บทที่1
คุณชายผู้ถูกเณรเทศ
คฤหาสน์วัลธีอาร์ เมืองลูมีเอล
สายหมอกยามเช้าคลี่คลุมยอดหอคอยหินขาวของคฤหาสน์ตะวันแรกแย้มส่องทะลุกระจกสี กระทบลวดลายตราประจำตระกูลรูป “ปีกแสงคู่”อย่างสง่างาม
เสียงฝีเท้าดังถี่รัวในระเบียงยาวของคฤหาสน์
ชายรับใช้หนุ่มในชุดสีเงินวิ่งอย่างกระหืดกระหอบ
“ท่านอีรอส! ท่านอีรอส!เกิดเื่ขึ้นกับคุณชายแล้วขอรับ!”
เขาผลักประตูห้องโถงใหญ่เข้าไปหยุดหอบหายใจอยู่เบื้องหน้าชายร่างสูงในชุดคลุมสีขาวปักลายทอง —ดวงตาแหลมคมของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าราวแสงอาทิตย์เองก็ยังต้องหลบ
“พูดมา...”
เสียงของ อีรอส วัลธีอาร์สงบแต่หนักแน่นจนห้องทั้งห้องเงียบงัน
“ลูกชายข้าทำอะไรอีก?”
ชายรับใช้กลืนน้ำลายฝืดคอ ก่อนเอ่ยเสียงสั่น
คุณชายเคลิออน...เขา—เขาเผาหอสมุดฝั่งตะวันออกอีกแล้วขอรับ!”
อีรอสพ่นลมหายใจหนัก“เ้าลูกคนนี้... เคลิออน วัลธีอาร์” ชื่อของบุตรชายถูกเปล่งออกมาพร้อมแววตาที่ผสมทั้งความโกรธและหนักใจ
เสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ดังก้องทั่วโถงกลางของตระกูลวัลธีอาร์— ที่นั่นแสงจากคริสตัลกลางโดมส่องลงมาเหมือนจะตัดสินความผิดด้วยสายตาของ์เอง
บนบัลลังก์หินขาวเบื้องหน้า— อีรอส วัลธีอาร์ ผู้เป็บิดา นั่งนิ่งในชุดพิธีแห่งแสง สายตาคมสงบแต่แฝงพลังที่บดขยี้ได้แม้แต่ใจของผู้ถูกมอง ข้างบัลลังก์มีเหล่าผู้อวุโสของตละกูลยืนเรียงรายเต็มแนว
เคลิออนก้าวเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนนักเสื้อคลุมของเขามีรอยไหม้ตรงปลายแขน แถมยังถือขวดแก้วใส่ของเหลวฟู่ๆ อยู่ในมือ
“ข้าว่า...มันคงเป็การทดลองที่เกือบจะสำเร็จนะ ท่านพ่อ”
“เกือบจะไหม้ทั้งคฤหาสน์น่ะสิ”อีรอสตอบเสียงเรียบ
“แต่ข้าพิสูจน์ได้แล้วว่าน้ำยาเร่งการเติบโตของพืชสามารถ...เอ่อ...ทำให้ต้นไม้พูดได้”
“มันพูดว่าอะไร”
“มันพูดว่า ‘ช่วยด้วย ข้าร้อนนน!’ก่อนจะะเิ”
อีรอสกดขมับตัวเองช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง “เคลิออนเ้าคงถึงวัยที่ต้องออกไปเรียนรู้โลกภายนอกเสียที”
“โลกภายนอก?”เด็กหนุ่มทำหน้าใ“ข้าไม่้าจะไปไหนทั้งนั้น อยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว อาหารพร้อม ห้องทดลองก็มีหรือท่านพ่อกลัวว่าข้าจะทำคฤหาสน์หายไปอีกหลังรึไง?”
บิดาเพียงยิ้มบาง“อีก5ปีอาณาจักรโซลเฟรย์ ในอีกฝั่งหนึ่งของทวีปกำลังจัดพิธีาาภิเษกเ้าจะต้องนำของขวัญจากตระกูลเราไปมอบให้ด้วย มือของเ้าเอง”
“ของขวัญก็ให้คนอื่นถือไปสิข้าไม่ใช่พนักงานส่งพัสดุนะท่านพ่อ”
“นี่ไม่ใช่คำถามว่าเ้าจะไปหรือไม่ไปเคลิออน นี่คือคำสั่ง”
เสียงทุ้มก้องของอีรอสทำให้ห้องโถงทั้งห้องเงียบกริบ
“วันนี้ ข้าจะ เนรเทศ เคลิออนวัลธีอาร์ ออกจากตระกูล จนกว่าเ้าจะทำภารกิจสำเร็จ อย่าได้กลับมาที่นี่อีก”
“เนรเทศ!?ท่านพ่อข้าทำผิดแค่...เผาหอสมุดเองนะ! ข้าก็แค่...ทำให้โลกอบอุ่นขึ้นนิดหน่อย!”
“มารอสจะไปกับเ้า”
จากมุมห้องคนรับใช้ชรามารอสขยับตัวเล็กน้อย สีหน้าราวกับได้ยินสิ่งเหนือคาด “ท่านผู้นำข้าอายุมากแล้ว… เข่าก็ไม่ดี เดินยังแทบจะไม่รอด จะให้ข้าเดินทางไกลหรือ—”มารอสเป็คนรับใช้และคนดูแลเคลิออนมาั้แ่เด็กและชอบตามใจเขาทุกอย่าง
“เห็นไหม!ท่านพ่อ อย่างน้อยส่งนักรบกล้ามโตไปกับข้าสักคนก็ยังดี คนแก่ขาเจ็บกับข้าเนี่ยนะจะรอดถึงอาณาจักรโน้นรึ?”
“มารอสมีประสบการณ์และเดินทางมานับไม่ถ้วนเขาคือผู้มีประสบการณ์ที่สุดในคฤหาสน์นี้ ไม่มีใครเหมาะกว่า”
“แต่ว่า—”
“ไม่มีแต่”
เคลิออนทำหน้าเหมือนแมวโดนน้ำสาด“แล้วเื่ความสะดวกของข้าล่ะ ท่านจะให้ข้าไปตกระกำลำบากจริง ๆ เหรอท่านแม่รู้เข้าคง—”
“ไปเรียกมีล่า”อีรอสหันไปสั่ง
“หา? ท่านพ่ออย่าบอกนะว่า—”
ไม่ทันจบประโยคสาวใช้ตัวเล็กในชุดกระโปรงขาวรีบวิ่งเข้ามาดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความประหม่า
“ท่านเรียกมีล่าหรือเ้าคะ?”
“เ้าจะเดินทางไปกับเคลิออน”
“หา!? เด็กสาวตัวเล็กกับคนชราเนี่ยนะ!” เคลิออนร้องลั่น“นี่ขบวนเดินทางหรือขบวนอำลาชีวิตกันแน่!”
อีรอสเพียงยกมือให้ทหารสองนายลากลูกชายที่ดิ้นเป็ปลาขึ้นบกออกไปจากห้อง
“ท่านพ่อ!อย่างน้อยให้ข้าพกไวน์สักถังสิ!”
“ไม่มี”
“งั้นสักขวดก็ยังดี!”
ประตูไม้หนาหนักปิดลง ปัง!
อีรอสวัลธีอาร์ ยืนนิ่งอยู่ตรงบัลลังก์หินขาว มือหนึ่งกำไม้เท้า อีกมือแตะหน้าผากเบา ๆเหมือนอยากขับลมหายใจที่ค้างคามานาน
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากด้านข้างก่อนร่างของสตรีในชุดคลุมสีครามจะก้าวออกมาจากเงาม่าน
ผมของนางสีเทาเงินพลิ้วลงบนบ่าดวงตาคมแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน
“ครั้งนี้เ้าก็ยังเด็ดขาดเหมือนเดิมนะ...อีรอส”
ชายหนุ่มขยับสายตาจากประตูที่เพิ่งปิดลงหันมามองนางด้วยแววสงบ
“เขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”เขาตอบเสียงแ่ “ข้าไม่อาจคอยตามเก็บซากสิ่งที่เขาทำพังต่อไปได้”
ลิเรียวัลธีอาร์ — ป้าผู้เลี้ยงดูเคลิออนในยามที่บิดามารดามัวหมกมุ่นกับหน้าที่ —ยกยิ้มบาง แต่ในแววตาแฝงความเศร้า
“ข้ารู้... แต่เ้าก็รู้ดีว่าเด็กคนนั้นเป็เช่นไร”
อีรอสเงียบนิ่งฟัง
หัวใจของเขาเหมือนถูกคลายปมบางอย่างทีละเส้น
“เคลิออนเติบโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยแสงแต่เขาเองกลับอยู่ในเงา” ลิเรียกล่าวช้า ๆ “หลังจากเขาเกิดได้ไม่นานเ้าก็ขึ้นเป็ผู้นำตระกูล ส่วนแม่ของเขา... ก็ได้รับตำแหน่งเ้าสำนักแห่งเงาไม่มีใครมีเวลาอยู่เคียงข้างเขาเลย”
อีรอสหลุบตา
แสงจากกระจกสีสะท้อนเงาของเขาบนพื้นหินเย็นเฉียบ— เงานั้นดูยาวและหนักอึ้งราวกับเป็ความรู้สึกที่กดทับอยู่ในใจมานาน
“เขาไม่ได้้าเผาห้องพิธีไม่ได้อยากสร้างเื่... เขาเพียง้าให้เ้ามองเขาบ้างเท่านั้น”เสียงของลิเรียสั่นเล็กน้อย “บางที การที่เ้าผลักเขาออกไป อาจเป็ทั้งการลงโทษ...และการเยียวยาในคราวเดียวกัน”
อีรอสหลับตาสายลมยามสายพัดผ่านผ้าม่านสีขาวเบา ๆ
ในความเงียบนั้นเขาได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กชายในความทรงจำ —เคลิออนตัวเล็กที่เคยถือขวดสารเคมีวิ่งมาหาเขาอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าหวังว่าเขาจะเติบโต...และรู้เสียทีว่า แสงที่แท้จริง ไม่ได้อยู่แค่ในชื่อของตระกูล” เขาพูดเสียงเบาราวจะบอกกับตนเองมากกว่ากับผู้อื่น
ลิเรียพยักหน้าช้าๆ
“ข้าจะสวดให้แสงนั้นนำทางเขา...แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยเงาก็ตาม”
เสียงระฆังของตระกูลดังขึ้นอีกครั้ง— ไม่ใช่เพื่อพิธีลงโทษ
แต่เป็การประกาศการเริ่มต้นการเดินทางของ เคลิออนวัลธีอาร์
เด็กหนุ่มผู้ไม่รู้เลยว่าการเนรเทศครั้งนี้... จะเปลี่ยนชะตาทั้งชีวิตของเขา
เช้าวันต่อมา ณหน้าประตูคฤหาสน์วัลธีอาร์
แสงอรุณแรกสาดผ่านม่านหมอกเหนือเนินเขา
เบื้องหน้าคือ“ประตูคริสตัลแห่งวัลธีอาร์” — ประตูโบราณที่ใช้ส่งผู้คนออกจากอาณาเขตตระกูล
เสาหินขาวสูงตระหง่านแกะสลักอักษรโบราณแ่เรืองแสงตามแรงเวท
ลมเช้ายังเย็นแต่บรรยากาศกลับเงียบจนแม้แต่เสียงใบไม้ก็ได้ยินชัด
ชายในชุดคลุมสีขาวปักทอง — อีรอสวัลธีอาร์ ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
ข้าง ๆ เขา คือเคลิออน ที่ยืนนิ่งมือข้างหนึ่งถือกล่องไม้ขนาดพอดีมือ อีกข้างแบกถุงผ้าเก่า ๆดูไม่สมฐานะบุตรแห่งตระกูลผู้ยิ่งใหญ่แม้แต่น้อย
“มารอสคนรับใช้ชรา และมีล่า เด็กสาวในชุดกระโปรงเรียบ ๆ ยืนอยู่ด้านหลังทั้งสองดูไม่แน่ใจนักว่าจะต้องรู้สึกเศร้าหรือขำดี
เคลิออนเ้าอยู่ข้างนอกก็จงดูแลตัวเองให้ดีอย่าได้ก่อเื่ไปทั่ว อ่อแล้วก็เมื่อเ้าผ่านสำนักเงา...อย่าลืมไปเยี่ยมแม่ของเ้าด้วยละ”เขาหันหลังกลับ และเดินจากไป ก่อนประตูหินปิด ปัง! ก้องกังวานทั่วเนินเขา
ฝุ่นลอยขึ้นตามแรงะเืไม่มีพิธีการไม่มีคนในตละกูลยืนส่ง
ทั้งสามคนยืนอยู่ตรงหน้าประตูที่ปิดสนิทมีเพียงเสียงลมพัดและเสียงนกไกล ๆ เป็เพื่อน
เคลิออนมองของที่ได้มา—
กล่องของขวัญหนึ่งใบ
ถุงเงินเล็ก ๆ พอใช้ได้แค่ไม่กี่วัน
กับไวน์หนึ่งขวดที่เขา ขอเอง จากคลังตระกูลเมื่อวาน
“นี่น่ะเหรอของทั้งหมดที่ท่านให้ข้า...แม้กระทั่งม้ายังไม่ให้! ท่านพ่อ—ข้าจะจำไว้นะ ท่านมันใจร้ายที่สุดในโลก!”
มีล่าแอบหัวเราะ“แล้วเราจะทำยังไงต่อดีคะ นายน้อย?”
มารอสยืดหลังตรงทั้งที่เอวแทบจะงอ“ข้าว่าก่อนอื่นเราต้องหารถม้าสักคัน... หรือไม่ก็ม้าเก่าที่พอจะลากได้”
เคลิออนถอนหายใจ“ม้าเก่ากับคนแก่สินะ... นี่ข้ากำลังเริ่มต้นการผจญภัยหรือพิธีศพของตัวเองกันแน่?”
มีล่ากลั้นหัวเราะไม่อยู่ขณะที่มารอสยิ้มบาง ๆ “ถ้าเ้าตายก่อนถึงเมือง ข้าจะสวดให้เองนายน้อย”
“เฮอะ!ข้าจะไม่ตายหรอก! ข้าจะกลับมาพร้อมของขวัญที่ดีที่สุดในพิธีแล้วโยนมันใส่หน้าเขาเลยคอยดู!”
เคลิออนะโสุดเสียงไปยังประตูที่ปิดสนิทก่อนจะคว้ากล่องไม้ขึ้นพาดบ่า เดินนำไปตามถนนฝุ่นสีขาว —
โดยมีคนแก่กับเด็กสาววิ่งตามอยู่ข้างหลัง
บันทึกแห่งแสง: ตระกูลวัลธีอาร์ (Valthiar)
ตระกูลวัลธีอาร์— หนึ่งในตระกูลผู้พิทักษ์โบราณทั้งเจ็ด ผู้พลังแห่ง “แสงศักดิ์สิทธิ์”
แสงของพวกเขามิได้มีไว้เพื่อครอบงำหากแต่เพื่อ “ชี้ทาง” ให้มนุษย์ดำรงอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของยุคแรกเริ่ม ตระกูลวัลธีอาร์สืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในเจ็ดผู้กล้า—
ผู้ขานนามว่า “ผู้ถือแสงแห่งรุ่งอรุณ”ผู้แรกที่ใช้พลังส่องไกลจนขับไล่หมอกมืดแห่งทวีปตะวันออก
แม้กาลเวลาจะล่วงเลยนับพันปีแต่เืแห่งแสงยังคงไหลเวียนในสายตระกูลนี้
วัลธีอาร์จึงเป็ทั้งเกียรติและภาระ
ลูกหลานทุกคนเกิดมาเพื่อปกป้องมิใช่เพื่อครอง