ตอนที่ 84 นี่มินับว่าเป็นเหตุการณ์อย่างการถอนหมั้น นางจำเขาผิดไปหรือไม่
ในขณะเดียวกัน ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ได้ผุดขึ้นมาในจิตใจของกู้ฉางเกอ
เยวี่ยหมิงคง องค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
นางมีพันธะหมั้นหมายกับตนตั้งแต่ยังเยาว์วัย มิว่าจะเป็นพรสวรรค์ รูปโฉม หรือว่าภูมิหลัง ล้วนเหมาะสมกับเขาเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าตามความทรงจำเดิมของเขา เขากลับมิได้รู้สึกชอบพอนางเป็นพิเศษ และก็มิได้รังเกียจอันใดนาง ทว่ากลับเห็นนางเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเขาเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ระบบได้แจ้งเตือนถึงการปรากฏตัวของผู้ครอบครองชะฟ้าลิขิตคนใหม่ ทว่าหลังจากนั้นก็กลับมิมีข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม
กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนตรวจสอบผู้คนรอบตัวทั้งหมด รวมถึงญาติพี่น้องในตระกูลอย่างเช่นพี่สาวและน้องสาวหลายคนในสายสกุลเดียวกัน
ทว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลินชิวหานหรือซูชิงเกอแล้ว ก็กลับมิพบผู้ใดที่มีแต้มวาสนาสูงเป็นพิเศษ
สุดท้าย เขาจึงตัดสินใจมุ่งความสงสัยมาที่องค์หญิงสี่ ผู้เป็นคู่หมั้นคู่หมายของเขา
แน่นอนว่าทุกอย่างยังคงเป็นเพียงการคาดเดา เขายังมิได้พบหน้านางด้วยตนเอง จึงมิอาจแน่ใจได้นัก
ในเมื่อเขามิเคยทำเรื่องอย่างการถอนหมั้น การพบกันครั้งนี้จึงมิน่าจะเป็นเหตุการณ์แบบนิยายโศกนาฏกรรมเหล่านั้น
หรือแท้จริงแล้ว นางมาเพื่อมอบความอบอุ่น และมาเป็นภรรยาของเขาอย่างเรียบง่ายเช่นนี้
กู้ฉางเกอคิดเล่นๆ ทว่าก็ปฏิเสธความคิดนั้นในทันที เพราะเรื่องราวมันคงจะปกติไปเช่นนั้นมิได้
เขาได้ให้คนไปสืบข่าวเกี่ยวกับองค์หญิงสี่ และข้อมูลที่ได้รับมานั้นก็นับว่าน่าสนใจมิน้อย
เยวี่ยหมิงคงซ่อนฝีมือมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะเฝ้ารอคอยจังหวะที่เหมาะสม
จนเมื่อมินานมานี้ นางได้ใช้นโยบายเหล็กอย่างไร้ปรานี เอาชนะพี่น้องทั้งหมดเพื่อคว้าตำแหน่งรัชทายาทของราชสำนักเซียนไร้เทียมทานมาครอบครองได้สำเร็จ
ดูเหมือนว่านางจะเป็นผู้ที่มีความสามารถและเล่ห์เหลี่ยมมิธรรมดา
แม้ใบหน้าของกู้ฉางเกอจะยังสงบนิ่ง แต่ในใจกลับคิดทบทวนไปต่างๆ นานา
เมื่อถึงเวลาที่เขาพบกับคู่หมั้นผู้นี้ การตรวจสอบแต้มวาสนาของนางก็คงจะให้คำตอบเขาได้ทันที
ในฐานะองค์หญิงแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ซึ่งก่อนหน้านี้มิได้กระทำการใดให้ผู้ลิขิตโชคชะตามิพอใจ แต้มวาสนาของนางก็น่าจะสูงอยู่มิน้อย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็มิได้กังวลอันใดมากนัก ด้วยสถานะของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงและราชสำนักเซียนไร้เทียมทานในแดนสวรรค์ พันธะสมรสนี้มิน่าจะมีปัญหาใดๆ ได้
หรืออีกนัยหนึ่ง วันนี้คือวันที่เขาจะได้พบหน้ากับภรรยาในอนาคตของเขาอย่างนั้นหรือ
ทว่าหากนางเป็นผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างแท้จริง เช่นนั้นนางจะใช้วิธีการใดในการดำเนินเรื่องราวกัน
…
ภายในมหาวิหารอันโอ่อ่าและเก่าแก่ สง่างามด้วยรัศมีแห่งเซียนที่แฝงเร้นอยู่
กู้หลินเทียน ผู้นำตระกูลกู้ในปัจจุบันกำลังยืนสนทนาอยู่กับชายผู้สง่างามในชุดอาภรณ์จักรพรรดิ ใบหน้าของกู้หลินเทียนประดับด้วยรอยยิ้ม
ชายผู้นั้นคือจักรพรรดิแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน หรือที่เรียกขานกันว่า จักรพรรดิเยวี่ย
อย่างไรก็ตาม ผู้มาเยือนในครั้งนี้หาใช่ร่างแท้จริงของเขาไม่ หากแต่เป็นเพียงร่างจำแลงที่สร้างขึ้นจากพลังแห่งมรรคา ร่างที่แท้จริงของจักรพรรดิเยวี่ยนั้นยังต้องประจำสถิตอยู่ที่นครเซียน มิอาจละจากบัลลังก์มาได้
จักรพรรดิเยวี่ยและกู้หลินเทียนนั้นเคยเป็นสหายกันในวัยเยาว์ และด้วยสายสัมพันธ์นี้ ลูกหลานของพวกเขาจึงได้หมั้นหมายกัน
บัดนี้เยวี่ยหมิงคงผู้เป็นองค์หญิงสี่ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานแล้ว อำนาจของนางล้นฟ้าจนแม้แต่ผู้มากประสบการณ์ในแดนสวรรค์ยังมิอาจละเลยได้
นางได้รับการยกย่องในฐานะว่าที่จักรพรรดินีแห่งแดนสวรรค์ ข่าวคราวความงดงามและความสามารถของนางนั้นได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว
ยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์โดยกำเนิดของนางนั้นนับว่าโดดเด่นเป็นเลิศ บัดนี้ในวัยเยาว์ก็สามารถบรรลุถึงระดับเจ้าครองแคว้นได้แล้ว และนี่คือพลังที่นางแสดงออกมาอย่างเปิดเผย
ในมหาวิหาร บรรดาผู้อาวุโสและผู้เยาว์ในตระกูลกู้ต่างแอบลอบมองนาง
ใบหน้าของนางงดงามราวกับภาพวาด
ทรงผมสูงสง่าราวกับภาพความงามที่จารึกในตำนาน
คิ้วของนางเรียวยาวราวใบหลิว ดวงตาเปี่ยมด้วยความลึกลับน่าค้นหา
จมูกเล็กงามละมุน ริมฝีปากบางชมพูระเรื่อ ราวดอกไม้แรกแย้ม
ผิวพรรณขาวเนียนราวกับหยกใสพิสุทธิ์ ร่างกายสูงโปร่งสง่างาม
นางมิได้สวมฉลองพระองค์จักรพรรดินี หากแต่เป็นชุดอาภรณ์ยาวสีเทาผืนบางโปร่งแสงอันเปล่งประกายเรืองรอง
แม้ยืนอย่างสงบเรียบง่าย ทว่ากลับเปี่ยมไว้ด้วยอำนาจแห่ง จักรพรรดินีในอนาคต ที่ทำให้คนรุ่นราวคราวเดียวกันมิอาจละเลยหรือมองตรงได้
นี่คือรัศมีแห่งจักรพรรดิที่เริ่มปรากฏพลังอำนาจให้เห็น
ผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนอดมิได้ที่จะรู้สึกประทับใจและคิดในใจว่าการแต่งงานระหว่างหญิงสาวผู้นี้กับนายน้อยตระกูลกู้ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในแดนสวรรค์
องค์หญิงรัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
นายน้อยแห่งตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง
มิว่าจะเป็นผู้ใด ทั้งคู่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่จะครอบครองอำนาจอันยิ่งใหญ่ในอนาคต และยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนสวรรค์เบื้องบน
การแต่งงานครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับพวกที่เป็นปฏิปักษ์
แม้ในอดีตจะมีการแต่งงานระหว่างนิกายและสำนักใหญ่ ทว่าการแต่งงานของทายาทผู้สืบทอดสองคนนี้มิเคยปรากฏขึ้นมาก่อน
ผลสะเทือนของมันจึงใหญ่หลวงเกินคาด
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมิอาจเอ่ยคำคัดค้านได้ เพราะการหมั้นหมายนี้เกิดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะถูกแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอด
และที่สำคัญ นี่เป็นผลมาจากการแย่งชิงของทั้งสองฝ่ายเอง หาใช่แผนการสมคบคิดไม่
ในเวลานี้ ใครจะกล้ากดดันให้ทั้งสองฝ่ายยกเลิกการแต่งงานเล่า
มิมีผู้ใดกล้าพอ และมิมีผู้ใดมีอำนาจมากพอเช่นเดียวกัน
ภายในมหาวิหาร ทุกคนต่างมีความคิดและเจตนาในใจที่แตกต่างกัน ขณะมองดูว่าการแต่งงานครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นไร
สำหรับเยวี่ยหมิงคงในเวลานี้ แม้สีหน้าของนางจะสงบนิ่ง ทว่าภายในจิตใจกลับมิอาจสงบได้เช่นนั้น
มหาวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นางรู้จักดี นางเคยมาเยือนหลายครั้ง
บรรดาใบหน้าคุ้นเคยของคนในตระกูลกู้ ยังมีหลายคนที่นางยังจำนามได้
ในชาติก่อนนั้น บิดาแท้ๆ ของนางปฏิบัติต่อนางอย่างเข้มงวดและไร้ซึ่งความเมตตา ตรงกันข้ามกับที่นางได้รับความรักและความห่วงใยจากท่านลุงกู้หลินเทียน
ดังนั้นมิว่าจะด้วยเรื่องอันใด นางจึงมักจะแวะเวียนมายังตระกูลกู้อยู่เสมอ
แม้ว่ากู้ฉางเกอจะปฏิบัติต่อนางด้วยความเย็นชา ทว่าบิดามารดาของเขากลับดูแลนางเป็นอย่างดี ราวกับเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของตน
สิ่งนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ทว่าสุดท้ายพวกเขากลับต้องพบกับความผิดหวังอย่างลึกซึ้งเนื่องด้วยกู้ฉางเกอ และมิมีผู้ใดจะได้พบเจอกับจุดจบที่ดี
ในชาติก่อน กู้หลินเทียนประสบกับความล้มเหลวในการฝึกบำเพ็ญเพียรระหว่างพยายามทะลวงพลัง ทว่ากลับถูกมารในจิตใจเล่นงานจนผลึกแห่งมรรคาของเขาแตกสลาย พลังฝีมือสิ้นสูญ เหลือเพียงร่างกายที่ร่อแร่
เขาเคยกล่าวไว้ว่าตลอดชีวิตของเขามิเคยทำผิดต่อผู้ใด ทว่ากลับทำผิดต่อตระกูลสายรองของเขาเอง และต่อเด็กหญิงในอดีตผู้นั้น
มารในจิตใจนี้มิเคยจางหายไปทว่ากลับรุนแรงขึ้นตามพลังฝึกฝนที่เพิ่มขึ้น
แม้แต่มารดาของกู้ฉางเกอก็ยังต้องพบกับชะตากรรมที่คล้ายคลึงกัน ในท้ายที่สุดแล้วก็ป่วยหนักจนมิอาจรักษาได้
เมื่อคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ เยวี่ยหมิงคงก็รู้สึกเจ็บปวดและตำหนิตนเอง นางมิอาจหยุดยั้งโศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้ในชาติก่อน
กู้ฉางเกอ! ลูกอกตัญญูผู้นี้!
มิเพียงแต่ทำร้ายนางอย่างลึกซึ้ง ทว่ายังทำลายหัวใจของบิดามารดาและญาติพี่น้องของเขาเองอีกด้วย
เยวี่ยหมิงคงดึงตัวเองออกจากความทรงจำเหล่านั้น และตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าชาตินี้นางจะมิปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ในขณะนั้นเอง เสียงรายงานจากผู้รับใช้ดังขึ้นจากนอกมหาวิหาร
“นายน้อยมาถึงแล้ว!”
เมื่อได้ยินเสียงรายงาน เยวี่ยหมิงคงเผยแววตาฉายแววซับซ้อนออกมาแต่เพียงชั่วขณะก่อนจะสลายหายไป
ผู้ที่นางมิอยากพบเจอมากที่สุด ทว่ากลับเป็นผู้ที่นางอยากพบเจอในเวลานี้มากที่สุด…ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
นางค่อยๆ หันกายไปอย่างช้าๆ พลันสายตาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาจากนอกมหาวิหารนั้นสวมชุดขาวเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน รูปโฉมงามสง่าราวกับภาพวาด คล้ายหยกบริสุทธิ์ที่แผ่รังสีอันอบอุ่นออกมา
เส้นผมดำขลับวาววับราวกับหยกทมิฬ งดงามชวนลุ่มหลง องค์รวมของเขาเปี่ยมด้วยบารมีแห่งเซียนและกลิ่นอายของมหามรรคาที่ผสานกันอย่างลงตัว
“ท่านพ่อ ท่านลุง”
กู้ฉางเกอคำนับสองบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้า จากนั้นจึงเบนสายตาไปยังคู่หมั้นของเขา
แม้ในความทรงจำเขาจะเคยพบหน้านางบ่อยครั้ง ทว่าการได้เห็นนางในระยะใกล้เป็นครั้งแรกเช่นนี้กลับทำให้เขาต้องยอมรับว่า นางช่างงดงามอย่างน่าตื่นตะลึง
นี่สินะคือความหมายของคำว่า ‘โฉมงามไร้ที่ติ งามจนล่มบ้านล่มเมือง’
ทุกคำที่บรรยายความงามของสตรีนั้น เมื่อหยิบยกนำมาใช้กับนางก็ล้วนแล้วแต่มิเกินจริงแม้แต่น้อย
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความงาม คือรัศมีที่เปล่งออกมาโดยมิได้ตั้งใจ
รัศมีแห่งจักรพรรดิที่เผยอำนาจออกมาเพียงเล็กน้อยนั้น กลับทำให้ผู้คนรอบข้างสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่
ในขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็ใช้ระบบตรวจสอบแต้มวาสนาของเยวี่ยหมิงคง
เมื่อเขาเห็นตัวเลขนั้น ก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
“ฉางเกอ หมิงคง พวกเจ้าทั้งสองยังเป็นหนุ่มสาว มีเรื่องมากมายที่น่าพูดคุยกัน หมิงคงอุตส่าห์มาเยือนถึงตระกูลกู้ เจ้าก็พานางเดินชมสถานที่รอบๆ เสียเถิด”
กู้หลินเทียนกล่าวขึ้น น้ำเสียงแฝงความหวังว่าทั้งสองจะได้กระชับความสัมพันธ์
จักรพรรดิเยวี่ยเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “หมิงคง ข้ากับลุงของเจ้ามีเรื่องต้องหารือกัน เจ้าก็ไปเดินเล่นกับฉางเกอเสียหน่อย ทุกครั้งที่เจ้ามาที่นี่ เจ้าก็มีความสุขมิใช่หรือ แล้ววันนี้เป็นอันใดไปกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เยวี่ยหมิงคงก็หลุดออกจากภวังค์และกล่าวตอบว่า
“เพคะเสด็จพ่อ หมิงคงทราบแล้ว”
แม้นางจะตอบรับ ทว่าสีหน้าของนางยังคงแฝงไว้ซึ่งความสับสน
เนื่องด้วยเหตุใดกัน เหตุใดทุกอย่างกลับดูมิเหมือนกับในชาติก่อนเลยสักนิด
ในความทรงจำของนาง ยามที่กู้ฉางเกอก้าวเข้ามาในมหาวิหาร เขาสวมชุดอาภรณ์ดำลึกลับ สีหน้าเย็นชาจับขั้วหัวใจ และมิได้แม้แต่จะปรายตามองนาง
ทว่าวันนี้ กลับดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้จะมีใบหน้าที่คุ้นเคย ทว่าท่าทางและอารมณ์กลับแปลกไปนัก
เยวี่ยหมิงคงอดมิได้ที่จะสงสัยว่า…นางจำเขาผิดไปหรือไม่
“หมิงคง…เราออกไปพูดคุยกันสักหน่อยดีหรือไม่”
ในเวลานั้น กู้ฉางเกอกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าภายในแววตากลับเผยความรู้สึกแปลกประหลาดออกมาบางเบา
“อืม”
เยวี่ยหมิงคงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินตามเขาออกจากมหาวิหารไป
ในตอนนี้ ในหัวของนางเต็มไปด้วยความสับสน
มีอะไรบางอย่างผิดปกติไป…เหตุใดเขาถึงเรียกขานนางว่าหมิงคงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่เขาแทบมิเคยพูดเช่นนี้ในชาติก่อนเลย
มิเพียงเท่านั้น ท่าทางของเขายังดูเรียบง่าย ราวกับมิได้เสแสร้งแสดงออก
สิ่งเหล่านี้ทำให้นางเริ่มรู้สึกว่าเหตุการณ์กำลังคลาดเคลื่อนไปจากที่คาดการณ์ไว้
ตั้งแต่เกิดใหม่มา นางสามารถควบคุมทุกสิ่งไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มิเคยมีสิ่งใดที่หลุดจากการคาดการณ์ไว้
ทว่าเมื่อได้พบกับกู้ฉางเกอ เหตุใดจึงดูเหมือนว่าทุกอย่างกลับผิดแผนไปหมดเล่า
หรือว่าเขาเองก็เกิดใหม่เช่นกัน และการกระทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะหลอกลวงนาง
หรือบางทีการที่นางเกิดใหม่ อาจส่งผลกระทบบางอย่างกับตัวเขา
เยวี่ยหมิงคงเองก็มิแน่ใจในความรู้สึกของตนเอง
ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังมิเปลี่ยนแปลงคือความรู้สึกที่นางมีต่อกู้ฉางเกอ
เขายังคงเป็นเขา มิว่าจะเป็นกลิ่นอายพลังหรือท่าทีที่มิใส่ใจต่อสิ่งใด สิ่งเหล่านี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้
ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ…ความเย็นชาที่เขาเคยมีต่อนางในอดีต
ตลอดเส้นทาง ทั้งสองมิได้เอ่ยอันใดต่อกัน
ราวกับว่าพวกเขาคือคู่รักที่งดงามไร้ที่ติ เดินเคียงข้างกันจนมาถึงยอดเขาแห่งหนึ่ง
ยอดเขานั้นปกคลุมด้วยหมอกเซียนราวกับภาพฝัน ทิวทัศน์งดงามตระการตา เต็มไปด้วยความสง่างามเหนือธรรมชาติ
เยวี่ยหมิงคงลอบมองกู้ฉางเกอที่เดินอยู่เคียงข้างนาง ทว่ากลับมิรู้ว่าจะเอ่ยกล่าวสิ่งใด
ในชาติก่อน ทั้งสองแทบมิมีโอกาสได้เดินเคียงข้างกันเช่นนี้ ถึงแม้จะมีบ้าง ทว่าก็เป็นเพียงการเสแสร้งต่อหน้าผู้อื่นเท่านั้น
แม้ตอนนี้ท่าทีของกู้ฉางเกอที่มีต่อนางจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทว่ามันก็มิอาจลบล้างความเจ็บปวดที่เขาเคยสร้างให้นางในชาติก่อนได้
เยวี่ยหมิงคงกล่าวกับตนเองในใจ
นางปรับอารมณ์ให้สงบลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางแสดงออกถึงความนิ่งลึก นัยน์ตาจับจ้องไปยังภาพเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยเกาะเซียน ภูเขาเทพ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ
นางมิได้กล่าวสิ่งใด ทว่าความคิดของนางดูเหมือนจะหนักอึ้งด้วยภาระในใจ
“เมื่อครู่ ข้าเกือบจะคิดไปว่าเจ้าจะมาถอนหมั้นเสียอีก”
ในเวลานั้นเอง กู้ฉางเกอก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางเบา ก่อนทำลายความเงียบงันระหว่างทั้งสองขึ้น
ระดับสีม่วง
ในระบบแต้มวาสนา สีม่วงคือลำดับสูงสุดในระดับสีทั้งเจ็ด ตั้งแต่แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม น้ำเงิน และม่วง ซึ่งเป็นตัวแทนของความสูงศักดิ์ที่มิอาจจะบรรยายเป็นถ้อยคำได้
ยิ่งไปกว่านั้น แต้มวาสนาของนางยังสูงถึง 8,000 แต้ม ส่วนตัวเลขเศษเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลือ กู้ฉางเกอก็กลับมิสนใจที่จะตรวจสอบ
แต้มวาสนามหาศาลเช่นนี้คือสาเหตุที่ทำให้เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
นี่มันเหมือนกับตู้ถอนเงินสดเคลื่อนที่ได้เลยมิใช่หรือ
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้ฉางเกอ เยวี่ยหมิงคงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของนางจะหดแคบลงเล็กน้อย
ถอนหมั้นหรือ
นางมิเคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เนื่องด้วยเพราะมิมีความเป็นไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้
แล้วเหตุใดกู้ฉางเกอจึงพูดเช่นนี้ออกมากัน
หรือว่า…เขากำลังจะกล่าวโดยนัยว่าเขารู้ว่านางคือผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่