ในสมองอันเจิงคิดมาตลอดทางว่าเรื่องอะไรกันแน่ที่เฉินไจ่เหยียนไม่ได้บอกระหว่างทางที่เฉินไจ่เหยียนส่งเขากลับมา หลายครั้งที่จะพูดแต่ก็กลั้นเอาไว้ เหมือนคำพูดมาอยู่ปลายริมฝีปากแต่ก็ถูกกลืนกลับไปด้วยตำแหน่งของเฉินไจ่เหยียนในราชสำนัก ด้วยความสำคัญที่ราชามอบให้แน่นอนว่าเขาคงไม่มีเรื่องอะไรมาขอร้องอันเจิง หรือหากมี...มันก็คงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับอันเจิงหากมีผลประโยชน์ต่ออันเจิงละก็ เฉินไจ่เหยียนคงจะพูดตั้งนานแล้ว
ในเมื่อคิดไม่ออกด้วยนิสัยของอันเจิงก็วางเรื่องนี้ไปก่อน เพราะเขายังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกมากจึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องอะไรแบบนี้
ถึงแม้ว่าทางด้านตระกูลติงจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วแต่อันเจิงก็ไม่อาจชะล่าใจได้ เขาสั่งทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ว่าห้ามออกจากสำนักตัวคนเดียวเด็ดขาดหากไม่มีเรื่องอะไรที่จำเป็น ภายในเดือนนี้ทุกคนต้องอยู่แต่ในสำนักเท่านั้น
ถึงแม้ติงวู่จะไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในแคว้นเยี่ยนแต่คนคนนี้อยู่เมืองฟางกู้มานาน แน่นอนว่าอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้อันเจิงแน่ใจว่าติงวู่ต้องกุมอำนาจลับบางอย่างอยู่เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่อันเจิงกังวล
อันเจิงเดินออกมาจากห้องของหลางจิ้งชวีหลิวซีเดินตามหลังเขาแล้วพูด “ข้านำโอสถวิญญาณให้เขากินแล้ว คาดว่าภายในเวลาหกชั่วโมงก็น่าจะรู้ผลสิ่งที่ยุ่งยากที่สุดก็คือโอสถวิญญาณระดับสีแดงที่มีลูกแก้วของเยาโซ่ว เยาโซ่วที่ต่างกันก็จะมีลูกแก้วที่ต่างกันด้วยตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าลูกแก้วของหลางจิ้งมีความพิเศษอย่างไรฉะนั้นตอนที่ข้าฝึกโอสถวิญญาณ จึงฝึกตามกลิ่นอายที่อยู่ในเลือดของเขา”
“หวังว่าจะเป็นไปได้ด้วยดีหากเกิดการขัดแย้งขึ้นละก็ อย่างนั้นก็ยิ่งยุ่งยากไปใหญ่...วิธีเดียวที่จะช่วยหลางจิ้งได้ก็คือเปิดทะเลลมปราณแล้วนำลูกแก้วของเขาออกมาจากนั้นค่อยมาดูว่ามีอะไรพิเศษหรือไม่ แต่หากทำแบบนี้แล้ว ภายในเวลาสิบนาทีไม่ใส่ลูกแก้วของเขากลับเข้าไปเขาก็ต้องตายอย่างแน่นอน”
“ข้าคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกที่หลางจิ้งฝึกพลังวัตรแล้วเกิดลูกแก้ว นั่นไม่ใช่เพราะเขาถูกหมาป่าเลี้ยงดูจนโตแต่เป็นเพราะเขาฝึกพลังวัตรที่มนุษย์ไม่ควรฝึก”
สีหน้าของชวีหลิวซีเปลี่ยนไปทันที“ความหมายของเจ้าคือ...”
“หลางจิ้งถูกหมาป่าเลี้ยงจนโตและอายุตั้งแต่ช่วงสี่ขวบจนถึงสิบขวบจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการฝึกพลังวัตร ช่วงนี้หลางจิ้งยังอาศัยอยู่ในป่าบนดินแดนทุ่งหญ้าซึ่งก็หมายความว่าไม่มีใครสอนเขาฝึกพลังวัตร ความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือ...เขาเลียนแบบวิธีการฝึกพลังวัตรจากเยาโซ่ว”
ชวีหลิวซีเข้าใจได้ทันที “ไม่ใช่แค่สัตว์ที่เลี้ยงเขามาจนโตแต่สัตว์ยังเป็นอาจารย์ที่ช่วยเขาเรื่องการฝึกพลังวัตรด้วย”
อันเจิงพยักหน้า“พวกเรามักจะประเมินความคิดของสัตว์ต่ำเกินไป นึกว่าพวกมันฉลาดไม่พอ และคิดว่าสัตว์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเถื่อนดิบแต่ในความเป็นจริง เราไม่อาจประเมินความคิดของสัตว์ต่ำเกินไปอาจเป็นไปได้ว่าเยาโซ่วเห็นว่าทักษะร่างกายของหลางจิ้งไม่ธรรมดาฉะนั้นจึงสอนเขาฝึกพลังวัตร...”
ชวีหลิวซีพูด “อย่างนั้นการที่หลางจิ้งมีลูกแก้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ฟ้าประทานสิ”
อันเจิงพูดไปพลางก็เดินไปด้วย“ทุกเรื่องไม่อาจมีเหตุผลที่เหมาะสมเสมอไป แต่ทุกเรื่องก็มีความเป็นมาที่เหมาะสมและอาจไม่ใช่เพียงแค่วิธีเดียว ฉะนั้นถึงแม้เราจะไม่อาจแน่ใจความเป็นมาของหลางจิ้งนอกเสียจาก เขาจะอยากพูดขึ้นมาเองไม่อย่างนั้นเรื่องของโอสถวิญญาณนี้ก็คงไม่มีปัญหา เพราะในเมื่อหลางจิ้งเป็นคนไม่ใช่สัตว์ความพิเศษของมนุษย์คืออะไร? ก็คือการรวบรวมและเก็บรับนี่คือจุดเด่นที่มนุษย์มีมากกว่าเยาโซ่ว”
ในขณะนี้เอง มีคนมาจากข้างนอกบอกว่าเป็นคนของสำนักวรยุทธ์ชาง และมาเพื่อส่งข่าวให้อันเจิงและพวกรีบไปสำนักวรยุทธ์ชางเพราะพวกเขาขาดเรียนไปหลายคาบแล้ว
อันเจิงให้กู้เฉาโถงช่วยผู้เฒ่าฮั่วดูแลเรื่องในสำนักจากนั้นก็พาตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์และไปยังสำนักวรยุทธ์ชาง
“ขาดเรียนจะถูกลงโทษหรือไม่?” ตู้โซ่วโซ่วถามด้วยความสงสัย
ไม่ว่านักเรียนจะแข็งแกร่งมากเท่าไหร่แต่อย่างไรต้องมีความเกรงกลัวครูอยู่แล้ว
กู่เชียนเยว่คล้องแขนของชวีหลิวซีจากนั้นก็หันไปมองตู้โซ่วโซ่วแวบหนึ่ง “เจ้าเป็นชายชาตรีตัวใหญ่โต จะยังกลัวถูกลงโทษอะไรอีก?ต่อให้จะถูกตีสักหน่อย เนื้ออ้วน ๆ ของเจ้าก็ไม่สะทกสะท้านหรอกน่า”
ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างจริงจัง“หนังหน้าข้าหนา แต่หนังที่บั้นท้ายข้าไม่หนานี่”
กู่เชียนเยว่เบ้ปาก “เมื่อเจ้าพูดแบบนี้ข้าไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเถียงเจ้าต่ออีกเลย”
“แต่ข้าเดาว่าสำนักวรยุทธ์ชางก็คงไม่ลงโทษสถานเบาหรอกกระมังเพราะเป็นถึงสำนักศึกษาที่ดีที่สุดของหน่วยทหารเชียวนะถึงจะลงโทษก็คงไม่เหมือนการลงโทษทั่วไปหรอก” ตู้โซ่วโซ่วคาดเดา
เมื่อมาถึงสำนักวรยุทธ์ชางก็เป็นเวลาเข้าเรียนพอดีฉะนั้นสำนักศึกษาขนาดใหญ่นี้จึงเงียบมาก อันเจิงและพวกเดินไปถึงหน้าประตูห้องฉางฮวันอาจารย์ประจำชั้นเรียนกำลังยืนบนแท่นและบรรยายเรื่องสงครามของแคว้นเยี่ยนเมื่อเห็นว่าอันเจิงและพวกมาถึง ฉางฮวันจึงวางตำราในมือ “เข้ามา”
ถึงแม้ตู้โซ่วโซ่วจะไม่ชอบฉางฮวันแต่อย่างไรพวกเขาก็ต้องรักษากฎของศิษย์อาจารย์ นี่เป็นมารยาทขั้นพื้นฐาน
ฉางฮวันกวาดสายตามองพวกเขาแวบหนึ่ง“ไม่ได้มาเรียนติดต่อกันหลายวัน แล้วไม่ได้ลาอีกด้วยหากพวกเจ้าไม่มีเหตุผลที่น่าฟังละก็ กฎของสำนักวรยุทธ์ชางก็คงต้องใช้กับพวกเจ้าแล้วล่ะ”
เขามองไปยังอันเจิง “เจ้าพูดก่อน”
อันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายทำได้เพียงตอบตามความจริง “ตีกัน จากนั้น...ก็ตีกันอีก”
ฉางฮวันขานรับ “กลับไปนั่งเถอะ”
อันเจิงชะงักไปครู่หนึ่งในใจคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่น่าฟังหรือ? เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะลงไปนั่งที่ของตัวเองนักเรียนในห้องเริ่มเคาะโต๊ะอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ตุบๆ ๆ!
นี่เป็นนิสัยของชาวเยี่ยนเวลาทหารเยี่ยนต้อนรับการมาของวีรบุรุษก็มักจะใช้มีดเคาะชุดเกราะของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงจากนั้นก็ส่งเสียงร้อง
ฉางฮวันไม่ได้ห้ามทุกคนแต่กลับมองไปยังชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ “พวกเจ้าทั้งสองก็กลับไปนั่งได้”
ตู้โซ่วโซ่วเดินตามพวกนางทั้งสองกลับไปนั่งทันใดนั้น ฉางฮวันก็ถามขึ้น “ยังไม่ถึงตาเจ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ...ตอนนี้เจ้าก็บอกเหตุผลที่น่าฟังมาว่าเพราะอะไรเจ้าถึงขาดเรียนติดต่อกันหลายวัน?”
ตู้โซ่วโซ่วครุ่นคิดอย่างตั้งใจจากนั้นก็ตอบกลับ “บางครั้งก็ดูอันเจิงตีกันบางครั้งก็ไปดูเหตุการณ์ที่อันเจิงตีกัน”
ฉางฮวันพยักหน้า “พูดได้ไม่เลวเจ้าออกไปยืนรับโทษ”
“หา?”
ฉางฮวันพูด “นี่เจ้ากำลังสงสัยข้า?”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า “ไม่ใช่นะ!”
จากนั้นตู้โซ่วโซ่วก็หันหน้าเดินออกไปเขายืนอยู่หน้าประตูแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า รู้สึกว่าครั้งนี้ตัวเองได้รับความไม่ยุติธรรมครั้งใหญ่เมื่อยืนไปครู่หนึ่งเขาก็นึกขึ้นได้ จึงหันกลับมาที่ห้องเรียนแล้วถามขึ้น “อาจารย์ทำไมพวกนางทั้งสองถึงได้กลับไปนั่งที่ของตัวเองล่ะ?”
ฉางฮวันตอบกลับ “หากเจ้าเกิดมาเป็นผู้หญิงต่อให้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนตอนนี้ก็ตาม ข้าก็คงให้เจ้ากลับไปนั่งแล้วล่ะเจ้ารู้ความแตกต่างระหว่างนักเรียนหญิงกับชายหรือไม่?นั่นก็คือสิทธิพิเศษ”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้าอย่างเต็มใจจากนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองถูกตอกย้ำกลับมาอีกครั้ง
แต่ยังโชคดีตู้โซ่วโซ่วยืนด้านนอกไม่ถึงยี่สิบนาที ฉางฮวันก็เรียกเขากลับเข้ามาแล้วเมื่อรอตู้โซ่วโซ่วกลับมานั่งที่ ฉางฮวันก็ยกมือขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนในห้องเงียบ
“นักเรียนใหม่อย่างพวกเจ้า โดยเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของข้าอาจจะไม่เข้าใจกฎในสำนักวรยุทธ์ชางมากเท่าไหร่นัก เมื่อพูดตามกฎแล้วระหว่างห้องเรียนจะมีการกำหนดวันและเวลาในการประลอง แน่นอนว่าการแข่งขันนี้เกิดจากการนัดหมายของชั้นเรียนกันเอง...เพียงแค่ไม่ทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บสำนักวรยุทธ์ชางไม่มีทางห้าม การประลองนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง และยังช่วยเพิ่มประสบการณ์การสู้รบอีกด้วย”
“แต่จนถึงตอนนี้พวกเจ้าก็คงยังไม่ได้ถูกใครนัดประลองเลยใช่หรือไม่?รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร?” เขาถาม
ตู้โซ่วโซ่วที่เพิ่งนั่งลงยกมือขึ้นแล้วตอบกลับ “เพราะนักเรียนในห้องนี้แข็งแกร่งที่สุดห้องเรียนอื่นคิดว่าการมาท้าประลองกับห้องของเราเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด”
ฉางฮวันพยักหน้า “เจ้าพูดถูกเพราะในสำนักวรยุทธ์ชางข้าเป็นอาจารย์ฝึกสอนที่แข็งแกร่งกว่าฉะนั้นข้าจึงมีสิทธิ์เลือกพวกเจ้ามาเป็นนักเรียนของข้า เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าคนอื่นจึงต้องยอมรับในการกระทำของข้า ส่วนพวกเจ้าก็เป็นนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่นักเรียนใหม่ฉะนั้นนักเรียนห้องอื่นก็คงไม่มีทางมาท้าประลองกับพวกเจ้าแน่”
“เป็นแบบนี้ก็ไม่ดีเมื่อเป็นแบบนี้พวกเจ้าจะขาดประสบการณ์ในการต่อสู้แต่ข้าก็ไม่อาจลากตัวพวกเจ้าไปท้าประลองกับห้องอื่นหากทำแบบนั้นก็เป็นการรังแกคนอื่นมากเกินไปการจะแข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องรักษากฎที่ไม่มีเหตุผลแต่การที่จะยิ่งใหญ่ก็ไม่อาจละเลยกฎและเหตุผลได้”
ฉางฮวันเงียบไปครู่หนึ่ง“ฉะนั้นข้าจึงนึกวิธีนี้ขึ้นได้เป็นวิธีที่สามารถให้พวกเจ้าได้ประลองอย่างมีความสุข”
มีบางคนในห้องถามขึ้น “อาจารย์จะให้พวกเราสู้กันเองหรือ?”
ฉางฮวันพูด “นั่นก็ยิ่งไม่มีความหมายไปกันใหญ่หากเป็นอย่างนั้น พวกเจ้าจะมีใครไปท้าประลองอันเจิงหรือไม่?”
แน่นอนว่าไม่มี
ฉางฮวันพูด“ฉะนั้นข้าจึงนัดวันและเวลาประลองกับรุ่นพี่ชั้นเรียนที่สูงกว่าพวกเจ้าสามขั้น ซึ่งก็คือกลุ่มนักเรียนที่จะเข้าประลองป๋าโกยในเทศกาลใบไม้ร่วงนั่นเองพูดอีกอย่างก็คือกลุ่มของเนี่ยชิงนั่นแหละ นับจากวันนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าต้องไปประลองตามวันเวลาที่นัดหมายเอาไว้ หากพวกเจ้าโชคดีอาจได้เนี่ยชิงเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าก็ได้พวกเจ้าเตรียมพร้อมถูกรุ่นพี่อัดแล้วหรือยัง? นั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากนะขนาดข้ายังรู้สึกตื่นเต้นแทนเลยด้วยซ้ำ”
ทุกคนแสดงสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
เดิมทีในใจทุกคนต่างคิดว่าทำไมอาจารย์ที่เย็นชาคนนี้กลับดีขึ้นมาล่ะ พูดจาด้วยความนุ่มนวลจนแปลกไปตอนนี้เพิ่งรู้ว่าที่เขาพูดจานุ่มนวลมันเพราะอะไรกันแน่ ไม่อยากคิดเลยว่าชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
ฉางฮวันหยิบตำราแล้วเตรียมตัวจะจากไปเมื่อเดินไปถึงประตูก็หันกลับมาพูด “จริงด้วย ยังมีอีกเรื่องที่พวกเจ้าอาจยังไม่รู้...สำหรับคนที่เตรียมจะจบจากสำนักวรยุทธ์ชางแน่นอนว่าสำนักวรยุทธ์ชางต้องให้ความสำคัญมากหน่อยหากพวกเขาทำผิดในเรื่องที่ไม่ร้ายแรง โดยปกติสำนักวรยุทธ์ชางจะไม่มาสนใจอยู่แล้วข้าบอกพวกเขาแล้วว่า เวลาที่ประลองกับพวกเจ้าอย่าได้ออมมือเด็ดขาด เพียงแค่ไม่อัดพวกเจ้าจนตายสำนักวรยุทธ์ชางจะไม่เอาเรื่องพวกเขา”
กู่เชียนเยว่ชูนิ้วโป้ง“เป็นอาจารย์ที่ประเสริฐของเราจริง ๆ”
ฉางฮวันอมยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ“ไม่ต้องเกรงใจ...ใครให้พวกเจ้ามาเป็นนักเรียนในห้องเรียนที่ดีที่สุดล่ะข้าจะให้พวกเจ้าพังในมือข้าได้อย่างไร ข้าได้ยินมาว่าคนในนี้ชอบไปรังแกคนอื่นอยู่บ่อยๆ เพราะรู้ว่าคนส่วนใหญ่สู้พวกเจ้าไม่ได้ใช่หรือไม่ส่วนบางคนก็รู้สึกว่าห้องนี้เป็นห้องที่น่าภูมิใจมาก จึงมักจะใช้ชื่อว่าเป็นห้องนักเรียนชั้นดีไปสร้างเรื่องฉะนั้นข้าจึงหาโอกาสให้พวกเจ้าได้ออกไปใช้มันอย่างไรล่ะ”
ตู้โซ่วโซ่วเอ่ยแย้ง“แต่คนที่ขาดเรียนหลายวันเป็นผู้บริสุทธิ์นะ...”
ฉางฮวันไม่ได้สนใจตู้โซ่วโซ่วเขามองไปยังเด็กในห้องแล้วพูด “หากพวกเจ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถจริงอย่างนั้นก็ฝึกจากอันเจิงได้นะ รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงไม่ลงโทษอันเจิง?รู้หรือไม่ว่าที่เขาพูดว่าตีกันแล้วก็ตีกันหมายความว่าอย่างไร?อย่าคิดว่าการไปรังแกคนอื่นจะเรียกว่าตีกัน ก่อนอื่นต้องหาคู่ต่อสู้ที่มีพลังใกล้เคียงกับตัวเองถึงจะเรียกว่าต่อสู้การไปรังแกคนอื่นก็คือรังแกอยู่วันยังค่ำ”
เขายิ้มอย่างเย็นยะเยือก“นี่เป็นสิ่งที่พวกเจ้ารนหาที่เอง อ้อ...ข้าจะบอกข่าวดีอีกเรื่อง การประลองครั้งแรกจะเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วโมง”
มีบางคนถามขึ้นด้วยใบหน้าที่ขาวซีด“อาจารย์...ไม่ใช่บอกว่านัดวันเวลาแล้วหรือ?”
ฉางฮวันพยักหน้า “ใช่แล้ว นัดวันเวลาแล้วข้านัดตอนไหนก็คือตอนนั้น”