ทีมของอาคิระรวมตัวกันอยู่กลางผืนน้ำลึกที่ถูกปกคลุมด้วยความเงียบและความมืด หมอกคาออสสีดำสนิทปกคลุมพื้นที่ข้างหน้าไว้จนมองไม่เห็นแม้กระทั่งแสงจากปลาดาวที่ส่องระยิบระยับอยู่ในระยะไกล บรรยากาศที่หนาวเย็นและเงียบงันทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติ
“ก่อนเราจะเข้าไป” อาคิระพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่หนักแน่นพอจะดึงความสนใจของทุกคน “เราต้องรู้จักศัตรูของเราก่อน… คราเคน มันมีจุดอ่อนหรือจุดแข็งอะไรบ้าง?”
ชาวอันดีนเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “มันอาศัยอยู่ในหมอกคาออสที่นี่ ไม่ออกมาจากพื้นที่ของมัน มันใช้หมอกและหมึกของตัวเองปกปิดร่างกาย ถ้าเราเข้าใกล้เกินไป มันจะพ่นหมึกออกมาปกคลุมพื้นที่เพิ่ม หรือใช้หนวดลากพวกเราไป ถ้าอยู่ไกล มันจะใช้เศษหินหรือซากเรือขว้างใส่เราอย่างรุนแรงและไม่สามารถคาดเดาได้”
อีกคนเสริม “พวกเราพยายามสร้างน้ำวนเพื่อกำจัดหมอก แต่คราเคนใช้หนวดสลายน้ำวนของเราได้ อีกทั้งการยิงเวทย์สุ่มเข้าไปในหมอกกลับยิ่งกระตุ้นมันให้ตอบโต้ด้วยความรุนแรงมากขึ้น…”
อาคิระฟังเงียบ ๆ สายตาจับจ้องไปที่หมอกมืดเบื้องหน้า เขานึกถึงประสบการณ์ในเกมที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ใช้การพรางตัวและโจมตีจากระยะไกล สิ่งสำคัญในการต่อกรกับศัตรูประเภทนี้คือ “การมองเห็น”
เขาหันมองยูเอะที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ “ยูเอะ… เธอพอจะมองเห็นคราเคนในหมอกนั้นได้ไหม?”
ยูเอะทำหน้าฉงนเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “หนูไม่แน่ใจค่ะพี่… แต่หนูจะลองดู” เธอหลับตา สูดลมหายใจลึก แล้วตั้งสมาธิ พลังบางอย่างภายในตัวเธอเริ่มแผ่ขยายออกมา ดวงตาของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท และมีประกายแสงระยิบระยับราวกับเธอกำลังมองเห็นทั้งจักรวาลในสายตา
“เห็นค่ะ!” ยูเอะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “มันอยู่ตรงนั้น… ตัวใหญ่มาก!”
ทุกคนอึ้งไปชั่วขณะ มิเรลมองยูเอะด้วยความประหลาดใจ “ความสามารถนี้… เหลือเชื่อจริง ๆ”
“แผนของเราคือต้องจัดการมันอย่างรอบคอบ” อาคิระพูดขึ้น “เราจะใช้ทีมเวทย์สร้างวงล้อมรอบสามเหลี่ยมนี้ ยิงเวทย์เข้าไปแบบสุ่มเพื่อก่อกวนหรือทำให้หมอกคาออสลดลง แต่ต้องระวังของที่มันขว้างออกมา นักเวทย์ต้องอยู่ในระยะปลอดภัย”
เขาหันไปถามดราโก้ “นายเคยทำให้เจ้าฉลามจรเข้นั่นลอยได้แล้ว ขออีกรอบแบบแรงๆเลยได้ไหม?”
ดราโก้ยิ้มบาง ๆ “สบายมากสหาย”
“ดี งั้นนายเตรียมตัว” อาคิระกล่าว “ฉันกับนายจะว่ายขึ้นไปเหนือหัวมัน มิเรลจะใช้เวทย์น้ำช่วยส่งพวกเราลงไปเร็วที่สุด ยูเอะจะบัฟฉันและดราโก้ มิเรลจะคอยสนับสนุน ถ้าทำตามแผนได้ คราเคนจะลอยออกมาจากหมอกหมึก และจะเปิดช่องให้ทุกคนโจมตีได้เต็มที่”
มิเรลพยักหน้า “เข้าใจแล้ว… ข้าจะทำให้ดีที่สุด”
เมื่อทุกคนเตรียมพร้อม ทีมเวทย์รอบนอกเริ่มปล่อยเวทย์น้ำวนและเวทย์ไฟฟ้าก่อกวนหมอก คราเคนตอบโต้ทันทีด้วยการขว้างเศษซากเรือและก้อนหินออกมาจากหมอกดำ เสียงน้ำระเบิดดังสนั่นเมื่อสิ่งเหล่านั้นกระทบกับเวทย์ป้องกัน
ทีมของอาคิระเริ่มว่ายขึ้นไปเหนือหัวของคราเคนตามแผน ยูเอะยืนอยู่ข้างมิเรล หลับตาแล้วเปิดพลังบัฟ “พี่คะ หนูเสร็จแล้วค่ะ!”
“ส่งเราไปเลย มิเรล!” อาคิระตะโกน มิเรลร่ายเวทย์น้ำขนาดใหญ่ สร้างกระแสน้ำวนที่พุ่งส่งตัวอาคิระและดราโก้ลงไปด้วยความเร็วสูง คราเคนที่เริ่มสังเกตเห็นพวกเขาพยายามใช้หนวดมหึมามาขวาง
“ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!” อาคิระที่ได้รับบัฟพลังโจมตีจากทั้งมิเรลและยูเอะ สร้างคลื่นดาบด้วยวิชาดาบดาว ฟาดออกไปต่อเนื่องหลายระลอก หนวดของคราเคนที่พยายามขวางถูกตัดจนกระเด็น
“ถึงแล้ว!” ดราโก้คำราม เขาปลดปล่อยเวทย์แรงโน้มถ่วงเต็มพลัง คราเคนที่เคยซ่อนอยู่ในหมอกดำกลายเป็นลูกโป่งยักษ์ ลอยออกจากหมอกคาออสโดยสิ้นเชิง
“เป้าหมายชัดเจนแล้ว!” มิเรลตะโกน ทีมเวทย์รอบนอกเริ่มระดมยิงเวทย์ใส่คราเคนอย่างไม่ยั้ง ขณะที่อาคิระเตรียมปิดฉาก
เขาตั้งท่าอิไอ วิชาดาบที่เคยเรียนรู้จากอาจารย์ซายากะและท่าที่สิงโตเพลิงสุดโหดได้ใช้ “ครั้งนี้…ฉันจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น!” อาคิระพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวและปล่อยคลื่นดาบต่อเนื่องห้าระลอก คลื่นดาบสีฟ้าพุ่งผ่านร่างของคราเคนไประเบิดที่ผิวน้ำ สร้างแสงระยิบระยับที่ตัดผ่านท้องทะเลพร้อมกับละอองน้ำที่มากพอจนเห็นรุ้งเล็กๆ
เสียงคำรามสุดท้ายของคราเคนกึกก้องในน้ำ ก่อนที่ร่างมหึมาของมันจะสงบนิ่ง ทุกคนในทีมส่งเสียงเฮลั่น สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความยินดี
“เราทำได้!” มิเรลพูดพร้อมรอยยิ้ม เธอมองอาคิระด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ “นี่คือชัยชนะที่เราเฝ้ารอมานาน”
“แต่ภารกิจยังไม่จบ” อาคิระกล่าวพลางมองไปยังแอตแลนติโน่ที่ยังรออยู่เบื้องหน้า “เราแค่เริ่มต้นเท่านั้น”