มิผิดแน่ ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า มองเยี่ยงไร เหลี่ยมมุมเค้าโครงไหน หากสติไม่เลอะเลือนชายผู้นี้ก็คือไอ้มิ่ง หรือนายมิ่งมงคล เพื่อนเก่าเพื่อนแก่สมัยวัยเด็กยันวัยหนุ่มของเขา มิได้ผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“สวัสดีครับ เ้านาย” เ้าของบ้านยกมือไหว้ทักทายก่อน พลางส่งรอยยิ้มที่คุ้นเคยไปที่ชายแก่อย่างไมตรีต้อนรับ คนแถวนี้มีอาชีพเป็พรานป่า แม้นมิได้เป็นายจ้างของตนเอง แต่ก็ไว้เกียรติและปฏิบัติต่อนายจ้างของผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกันมิต่างจากนายจ้างของตนเองเช่นกัน
กฎป่าข้อนี้ถือเป็น้ำใจนักเลงเดินป่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาั้แ่รุ่นสมัยพรานบูรณ์ต้นตระกูลพรานป่าแล้ว
“มิ่ง ... มิ่ง นะนี่แกใช่ไหม” ชายชราอุทานด้วยเสียงสั่นเทา ใบหน้าคมเข้ม จมูกเป็สันคิ้วดกดำ เนื้อตัวแกร่งแน่นสีเนื้อแทบจักเป็สีทองแดง ท่าทีจองหองเอาเื่ในทีเช่นนี้ จักเป็ใครไปได้อีกเล่า
“เอ่อ น่าจะมีการเข้าใจผิดกันนะครับ ผมเป็ลูกชายของพ่อ พรานมิ่ง ชื่อวิรุณ”
“กระไรกันนี่” ชายแก่เรียกสติตัวเอง
“เหมือนมาก ... เหมือนมาก ...” แล้วเปรยออกมาราวกับคนเพ้อนิทรา หากแม้นว่านี่คือความฝันก็คงเป็ความฝันที่ชัดเจนที่สุด ดังกับว่าตนเองย้อนเวลามาพูดจาทักทายกับไอ้มิ่ง หรือไอ้มิ่งมงคล เกลอเก่าผู้มิเคยเจอกันในหนึ่งรอบชั่วอายุคน
“คนนี้นะเหรอพรานมิ่ง” ผกาสะกิดเพื่อนสาว ทั้งหมดอยู่ห่างพอได้เห็น พวกเขาปล่อยให้หัวหน้าคณะไปเจรจาก่อน แม้ว่าจะไม่ได้ยินพวกเขาคุยกระไรกัน แต่ก็เห็นรูปร่างท่าทางของเ้าของบ้านชัดเจน หากเทียบเคียงดาราเฉกเช่น สรพงษ์ ชาตรี ผสมกับจตุพล ภูอภิรมย์ก็คงมิปานเทียบ อาจจักหล่อเหล่าเกินไปเสียด้วยซ้ำไม่เหมาะสมกับการแอบซ่อนอยู่ในป่าลึกเอาเสียเลย
“หล่อมาก ...” ผกาลากเสียงยาวเบา ๆ
“ไม่ใช่หรอกผกา พรานมิ่งเป็เพื่อนของคุณพ่อ ผู้ชายคนนี้คงเป็ลูกชายอย่างที่นายดำบอก หน้าตาไม่เป็มิตรสักนิด ตายังกะเสือหิวข้าว น่ากลัวจะตาย” แม้ว่าจักพูดเช่นนั้นแต่อรสากลับขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางค์กาย เหมือนว่าเคยเจอผู้ชายคนนี้ที่ใดมาก่อน แต่ก็มิน่าจักเป็ไปได้คงไม่มีคนรู้จักที่ผ่านมาในอดีตที่จักอาศัยอยู่ในป่าเขาเช่นนี้
“เหรอ ... เสือที่ไหนกินข้าวกัน ถ้าเธอไม่เอาฉันจองนะ” เมื่อเพื่อนสาวสะกิดทำให้เธอตื่นจากภวังค์คิดแทบสะดุ้ง
และท่าทีกระตือรือร้นของผกากรองทำให้นายสงกรานต์เริ่มรู้สึกอึดอัดขัดใจ เหมือนกำลังถูกแย่งของเล่นโปรด จึงพูดแทรกเข้ามา
“คนป่าคนดอยอย่างนี้ ขี้คร้านจะมีเมียมีลูกเป็พรวนนั่นแหละผกา” เป็การเอ่ยตัดบทเพื่อสกัดคู่แข่งด้วยลูกไม้ตื้น ๆ
“ไม่แน่หรอกสงกรานต์ ดูท่าทางเขาจะอยู่คนเดียวนะ ถ้าไม่มีเมีย ฉันนี่แหละจะเป็เมียเขาเอง” อรสาตอบ
“เฮ้ยได้ยังไง” สงกรานต์ร้องคราง
“ทำไม ฉันจะชอบใคร หรือจะยอมเป็เมียคนป่าคนดอยมันก็เื่ของฉัน มันเกี่ยวกับนายอย่างไรมิทราบ ไอ้คนลามกชอบฉวยโอกาสชีกอ” ประโยคสุดท้ายดูจักเป็คำบรรยายแสดงสรรพคุณของเพื่อนชายคนนี้ได้เป็อย่างดีกระมัง
“โธ่นผกากรอง นี่เธอจะแกล้งให้ฉันหัวใจวายตายหรือยังไง คนดีๆ ไม่ชอบริจะเอาคนป่า จะหักอกฉันเสียทั้งทีก็ให้มันเจ็บใจน้อยกว่านี้หน่อยเถอะ”
“ทำไม คนป่าไม่ดีตรงไหน จากที่ฉันเทียบดูแล้ว พ่อพรานคนนี้ให้เป็พ่อของลูกฉัน ฉันก็ยอมเลี้ยงลูกอยู่ที่ป่านี่แหละ”
“นี่ยัยผกาให้มันน้อยๆ หน่อยนี่สรุปว่าเธอมาหาผัวหรือมาเป็เพื่อนฉันกันแน่ยะ” อรสาพูดแทรกเข้ามาสมทบ เมื่อเห็นว่าบิดา้าความเป็ส่วนตัวในการทักทายเ้าของบ้าน
“มันก็ต้องมีกระไรให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้างสิสา ฉันก็แซวปากเล่นไปอย่างนั้นเองแหละ แต่ถ้าได้ก็ดี ว่าแต่เธอไม่สนใจแน่นะ ฉันจะได้จองไว้เสียเลย”
มีหลายครั้งเหมือนกันที่อรสาแอบลอบมองเขาอย่างคุ้นจับสังเกต แต่กระนั้นก็ยังเพียงแค่คนที่เคยคุ้นอาจจักด้วยหน้าตาของเขาเหมือนดังกับพระเอกหนังกระมังที่หลุดวงโคจรของคำนิยามว่าคนป่าไปมาก จึงทำให้เขาดูมีแรงดึงดูดขนาดนี้
ระหว่างที่สองสาวกำลังสะกิดกันไปมาอยู่นั้น เ้าของบ้านและหัวหน้าคณะก็เสวนากันอย่างออกรสเช่นเดียวกัน ก่อนหัวหน้าคณะจักได้โบกมือให้ลูกคณะเข้ามาพูดคุยกับเ้าของบ้าน
หลังจากได้แนะนำตัวกันพอเป็พิธีแล้ว ทั้งคณะสุมไฟกางเต็นท์อยู่หน้าบ้านนั่นเอง ปล่อยให้เ้าของบ้านและหัวหน้าคณะพูดคุยกันในกระท่อมเป็การลำพังส่วนตัว แต่กระนั้นก็มีพรานดำนั่งอยู่ใกล้ๆ หลังจากได้สอบถามเล่าเื่พอได้นับสายเชื้อกันพอเป็พิธีแล้วนั้น ดูเหมือนว่าทั้งคู่จักถูกชะตากันยิ่งนัก ทั้งที่เพิ่งจักได้รู้จักคุ้นหน้ากันเป็ครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ
“นี่เธอเป็ลูกของเ้ามิ่งจริงๆ รึ หากฉันไม่ได้สืบสาวราวถามกัน ก็คงคิดว่าเป็เ้ามิ่งตอนหนุ่มๆ เสียอีก ว่าแต่เธอมีพี่น้องกี่คน”
“ผมเป็ลูกคนเดียวครับ”
“แม่ของเธอเล่า”
“แม่เสียไปั้แ่ผมยังไม่รู้ความ ผมจำเื่ของแม่มิได้เลย”
“ฉันขอโทษด้วยที่ล่วงเกินถาม”
“ไม่เป็ไรดอกครับ ท่านก็ควรต้องสอบถามเป็ธรรมดา พ่อเคยเล่าเื่เกี่ยวกับท่านให้ฟังอยู่เหมือนกัน พ่อบอกว่ามีเพื่อนรักที่อยู่”
“เรียกฉันว่าน้าบุญชูเถิด” หากนี่เป็จิตวิทยาในการผูกมิตร ก็นับว่าเป็การกล่าวอ้างนับญาติที่รวดเร็วยิ่งนัก
“ได้ครับน้าบุญชู” แต่ดูเหมือนเ้าของบ้านจักมิได้กระดากปากที่จักเรียกขานผูกมิตรเช่นเดียวกัน
“เ้ามิ่งจักมาเมื่อไรเล่า ฉันมีธุระสำคัญเป็การส่วนตัวพ่อของเธออย่างเร่งด่วนเลย”
“น่าเสียดายพ่อเพิ่งออกไปเมื่อเช้า ปกติจะหายเข้าป่านับเดือน น้าน่าจะมาไม่ถูกจังหวะ” ผู้มาเยือนได้ฟังเยี่ยงนั้นก็หน้าเสีย
“ฉันคงต้องติดตามไป เธอพอจะช่วยฉันได้ไหมวิรุณ”
“ข้อนั้นไม่มีปัญหาดอกครับ แต่อย่าเพิ่งไปถึงขั้นนั้นเลย ว่าแต่ ... ผมมิได้ดูถูกน้ำใจน้านะ แต่ว่า ...” ยังมิทันที่เ้าของบ้านจักเอ่ยกระไรนั้น ผู้มาเยือนก็รีบตัดบทเสียก่อนประหนึ่งว่าล่วงรู้ว่าเ้าของบ้านจักหมายความถึงเื่อันใด
“ฉันรู้ว่าสังขารฉันไม่เอื้ออำนวยที่จักเดินป่าหักโหมเหมือนดังหนุ่มๆ แต่ฉันคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงเดือนแน่”
“น้าหมายความว่ายังไง”
“วิรุณ ฉันขอพูดตรงๆ นะ ...” นายบุญชูจ้องหน้าเ้าของบ้าน เพื่อมิให้ต้องเยิ่นเย้อ
“ฉันกำลังจะตาย!”
…….. …….. …….. & …….. …….. ……..
“ฉันเหนียวตัวไปหมดแล้วนะสา ที่บ้านของพ่อนายพรานรูปหล่อนั่น มีห้องน้ำไหม”
“จะมีได้อย่างไรเล่า เธอก็ถามประหลาดนี่มันกระท่อมกลางป่านะ แล้วเธอจักหาห้องน้ำไปทำไม”
“ฉันก็อยากจะอาบน้ำนะซี”
“แถวนี้ไม่มีดอก ถ้าจะอาบน้ำก็ที่ตุ่มข้างกระท่อมนั่นปะไร” แล้วชี้มือไปยังตุ่มน้ำดินเผาขนาดใหญ่อันตั้งอยู่โดดเด่นไม่ไกลนัก
“หึม ... ไม่เอาดอก ประเดี๋ยวพวกลูกหาบก็แอบดูฉันเพลินตานะสิ”
“ก็หากระไรมาบังสิ อีกอย่างเธอก็เป็พวกชอบอวดชอบโชว์อยู่แล้วมิใช่รึแม่ผกากรอง”
“ฉันอยากอาบน้ำในลำธารใกล้ๆ แถวนี้ เธอไปเป็เพื่อนฉันหน่อยไม่ได้เหรอ”
“นี่เธอจะบ้ารึผกา ตอนนี้มืดแล้วนะพวกสัตว์ป่าก็ชุมนัก”
“มิเป็ไรดอก ถ้ามีพวกหนุ่มๆ ไปเป็เพื่อน”แล้วพยักพเยิดหน้าไปยังสองหนุ่มที่กำลังเขี่ยกิ่งไม้เข้าไปในกองไฟพูดคุยกันตามประสาหนุ่ม
“มิหนำซ้ำพวกนั้นก็มีไอ้ปืนโตพกกันครบมือ คงมิต้องกลัวสัตว์กระไรดอก”
“นี่เธอคิดจะทำกระไรกันแน่ผกา จักอาบน้ำหรือว่าจักอ่อยผู้ชายกันแน่ ฉันรู้นะว่านายสงกรานต์จ้องจะแอ้มเธออยู่หรือเธอคิดจะทำทะลึ่งกระไรในป่านี่”
“เธอนี่ก็คิดทะลึ่งกว่าฉันอีกนะอรสา ตอนแรกฉันก็ไม่คิดดอก แต่พอเธอพูดออกมาเยี่ยงนี้ มันก็ฟังดูน่าตื่นเต้นดีนะ”
“ทะลึ่งใหญ่แล้วยัยผกากรอง อย่าได้ริเชียว พ่อของฉันก็เตือนแล้วเราไม่ได้มาเดินป่าเที่ยวเล่นนะ”
“ดูทำหน้าเข้า ฉันก็แค่ล้อเธอเล่นเท่านั้นเอง” แล้วทำเป็งอนง้อเพื่อนสาว
“แต่ฉันก็อยากอาบน้ำจริงๆ นะ” แล้วชะเง้อคอยาวหันซ้ายขวา
“แล้วนายดำหายไปไหนเนี่ย” ทั้งที่รู้ว่าหนุ่มผู้นำทางอยู่ในบ้านกับเ้าของบ้านแต่ก็มิวายถามหา ด้วยว่ามีข้ออยากไหว้วาน อันเป็คนที่นึกถึงเสมอยาม้าความช่วยเหลือ
“ถามหาเขาทำไม อย่าบอกนะว่า ....เธอหมายความว่ายังไงเนี่ย”
“ก็จะให้นายดำไปส่งฉันนะสิ คนแถวนี้จักมีใครรู้ทิศทางและน่าไว้ใจเท่านายดำอีกเล่า”
“ดูเอาเถิดยัยผกา ฉันก็ตำหนิว่ามิให้คิดทะลึ่งบัดสีกันกับพวกนายสงกรานต์ แต่เธอก็ดันจะไปเล่นกับนายพรานป่าเสียได้” ดูเหมือนว่าแม่อรสาจักรู้จริตของเพื่อนสาวดี
“ไม่เป็ไรดอกน่าที่ผ่านมานายดำก็มิได้รุ่มร่ามกับฉันหรือเธอมิใช่รึ อีกอย่างก็ใช่ว่าที่ผ่านมานายดำจักไม่เคยเฝ้ายามพวกเราอาบน้ำ พวกนายสงกับอานนท์ซะอีกที่ไว้ใจไม่ได้แอบดูพวกเราอาบน้ำจนนายดำจับได้ พวกนั้นถึงได้มิชอบขี้หน้านายดำไง” ผกากรองระลึกเื่ที่เกิดก่อนหน้านี้
“เื่แบบนี้ไม่เข้าใครออกใครดอก เธอก็ผ่านกระไรมามากมิใช่รึก็น่าจักรู้”
“เธอก็เหมือนกันแม่อรสา ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนามา มิได้มีหัวคิดแบบแหม่มฝาหรั่งบ้างรึไง จะผ้าพับไว้ไปถวายวัดหรือยังไง”
“ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว” อรสาบ่นพลางถอนหายใจเอือมระอาใจกับเพื่อนสาว
“ฉันก็ไม่ได้คิดทำกระไรผิดผีสักหน่อยทำเป็หน้างอ ฉันแค่อยากจักอาบน้ำเอง”
“เอาเถิด ถ้าเธอจักใคร่อาบจริงๆ ฉันก็จักไปเป็เพื่อนให้ก็ได้”