หวังหย่งกลับมาถึงตำหนักในตอนสายวันนี้การประชุมราชกิจแทบจะไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษนับวันเขาเริ่มเบื่อกับการประชุมแบบนี้แล้ว ขุนนางทุกคนแทบไม่มีความคิดเห็นใดๆทำพูดที่ออกมาจากปากของแต่ละคน มีแค่คำยกยอปอปั้นรัชทายาทเพียงอย่างเดียวส่วนรัชทายาทเองก็ดูจะมีสุขกับคำยกยอนั่นเสียเหลือเกิน
บัดนี้อำนาจทั้งหมดในราชสำนักตกเป็นของใต้เท้าลี่ถังแบบเบ็ดเสร็จทั้งใต้เท้าลี่ถัง และหลีซื่อบุตรชาย เฝ้าคอยติดตามรัชทายาทอยู่ไม่ห่างทุกเรื่องจึงต้องผ่านเขาสองคนนี้ก่อนเป็นลำดับแรก
ขุนนางคนอื่นๆเมื่อได้เห็นชะตากรรมของใต้เท้าตงหยาง และอี้เฉินแล้ว ก็ไม่มีใครขัดขวางพวกเขาอีกเลยหากไม่พอใจอะไร ก็ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งๆ เงียบๆรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ให้นานที่สุดก็เท่านั้นเอง
หวังหย่งรู้ดีว่าเขาเองบัดนี้เขาไม่สามารถทำอะไรอย่างที่คาดหวังได้อีกแล้วใต้เท้าเจียวลู่ที่เคยคิดจะคอยช่วยเหลือเขา บัดนี้ ก็ทำตัวเหินห่าง ไม่ได้เข้ามาทักทายปราศรัยกันเหมือนแต่ก่อนไม่นับขุนนางคนอื่นๆ ที่ตีตัวออกห่างจากเขาไปแทบจะหมดแล้ว เขาหวังเพียงแค่ว่าหากรัชทายาทจะรักษาสัญญา มอบตำแหน่งสำคัญให้เขาบ้าง บางทีตำแหน่งที่ได้มานั้นคงพอจะช่วยให้เขามีหนทางทำอะไรเพื่อบ้านเมืองได้บ้าง หวังหย่งในตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่เข้าร่วมประชุมตามปกติและรีบกลับตำหนักทันทีที่เสร็จสิ้นการประชุม
ในทันทีที่กลับมาถึงตำหนักหวังหย่งรีบสลัดความคิดต่างๆ ออกไปจากหัวไป เขาจะไม่ให้การงานของเขามาทำให้ชีวิตขององค์หญิงต้องรับผลกระทบไปด้วยอย่างเด็ดขาด
หวังหย่งรีบตรงเข้าไปในครัวทันทีเขารู้ดีว่าเวลาเช่นนี้ องค์หญิงคงง่วนอยู่กับการทำอาหารรอต้อนรับเขาและก็ไม่ผิดหวังองค์หญิงอยู่ในครัวจริงๆ ด้วย เพียงแต่ว่า สีหน้าของนางในวันนี้ไม่เหมือนกับทุกวันที่เขาเคยพบเห็น
“ว้าววว ดูสิขนมนี่น่าทานจังเลย” หวังหย่งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าขององค์หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆเขาตรงไปหยิบขนมที่วางอยู่บนโต๊ะ ทำท่าจะหยิบเข้าปาก
เพี๊ยะ ….
องค์หญิงตีมือของหวังหย่งเบาๆ “ไม่ได้ ท่านพี่จะทานขนมนี่ไม่ได้”
“อ้าว ทำไมต้องห้ามด้วยละ มีของอร่อยๆแบบนี้เจ้าจะเก็บไว้กินคนเดียวหรือไง”
“ไม่รู้ ท่านพี่ห้ามทานเด็ดขาด”
“เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย ดูทำหน้าเข้าสิบอกมาสิข้าทำอะไรผิดไปหรือ เจ้าถึงได้โกรธข้าถึงเพียงนี้”
“น้องไม่ได้โกรธท่านพี่”
“งั้นเจ้าโกรธใครมาบอกข้ามาสิข้าจะให้คนของข้าไปจัดการในทันทีเลย”
จากนั้นองค์หญิงหนิงอันก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกอย่างให้หวังหย่งฟัง
“ข้าโชคดีแค่ไหน ที่มีภรรยาที่ฉลาดเช่นเจ้า” หวังหย่งปลอบใจองค์หญิงที่ตอนนี้ยังโกรธไม่หาย
“จนถึงตอนนี้ น้องก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สะใภ้ถึงทำกับเราเช่นนี้”
“พวกเขาอาจจะไม่คิดอะไรมากก็ได้พวกเขาคงอยากจะให้เรามีทายาทจริงๆ จนลืมไปว่าของบำรุงพวกนี้มันส่งผลร้ายแรงต่อข้า” หวังหย่งทำทีกลบเกลื่อนให้องค์หญิงสบายใจ
“ไม่มีทางหรอกคนพวกนี้จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร แถมพี่สะใภ้ยังกำชับอีกว่าต้องให้ท่านพี่ทานให้ได้ เห็นได้ชัดว่าพี่สะใภ้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อท่าน เช่นนี้ท่านพี่จะบอกว่าพวกเขาไม่ตั้งใจอีกหรือ”
“เอาเถอะ อย่างไรเสียตอนนี้เราก็รู้แล้ว ต่อไป ถ้าพวกเขาพาอะไรมาให้อีก เราก็หลีกเลี่ยงซะ”
“น้องไม่อยากเจอหน้าพี่สะใภ้อีกแล้ว”
“ไม่ได้ตอนนี้เรารู้แล้วว่าพวกเขาทำอะไร แต่พวกเขายังไม่รู้ว่าเรารู้แผนการของพวกเขาแล้วดังนั้น เจ้าจะต้องทำตัวให้เป็นปกติ ส่วนข้า ก็คงจะต้องทำตัวเป็นคนป่วยไปก่อนรอดูให้แน่ชัดว่าพวกเค้าจะมาไม้ไหน เราค่อยว่ากันอีกที ... แค่กๆๆๆ เห็นแล้วยังข้าป่วยแล้ว” เสียงไอของหวังหย่งทำให้องค์หญิงยิ้มออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ท่านพี่ก็ป่วยขนาดนี้ก็ต้องอยู่ห่างน้องหน่อย เดี๋ยวจะอาการป่วยของท่านพี่จะลุมลามมาถึงน้อง” องค์หญิงทำเป็นเอามือผลักหวังหย่งออกไปแต่ไม่ทันได้ผลัก หวังหย่งก็รวบตัวองค์หญิงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดเสียก่อน
“แบบนี้แล้วเห็นทีเราต้องรีบมีทายาทกันเร็วๆเสียแล้ว” หวังหย่งส่งสายตาทะเล้นให้องค์หญิง ที่ตอนนี้หน้าแดงด้วยความอาย
“ท่านพี่พูดอะไรเช่นนี้ ดูสินางกำนัลหัวเราะกันใหญ่แล้ว”
“พวกเจ้าทำอาหารไปนะข้ากับองค์หญิงจะไป....” หวังหย่งหยุดไว้แค่นั้นเขาอุ้มองค์หญิงพาออกไปจากห้องครัวในทันที องค์หญิงร้องลั่นด้วยความเขิลอาย นางกำนัลหันมามองแล้วหัวเราะกันยกใหญ่
สามวันต่อมา หวังหย่งเข้าประชุมราชกิจตามปกติเช่นทุกวันแต่สิ่งแปลกไปก็คือ สภาพของเขาที่ดูอิดโรย หน้าตาหม่นหมองแถมมีเสียงไออยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันเขาเองก็พยายามจะสังเกตดูสีหน้าของคนรอบข้างว่าจะมีใครบ้างที่รู้ถึงสิ่งที่เขาประสบอยู่ หากพวกเขาเหล่านั้นอยู่เบื้องหลังในแผนการนี้แน่นอน ย่อมแสดงสีหน้าออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน
หวังหย่งสังเกตเห็นว่ารัชทายาทมีสีหน้าแปลกใจทุกครั้งที่เขาไอออกมา นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่ารัชทายาทไม่ได้รู้เห็นกับแผนการนี้เลย
แต่ใต้เท้าลี่ถัง กับหลี่ซื่อแอบส่งยิ้มให้แก่กัน พวกเขาดูเหมือนจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดียิ่งหวังหย่งแสร้งทำเป็นไอมากขึ้น สีหน้าของสองพ่อลูกนี้ ดูจะมีความพึงพอใจยิ่งนัก
บัดนี้ หวังหย่งรู้แล้วว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการนี้มีใครอยู่บ้างก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเอาคืนคนเหล่านี้เสียที
ในขณะที่หวังหย่งกำลังคิดแผนการที่จะเอาคืนคนเหล่านี้อยู่นั้นเช้าวันต่อมาในการประชุมราชกิจ เขาพบว่า เมื่อเขามาถึงท้องพระโรงในเวลาปกติเหล่าขุนนางกลับยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมแต่อย่างใดที่สำคัญรัชทายาทก็ไม่ได้ประทับอยู่บนบัลลังก์เช่นทุกวัน
“ใต้เท้า เกิดอะไรขึ้นเหรอทำไมเรายังไม่เริ่มประชุมกันอีก” หวังหย่งหันไปถามหวังเหล่ย หัวหน้าของเขาที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“พวกเราเพิ่งได้รับแจ้งมาว่าวันนี้ท่านอ๋องจะมาว่าราชกิจด้วยพระองค์เอง คงจะมีเรื่องสำคัญแน่ๆ”เสนาบดีฝ่ายพิธีการบอกให้ลูกน้องทราบ
“ใต้เท้าพอทราบมั้ยว่ามีเรื่องอะไร”หวังหย่งพยายามถาม
“คงจะเกี่ยวกับตำแหน่งเสนาบดีที่ว่างลงนั่นแหละเห็นว่า ท่านอ๋องจะมาจัดการให้เรียบร้อย เออ ว่าแต่ วันนี้เจ้าหายดีแล้วหรือ”หวังเหล่ยแปลกใจที่วันนี้หวังหย่งหายเป็นปลิดทิ้ง ต่างจากเมื่อวานยิ่งนัก
“อ่อ แค่กๆๆ ข้าก็ยังไม่หายดีหรอก แค่กๆๆๆ” หวังหย่งไอเสียงดังจนหลายคนหันมามอง พร้อมๆกับที่ท่านอ๋องเสด็จออกมานั่งบัลลังก์พอดี
หลังจากเสร็จพิธีการถวายพระพรเรียบร้อยแล้วท่านอ๋องได้กล่าวทักทายทุกคน พร้อมกับคำตักเตือนเล็กๆ น้อยๆ สิ่งสำคัญของการประชุมในวันนี้ไม่มีอะไรมากนักเมื่อไม่มีฏีกาใดๆ จากขุนนางนำเสนอไป ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีจนกระทั่งก่อนจะเสร็จสิ้นการประชุม ท่านอ๋องได้ตรัสขึ้น
“บัดนี้บ้านเมืองเราไร้ซึ่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปถึงสองคนข้าเสียใจเหลือเกินที่บุคคลสำคัญสองคนได้ลาออกไป พวกเขาคงจะเหนื่อยมามากและคงเห็นว่าบ้านเมืองเราในขณะนี้มีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะทำหน้าที่แทนพวกเขาได้แล้ว ข้าเองก็อยากจะเก็บพวกเขาไว้แต่ก็ไม่อาจจะทัดทานความปรารถนาของพวกเขาได้ ข้าเสียใจจริงๆ แต่สำคัญที่สุดก็คือแผ่นดินแห่งนี้จะต้องดำรงอยู่ต่อไป แม้จะไม่มีพวกเขาแล้ว คงถึงเวลาแล้วที่ข้าจะคัดสรรคนเข้าไปดำรงตำแหน่งแทนพวกเขา”ท่านอ๋องกวาดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางในเบื้องล่าง
“เดิมที ตำแหน่งราชครูข้ามอบให้กับที่ปรึกษาใกล้ชิด ที่คอยเคียงข้างข้าในยามศึกสงคราม และที่ผ่านมาใต้เท้าตงหยางก็ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไม่มีที่ติ แต่บัดนี้บ้านเมืองสงบลงแล้วและรัชทายาท ก็มีพระปรีชาสามารถมากพอที่จะบริหารกิจการบ้านเมืองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาที่ปรึกษาอีกแล้ว ข้าก็คิดว่า ตำแหน่งนี้คงจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป”
มีเสียงฮือฮาดังขึ้นในแถวของเหล่าขุนนางออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเงียบลง เมื่อท่านอ๋องได้ตรัสต่อไป
“ส่วนตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีนั้นคือหัวหน้าของบรรดาพวกท่านทุกคน ข้าคิดว่า ความอาวุโสย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่เหลือจากนั้น ต้องเป็นคนที่รัชทายาทไว้วางพระทันเป็นอย่างดี เช่นนี้แล้วคงจะหาใครเหมาะสมไปกว่า ใต้เท้าลี่ถังไม่ได้อีกแล้ว”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น”ลี่ถังรีบน้อมรับในทันที
“ส่วนตำแหน่งเดิมในกรมพระคลังของใต้เท้าลี่ถังก็มอบหมายให้ใต้เท้าเฟยฉีดูแลไปใต้เท้าเฟยฉีท่านลำบากอยู่ในกรมกลาโหมมามากพอแล้ว คงถึงเวลาที่ท่านจะได้พักผ่อนเสียทีการเข้ามาดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ คงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของคนเช่นใต้เท้า ส่วนงานในกรมกลาโหมที่ใต้เท้าเฟยฉีดูแลอยู่ข้าก็ทราบมาว่า บัดนี้ หลี่ซือ ได้คอยช่วยเหลือท่านมาโดยตลอดและเขาก็เป็นแม่ทัพคนสำคัญที่ออกรบมาหลายสมรภูมิ ก็ให้หลี่ซือรับตำแหน่งแทนใต้เท้าเฟยฉีก็แล้วกันเช่นนี้ ข้าว่าเหมาะสมดี”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่าล้นพ้น” เฟยฉี กับหลี่ซือ เอ่ยขึ้นพร้อมๆ กัน
“มีใครจะคัดค้านอะไรหรือไม่”ท่านอ๋องตรัสถามลงมา แต่ขุนนางทุกคนไม่มีใครคัดค้าน
“งั้นก็ขอให้เป็นไปตามนั้นก็แล้วกันเลิกประชุมได้”
เลิกประชุมแล้วเหล่าขุนนางต่างเข้าไปร่วมแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ของเสนาบดีทั้งสามโดยเฉพาะใต้เท้าลี่ถัง กับหลี่ซือ ที่ตอนนี้ได้รับการปูนบำเหน็จมีตำแหน่งใหญ่โตขึ้น แม้เสนาบดีกรมพระคลังคนใหม่จะไม่ค่อยถูกใจกับสิ่งนี้มากนักแต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธกับคำสั่งนี้ได้ เขารู้ดีว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด แต่ขอแค่ได้มีตำแหน่งให้ดำรงอยู่ ย่อมดีกว่าอยู่แล้วเขาจึงทำได้เพียงแค่เก็บความน้อยใจอยู่เงียบๆ คนเดียว
จะมีก็เพียงแต่หวังหย่งเท่านั้นที่ยืนสงบนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เขาพยายามหันไปสบตากับรัชทายาทแต่อีกฝ่ายก็ก้มหน้าหลบสายตาของเขาตลอดเวลา บัดนี้หวังหย่งอธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ได้เลยว่าเป็นอย่างไร แน่นอนเขาผิดหวังเป็นอย่างมาก เมื่อตั้งสติได้หวังหย่งรีบออกจากที่ประชุมแห่งนั้น กลับตำหนักในทันที
เมื่อกลับมาถึงตำหนัก เขาหวังจะหาที่เงียบๆ เพื่อนั่งสงบสติอารมณตัวเองแต่สิ่งที่เขาพบ กลับทำให้อารมณ์ของเขายิ่งพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก
“ท่านพี่กลับมาแล้ว มานี่ ดูสิใครมาหาพวกเรา เสด็จพ่อมาเยี่ยมพวกเรา ท่านพี่รีบไปคารวะเสด็จพ่อเลย” องค์หญิงรีบออกมาต้อนรับหวังหย่งทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามาจนลืมสังเกตสีหน้าของเขาว่าเป็นอย่างไง
หวังหย่งรีบเดินตามองค์หญิงไปอย่างว่านอนสอนง่ายตอนนี้เข้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีแล้วท่านอ๋องก็เริ่มเปิดฉากเอ่ยสิ่งที่พระองค์อยากจะบอกกับหวังหย่ง
“ข้ารู้ดีว่าเจ้าเหนื่อยมามากแล้วงานในกรมพิธีการมันไม่ง่ายเลย แต่เจ้าก็ทำมันได้เป็นอย่างดี บัดนี้ ข้ารู้มาว่าสุขภาพของเจ้าไม่ค่อยแข็งแรงดีนัก หากภาระการงานมันหนักหนาเกินไป เช่นนี้ข้าคิดว่าเจ้าควรจะหาเวลาพักผ่อนเสียบ้าง งานในกรมพิธีการเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะให้ใต้เท้าหวังเหล่ยหาคนอื่นมาทำแทนเจ้าได้เจ้าคิดว่าดีมั้ย”
หวังหย่งได้แต่นิ่งเงียบตอนนี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ตรงหน้าของเขาคือท่านอ๋องคือเสด็จพ่อขององค์หญิงที่เขาคงจะทำได้เพียงแค่พยักหน้ายอมรับในสิ่งที่พระองค์ตรัสมา
“เจ้าคิดว่าเป็นเช่นนี้จะดีมั้ย”ท่านอ๋องถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหวังหย่งนั่งนิ่งไม่ตอบคำถาม
“หม่อมฉันยังทนได้งานในกรมพิธีการไม่ได้มากมายอะไร ขอให้กระหม่อมได้ทำแหมือนเดิมเถอะ”
“เสด็จพี่ของพวกเจ้า เค้าเป็นห่วงเจ้าเค้าอยากให้เจ้าได้พักผ่อนรักษาร่างกายให้ดี อย่าหักโหมไปเลย”
เป็นแผนการของพวกเขาทั้งหมดนี่เองพวกเขาให้ท่านอ๋องเป็นคนออกราชโอการแต่งตั้งทั้งหมดเพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไร และที่สำคัญหวังหย่งก็จะไปทวงถามอะไรจากรัชทายาทไม่ได้ หากมันเป็นประสงค์ของท่านอ๋องเอง
“ท่านพี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยเสด็จพ่อโปรดฟังลูกก่อน” องค์หญิงร้องขอแทนหวังหย่ง
“เจ้ารู้มั้ย ตอนนี้เสด็จแม่ของพวกเจ้ารออุ้มหลานมาตั้งนานแล้วแต่พวกเจ้ากลับเอาแต่หักโหมทำงาน ไม่สนใจเรื่องอื่นเลยเสด็จพ่อกับเสด็จแม่นับวันก็แก่ลงทุกวัน หากพวกเจ้ายังเป็นแบบนี้ คงจะต้องตายก่อนจะได้อุ้มหลานเป็นแน่ ทางที่ดี พวกเจ้าทั้งสอง ปล่อยวางทุกอย่างแล้วรีบมีหลานให้ข้าจะดีกว่า” ท่านอ๋องตัดบท
“เสด็จพ่อ” องค์หญิงร้องขอทั้งน้ำตาแต่เหมือนท่านอ๋องจะไม่เปลี่ยนใจอีกแล้ว
“เอาตามนั้นแหละ ข้าต้องไปแล้ว” พูดจบท่านอ๋องก็ออกจากตำหนักแห่งนี้ไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลยปล่อยให้หวังหย่งกับองค์หญิงมองพระองค์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความผิดหวัง