ลานพิธีของสำนักเมฆาครามแน่นขนัดไปด้วยผู้คนั้แ่เช้าตรู่
ศิษย์ใหม่หลายสิบคนยืนเรียงแถวอยู่หน้าแท่นหินิญญา สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยทั้งความตื่นเต้น ความหวัง และความกระวนกระวาย เพราะวันนี้คือวันสำคัญที่สุดของชีวิตพวกเขา
วันทำพันธสัญญาอสูร
ในโลกแห่งนี้ ผู้ใดมีอสูรแข็งแกร่ง ผู้นั้นก็มีอนาคต
ผู้ใดได้อสูรสายเืดี ผู้นั้นย่อมก้าวเดินเหนือคนอื่นหลายเท่า
ส่วนผู้ที่ได้อสูรไร้ค่า…
ก็มักถูกลืมเลือนไปอย่างรวดเร็ว
“ได้ยินว่าปีนี้เว่ยฮงมีโอกาสสูงว่าจะปลุกหมาป่าเขี้ยวเื”
“ไม่แปลก เขาเป็คุณชายตระกูลเว่ย ทรัพยากรพร้อมทุกอย่าง”
“ซูเหยาก็ไม่เลว ได้ข่าวว่านกิญญาเขียวมีความเข้ากันกับนางสูงมาก”
เสียงกระซิบดังมาเป็ระยะ ทว่าสายตาของคนส่วนใหญ่กลับไม่ได้มองสองชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด
พวกเขากำลังมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เกือบท้ายแถว
เสื้อผ้าของเขาเก่ากว่าคนอื่นเล็กน้อย สีหน้าก็นิ่งเกินวัยจนดูเ็า เด็กหนุ่มยืนหลังตรง มือทั้งสองข้างปล่อยตามลำตัว ไม่พูดคุยกับใคร ราวกับถูกตัดขาดออกจากบรรยากาศรอบตัว
หลินเยวี่ย
ชื่อที่แทบไม่มีใครในสำนักให้ความสนใจ
หรือพูดให้ถูกกว่านั้น คือไม่มีใครคิดว่าเขาคู่ควรแก่การใส่ใจนัก
“เ้าดูนั่นสิ คนของตระกูลหลินสาขายังหน้าด้านมาร่วมพิธีอีกหรือ”
“ข้าได้ยินว่าเขาแทบไม่ได้รับทรัพยากรฝึกฝนเลยด้วยซ้ำ”
“ต่อให้มาแล้วอย่างไร? พื้นฐานแย่ถึงเพียงนั้น จะได้อสูรดีได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นแถวด้านหลัง
หลินเยวี่ยได้ยินทุกคำ
แต่สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
คนพวกนี้พูดไม่ผิดนัก
ั้แ่จำความได้ เขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีอะไรให้พึ่งพา
ไม่มีบิดามารดาคอยหนุน
ไม่มีฐานะตระกูลใหญ่
ไม่มีอาจารย์ลับคอยสั่งสอน
ไม่มีสมบัติวิเศษตกจากฟ้า
สิ่งเดียวที่เขามี คือความอดทนกับสายตาเหยียดหยามที่พบเจอมาตลอดหลายปี
“เงยหน้าไว้ให้ดีวันนี้”
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ พร้อมแรงกระแทกเบาๆ ที่หัวไหล่
หลินเยวี่ยหันไปมอง เห็นใบหน้าของชายหนุ่มในชุดศิษย์ชั้นดี ดวงตาอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเหยียดหยามโดยไม่คิดปิดบัง
เว่ยฮง
คุณชายแห่งตระกูลเว่ย ผู้โดดเด่นที่สุดของรุ่นนี้ในเมืองชิงเหอ
“หากเ้าคุกเข่าขอร้องั้แ่ตอนนี้ บางทีหลังพิธีจบ ข้าอาจเมตตาให้เ้าเป็คนดูแลคอกอสูรของข้าก็ได้” เว่ยฮงยิ้มบาง “อย่างน้อยก็ยังพอมีที่ยืน ไม่ต้องถูกไล่ออกจากสำนักอย่างน่าเวทนา”
คนรอบข้างบางส่วนหัวเราะออกมา
หลินเยวี่ยมองเขาเพียงครู่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“หากเ้าพูดจบแล้ว ก็หลบไป”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเว่ยฮงแข็งค้างไปเสี้ยวลมหายใจ
เขาคงไม่คิดว่าคนอย่างหลินเยวี่ยจะกล้าตอบกลับ
“ดี…ดีมาก” เว่ยฮงหัวเราะในลำคอ แววตาเย็นลงทันที “ข้าจะคอยดูว่าอีกเดี๋ยวเ้ายังจะยืนนิ่งเช่นนี้ได้อีกหรือไม่”
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
หลินเยวี่ยไม่หันกลับไปมองอีก
ทว่าภายในใจ เขากลับจดจำประกายเย็นเยียบในสายตาของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างเงียบๆ
เว่ยฮงไม่ใช่คนประเภทที่แค่พูดข่มเล่นๆ
ถ้ามีโอกาส อีกฝ่ายลงมือแน่
ไม่นานนัก เสียงระฆังโบราณก็ดังขึ้นสามครั้ง
ครืนนน—
ผู้คนทั้งลานเงียบลงในทันที
ผู้าุโผู้คุมพิธีเดินขึ้นสู่แท่นสูง กวาดตามองศิษย์ใหม่เบื้องล่าง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“วันนี้คือวันกำหนดชะตาของพวกเ้า”
“แท่นหินิญญาจะเชื่อมพลังระหว่างพวกเ้ากับไข่อสูรที่สำนักเตรียมไว้ ผู้ใดมีวาสนา ย่อมได้อสูรดี ผู้ใดไร้วาสนา ก็โทษผู้ใดไม่ได้”
“เริ่มพิธี!”
ศิษย์คนแรกรีบก้าวออกไป
เมื่อมือของเขาวางลงบนแท่นหินิญญา แสงสีเขียวอ่อนก็แผ่ขยายออก ก่อนจะมีไข่ลายใบไม้หนึ่งใบสั่นเบาๆ ไม่นานนัก เปลือกไข่ก็แตกออก เผยให้เห็นนกตัวเล็กสีเขียวอ่อน ท่ามกลางเสียงฮือฮาโดยรอบ
“นกสายลม!”
“ไม่เลวเลย!”
บรรยากาศในลานพิธีเริ่มร้อนแรงขึ้นทันที
ศิษย์ทีละคนเดินขึ้นแท่น บางคนได้อสูรสามัญ บางคนได้อสูรดีเกินคาด เสียงอิจฉา เสียงยินดี และเสียงถอนหายใจผลัดกันดังไม่ขาดสาย
เมื่อถึงคิวซูเหยา แสงจากแท่นหินกลับสว่างกว่าปกติ
ไข่สีฟ้าอมเขียวแตกออกช้าๆ ก่อนที่นกตัวหนึ่งจะกางปีกออกมาอย่างงดงาม ขนปลายปีกสะท้อนแสงราวหยก
“นกิญญาเขียว!”
“สมกับเป็ซูเหยา!”
“อย่างน้อยปีนี้สำนักเราก็มีดาวรุ่งสองคนแล้ว!”
คำว่า “สองคน” แน่นอนว่าหมายถึงซูเหยาและเว่ยฮง
ไม่นาน เว่ยฮงก็เดินขึ้นแท่นด้วยท่าทีสง่างามราวชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง
แสงสีแดงเข้มพวยพุ่งขึ้นสูง เสียงคำรามแ่ต่ำดังออกมาจากไข่สีเืที่แตกร้าว และในที่สุด หมาป่าขนแดงเข้มตัวหนึ่งก็กระโจนลงสู่พื้น เขี้ยวทั้งสองข้างยาวแหลม ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย
“หมาป่าเขี้ยวเื!”
เสียงฮือฮาครั้งนี้ดังยิ่งกว่าครั้งใด
เว่ยฮงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังรับคำสรรเสริญเ่าั้อย่างเป็ธรรมชาติ
ก่อนที่สายตาของเขาจะกวาดผ่านฝูงชน และหยุดลงที่หลินเยวี่ยอย่างไม่ปิดบัง
นั่นไม่ใช่สายตาของผู้ชนะธรรมดา
แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังรอเหยื่อก้าวขึ้นสู่แท่นปะา
ในที่สุด ชื่อของหลินเยวี่ยก็ดังขึ้น
“คนถัดไป หลินเยวี่ย”
ชั่วขณะนั้น ลานพิธีกลับเงียบลงอย่างประหลาด
บางคนกลั้นหัวเราะ
บางคนรอดูเื่สนุก
บางคนไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ
หลินเยวี่ยก้าวขึ้นไปบนแท่นอย่างมั่นคง
เมื่อฝ่ามือของเขาััลงบนหินิญญา ความเย็นวาบสายหนึ่งก็ไหลผ่านแขนขึ้นมาถึงหัวไหล่
แสง…ไม่เกิดขึ้น
หรือพูดให้ถูกคือ มันมีเพียงแสงจางๆ หม่นมัว ราวกับเปลวไฟที่ใกล้มอด
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นรอบลาน
“พลังตอบสนองอ่อนถึงเพียงนี้?”
“อย่าบอกนะว่าได้อสูรสามัญชั้นต่ำสุด?”
“ดูท่าจะต่ำกว่านั้นอีก…”
ที่มุมหนึ่งของแท่นหิน ไข่ใบหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมา
มันเป็ไข่สีเทาหม่นธรรมดา
ไม่มีลวดลาย
ไม่มีคลื่นพลัง
ไม่มีแรงกดดันแม้แต่น้อย
เงียบกริบ
แล้วในวินาทีถัดมา เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นทันทีจากผู้คนรอบด้าน
“นี่มันอะไรกัน?”
“ไข่เปล่า?”
“อสูรชนิดนี้ข้าไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ!”
“ไม่มีแม้แต่คลื่นสายเื จะเรียกว่าอสูรได้หรือไม่ยังไม่แน่เลย!”
สีหน้าของผู้าุโบนแท่นเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้ว จ้องมองไข่สีเทาใบนั้นคล้ายไม่เข้าใจเช่นกัน
เว่ยฮงหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“นี่หรือคือวาสนาของเ้า หลินเยวี่ย?”
“ขยะก็คือขยะ แม้แต่พันธสัญญายังเลือกของเสียให้เ้า”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก
แต่หลินเยวี่ยกลับไม่ได้ยินอะไรชัดนักในตอนนั้น
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ไข่สีเทาเพียงใบเดียว
ไม่รู้เพราะเหตุใด…ในวินาทีที่มือของเขาััมัน เขากลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นแ่เบาที่ลึกยิ่งกว่าเสียงเยาะเย้ยทั้งลาน
ตุบ
เหมือนเสียงหัวใจเต้นจากด้านใน
ตุบ…ตุบ
หลินเยวี่ยหรี่ตาลง
มันไม่ใช่ไข่ตาย
และไม่ใช่ของเสียอย่างที่ทุกคนพูด
แต่ก่อนที่เขาจะคิดได้มากกว่านั้น ผู้าุโผู้คุมพิธีก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก
“รับไข่ของเ้าไปแล้วลงไปได้”
น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย
เรียบเฉยเสียจนแทบไม่คิดซ่อนความผิดหวัง
หลินเยวี่ยรับไข่สีเทาไว้ในอ้อมแขน ก่อนหมุนตัวลงจากแท่นท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน
มีทั้งสายตาสงสาร
ดูถูก
เยาะเย้ย
และสะใจ
เมื่อเดินผ่านเว่ยฮง อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเบาๆ ข้างหูเขา
“คนอย่างเ้า ต่อให้ดิ้นรนอีกกี่ปี ก็ไม่มีวันเปลี่ยนชะตาได้”
หลินเยวี่ยชะงักฝีเท้าเพียงเล็กน้อย
แต่สุดท้าย เขาไม่ได้ตอบอะไร
เพราะในอ้อมแขนของเขา ไข่สีเทาใบนั้น…กำลังเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม
ตุบ
ตุบ
ตุบ
ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะตื่นขึ้น
และไม่มีใครในลานพิธีสังเกตเห็นเลยว่า ที่ผิวเปลือกไข่ด้านล่างสุด ได้มีเส้นสีดำบางเท่าเส้นผมปรากฏขึ้นชั่วพริบตา
เส้นนั้นคล้ายรอยแตก
แต่ก็คล้ายอักขระโบราณที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้
หลินเยวี่ยก้มลงมอง ก่อนแววตาจะเปลี่ยนไปเป็ครั้งแรก
บางที…
วันนี้อาจไม่ใช่วันที่ชะตาของเขาถูกตัดสิน
แต่อาจเป็วันที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น