่วโหวจึงพูดว่า “พ่อ ธุรกิจเป็ยังไงบ้างครับ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์คงทำได้ไม่ค่อยดีสินะครับ?”
ลั่วเสวียนผู้เฉลียวฉลาดกัดริมฝีปากแล้วมองพ่อกับน้องชาย พ่อลั่วหัวเราะ “ไม่ต้องสนใจเื่พวกนั้นหรอก ตั้งใจเรียนก็พอ”
ลั่วโหวแสร้งถอนหายใจอย่างเสียใจ “จุดประสงค์ของการเรียนเพื่อหาเงินไม่ใช่เหรอ พี่สาว ถ้าฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกับพี่ พี่ว่ามันจะดีกว่าไหม?”
ลั่วเสวียนหัวเราะ “นายอย่าคิดไปเองสิ นายคิดว่าตัวเองเป็เทพแห่งวรรณกรรมหรือไง? ฉันอยู่ ม.6 เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่นายอยู่ ม.5 จะสอบเข้าได้ยังไง?”
ในตอนนั้น ลั่วโหวคิดในใจ ‘บ้าเอ๊ย ชาติก่อนนี้ฉันเป็เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกั้แ่อายุยังไม่ถึง 40 ปี รู้ภาษาถึง 20 ภาษา แถมยังเชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีนและวิทยายุทธ์อีกด้วย เป็ผู้ที่ประสานวิชาทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่าเทพแห่งวรรณกรรมอีก ถ้าชาตินี้ฉันต้องลำบากกว่าชาติก่อน ก็เท่ากับเสียชาติเกิดเปล่า ๆ ถึงชาติก่อนฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจบมหาวิทยาลัย แต่การเรียนในมัธยมปลายยุคนี้จะมีอะไรยากกว่าที่ฉันรู้ได้ยังไง…ในตอนนั้นพี่สาวก็เคยลำบากมาแล้ว พ่อแม่ก็เหมือนกัน ย่าตายไปแล้วด้วยซ้ำ...อ๊ะ ไม่ควรเรียกตัวเองว่า ‘ฉัน’ ต่อหน้าพี่สาว’
พ่อลั่วหัวเราะก่อนจะพูด “อาโหว เราไม่ควรขาดความมุ่งมั่น แต่ก็ไม่ควรขาดความถ่อมตน ไม่ควรลืมตัวจนหยิ่งยโสเพราะแค่มีความก้าวหน้าเล็กน้อย เกรดของเสวียน แต่ไหนแต่ไรมาก็ดีกว่าแกอยู่แล้ว”
ลั่วโหวในตอนนั้นแสดงออกถึงนิสัยบางอย่างจากชาติก่อน และพูดว่า “อย่าดูถูกนะ! พ่อ ดูสิ ทั้งที่โรงเรียนเป็โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด แต่อาหารในโรงเรียนก็ย่ำแย่ น้ำอุ่นในหน้าหนาวก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ พี่สาวของผมเป็สาวสวยด้วย กำลังอยู่ใน่วัยรุ่น ทุกวันก็ต้องอาบน้ำบ้างสิ อืม ถ้ามีห้องพักนอกโรงเรียนก็คงดี”
พูดจบ พ่อลั่วและลั่วเสวียนก็ตกตะลึง!
เพราะในยุคนี้ ตระกูลลั่วยังคงมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่อนุรักษนิยมมาก นี่เป็ปี 1993 แม้แต่ทั่วประเทศก็ยังคงอนุรักษนิยมอยู่!
พ่อลั่วจึงคาดไม่ถึงเลยว่าลูกชายที่อายุยังไม่ถึง 16 ปีจะพูดถึงปัญหาประจำเดือนของพี่สาวอย่างแเี!
ทั้งหน้าและหูของลั่วเสวียนแดงก่ำ!
แต่ลั่วโหวกลับหัวเราะพลางพูดว่า “พ่อ อย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
พ่อลั่วนิ่งไปสักพัก ก่อนจะถอนหายใจ “ใช่แล้ว สภาพแวดล้อมของโรงเรียนมัธยมในตัวเมืองก็แย่พอสมควร แต่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดสภาพแวดล้อมก็ยังดีอยู่นะ ฮะ ๆ ซื้อห้องพักเหรอ? ต้องพึ่งตัวเองแล้วละ!”
หลังอาหารเย็น พ่อลั่วก็กลับบ้าน พี่น้องลั่วกลับโรงเรียนทันที ลั่วเสวียนพูดขึ้นว่า “น้องชาย นายไปเรียนรู้ความเ้าเล่ห์แบบนี้มาั้แ่เมื่อไร?”
ลั่วโหวหัวเราะ “ผมทำเพื่อพี่นะ พี่เริ่มมีประจำเดือนั้แ่ ม.3 แล้ว ถ้าไม่อาบน้ำทุกวัน และไม่ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว ระวังโรคทางนรีเวชจะถามหาเอาได้!”
ลั่วเสวียนได้ยินแบบนั้น ก็เริ่มวิ่งไล่ตีน้องชาย!
พอดีกันนั้น เสียงนกหวีดก็ดังขึ้น!
สองพี่น้องมองตามเสียงนั้นไป ลั่วเสวียนพูดเบา ๆ ว่า “อย่าสนใจเขาเลย เขาเป็แค่เด็กเกเรชั้น ม.5!”
ลั่วโหวจำคนคนนั้นได้ เขาเป็เด็กหนุ่มสูงประมาณ 176 เิเ สวมเสื้อกล้ามใส่กางเกงขาสั้น หน้าเต็มไปด้วยสิว แค่เห็นก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี
คนแบบนี้สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนดังของจังหวัดได้จะต้องมีเงินหรือไม่ก็มีอิทธิพลในครอบครัว
“คนสวยระวังนะ ฉันจะบอกครูประจำชั้นของเธอว่าเธอมีแฟนแล้ว!” หนุ่มใส่เสื้อกล้ามเดินมาหา พูดกับสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก
ลั่วโหวได้ยินแบบนั้นก็โกรธ!
ลั่วโหวในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขามีความทรงจำ 40 ปีจากชาติก่อน และเมื่อครั้งก่อนอายุ 40 ปี เขาก็เป็เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สะสมอำนาจมหาศาลเอาไว้ และในหลาย ๆ ครั้ง เขาก็เป็ผู้มีอำนาจสูงสุดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง
ชื่อของเด็กหนุ่มใส่เสื้อกล้ามคือ อู๋เยี่ยนเปา!
อู๋เยี่ยนเปาเห็นขาของลั่วโหวเหวี่ยงมาทางตนทันที เขาถูกเตะไปไกลหลายเมตร ล้มลงกับพื้นและลุกไม่ขึ้น!
ลั่วเสวียนยังไม่ทันได้สติก็เห็นน้องชายของเธอก้าวเดินไปหาอู๋เยี่ยนเปาอีกสองสามก้าว แล้วตบหน้าเขาด้วยมือเปล่า
ก่อนที่เขาจะด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก “แม่งเอ๊ย ไปแซวแม่แกสิ ชิบหาย ไม่เคยเห็นผู้หญิงสวยหรือไง? ไปแซวย่าแกนู่น…”
อู๋เยี่ยนเปาเป็นักเลงประจำโรงเรียน แม้แต่ครูยังไม่กลัว แล้วเขาจะกลัวลั่วโหวได้ยังไง?
เขาโกรธจนอยากจะต่อยกับลั่วโหว แต่ลั่วโหวก็ยื่นมือออกมาจับเสื้อกล้ามของเขา กระชากเขาขึ้นและเหวี่ยงเขาออกไปไกลหลายเมตร!
เสียงตกกระทบพื้นดังสนั่น!
ลั่วเสวียนที่อยู่ข้าง ๆ มองน้องชายด้วยสายตาประหลาดใจอีกครั้ง!
เธอเห็นลั่วโหวก้าวเดินเข้าไปหาอู๋เยี่ยนเปาก่อนจะลงมือต่อยและเตะ พร้อมด่าทอด้วยคำหยาบคาย!
ครู่ต่อมา เขาก็จับตัวอู๋เยี่ยนเปาชกขึ้นแล้วโยนไปไกลอีกหลายเมตร!
เวลานั้น นักเรียนที่กำลังมาเรียนและผู้คนที่ผ่านไปมาต่างพากันมุงดูเหตุการณ์
ลั่วโหวคุกเข่าลง จับใบหน้าของอู๋เยี่ยนเปาที่เต็มไปด้วยรอยช้ำและน้ำตา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “หึ แกคิดว่าแกเก่งสินะ? ไม่มีใครลงโทษแกได้งั้นสิ? ในโรงเรียนจะทำตัวก้าวร้าวยังไงก็ได้เหรอ? ถ้าฉันเจอแกรังแกผู้หญิงอีก ฉันจะถลกหนังแก!”
คนรอบข้างต่างหัวเราะเยาะ ลั่วเสวียนดึงเสื้อน้องชายแล้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าตำหนิ
ลั่วโหวพูดต่อ “จากนี้ต้องเรียกฉันว่าลูกพี่นะ ได้ยินไหม? เรียกลูกพี่ลั่ว!”
อู๋เยี่ยนเปาอายุ 17 ปีแล้ว บางทีอาจเป็เพราะถูกลั่วโหวตีจนกลัว เขาจึงร้องไห้และร้องว่า ลูกพี่ลั่ว!