เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 ประมือกับเหยียนเย่า

                เสียงของเมิ่งฝานคล้ายดั่งเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังก้องไปทั่วลานประลองสวรรค์ประทาน ผู้คนทั้งหลายพลันกลั้นหายใจไปชั่วขณะ รวมถึงผู้ที่อยู่บนจุดรับรองอันทรงเกียรติด้วย สายตาหลายหมื่นคู่จับจ้องไปยังลานประลองที่มีเพียงเสียงของเมิ่งฝานที่ก้องกังวาน

               ยามนี้กู่ฉิงกัดฟันแน่น นางมองไปยังเมิ่งฝานแล้วพึมพำออกมาเสียงเบา “ถึงแม้ข้าจะเกลียดเจ้า แต่ก็หวังว่าเจ้าจะไม่แพ้!”

               “สู้เขา!”

               บริเวณโดยรอบนั้น กู่ซินเอ๋อร์ หลี่ว์เล่อ และคนอื่นๆ ต่างก็มองไปยังเมิ่งฝานด้วยความตื่นเต้น พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้หาใช่เป็นของเมิ่งฝานแต่เพียงผู้เดียวไม่ แต่มันเกี่ยวโยงกับหมู่บ้านอูเจิ้นด้วย

               “น่าสนใจ!”

               ในจุดรับรองของแขกอันทรงเกียรตินั้นมีเสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นมาอย่างราบเรียบ เจ้าของเรือนร่างอรชรอย่างมู่อวี่อินลุกขึ้นยืนและมองไปยังลานประลองอย่างเงียบงัน

               การคัดเลือกศิษย์ในรอบสิบปีของพรรคเหมันต์สวรรค์ในครั้งนี้ ด้วยฐานันดรจึงทำให้มู่อวี่อินไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประลอง แต่เพราะนางมีอายุสิบหกปีแล้วจึงสามารถออกนอกสถานที่ได้ ดังนั้นนางจึงตามเอินไท่มายังเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้

               นางนึกถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วพบว่าล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ทั้งสิ้น!

               ภายในลานประลอง

               ราวกับว่าบรรยากาศได้ปกคลุมไปด้วยความต้องการสู้ที่มากมายจนอัดแน่นไปด้วยความตื่นเต้นก็ไม่ปาน ต่อมาเหยียนเย่าก็ตวาดเสียงต่ำ ร่างของเขาพุ่งตรงไปหาเมิ่งฝานอย่างฉับพลัน

               เมื่อเขาขยับกายผู้คนทั้งหลายต่างมองเห็นได้เพียงเงาร่างที่เลือนรางเท่านั้น ขณะเดียวกันก็กางนิ้วทั้งห้าออกพร้อมกับมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณสั่นกระเพื่อม!

               กายาแสดงปราณ ขั้นหลอมปราณ!

               เมื่อได้เห็นเหยียนเย่าแสดงฝีมือทุกคนโดยรอบต่างก็รู้สึกยำเกรงไปตามๆ กัน การที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณตั้งแต่อายุเพียงสิบหกปีนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยหากพูดถึงในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ก็นับได้ว่ามีสิทธิ์ที่จะหยิ่งทะนงในความสามารถของตนเองได้เลยทีเดียว

               ดูท่าม้ามืดอย่างเมิ่งฝานตัวนี้คงต้องแพ้พ่ายไปเสียแล้ว!

               ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างถอนหายใจอย่างตกตะลึง เดิมทีเมิ่งฝานก็แข็งแกร่งอย่างมากแล้วเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่ต้องมาเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มผู้เป็นดั่งปีศาจแห่งเมืองเหยียนเฉิง เหยียนเย่า!

               เจ้าของฉายาผู้แข็งแกร่งดั่งปีศาจเฉิดฉายอย่างแข็งแกร่งจนสามารถสยบจอมยุทธ์น้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิงได้ทุกคน ส่วนทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้น เขาเกร็งตัวแล้วหรี่ตาเล็กลง ก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วชกออกไป!

               ปัง!

               หมัดทั้งสองปะทะกันทำให้เกิดระลอกคลื่นแห่งพลังอันน่าสะพรึงขึ้นมาในลานประลอง เมื่อพลังปราณแตกซ่านไปทั่วสารทิศทั้งสองก็ล่าถอยออกไปพร้อมกันหลายก้าวจึงค่อยยืนได้อย่างมั่นคง

               ทว่า...การปะทะในครั้งนี้นับว่าเสมอกัน!

               บรรดาผู้คนทั้งหลายที่อยู่โดยรอบต่างก็ขยี้ตาแล้วมองภาพเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง เพราะแม้ว่าเหยียนเย่าจะจู่โจมอย่างดุดันทว่าเมิ่งฝานกลับไม่ตกเป็นรองเลยแม้แต่น้อย

               ทั้งที่เมื่อครู่เหยียนเย่าได้ใช้พลังกายาแสดงปราณแล้ว และทุกคนต่างก็รู้กันว่าเขาหวังจะโจมตีให้จบในครั้งเดียว เพราะอานุภาพของกายาแสดงปราณนั้นเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ในขั้นฝึกกายาไม่อาจต่อกรได้ หากเมิ่งฝานสามารถรับมือได้เช่นนั้นก็หมายความว่า...

               “เขาบรรลุแล้ว!”

               เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของมู่อวี่อินที่อยู่ในเงามืดพลันมีความประหลาดใจปรากฏ เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเมิ่งฝานยังไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่ในยามนี้กลับสามารถรับมือกับการโจมตีของเหยียนเย่าได้อย่างไม่ยากนัก และการโจมตีเมื่อครู่ก็คล้ายกับว่าจะมีพลังปราณปรากฏออกมาด้วย

               ท่ามกลางสีหน้าแปลกใจของผู้คนทั้งหลายนั้น เมิ่งฝานก้าวเดินขึ้นหน้าไปพร้อมกับเสียงของกระดูกที่ลั่นไปทั้งร่าง พลังแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับเสียงตวาดที่ถูกเปล่งออกมาอย่างฉับพลัน

               ในชั่วพริบตาต่อมาพลังปราณก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเมิ่งฝานแล้วปกคลุมไปทั่วบริเวณ นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาอยู่ในขั้นหลอมปราณและกำลังควบคุมพลังปราณให้แผ่ซ่านออกไปในอากาศ! ความตกตะลึงปกคลุมไปทั่วบริเวณในชั่วพริบตา ล้วนแต่ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังลานประลองด้วยความชะงักงันเพราะนึกไม่ถึงว่าในวันนี้จะมีจอมยุทธ์น้อยอายุสิบหกปีที่อยู่ในขั้นหลอมปราณเกิดขึ้นมาในเมืองเหยียนเฉิงอีกผู้หนึ่งแล้ว!

               เจ้าของนัยน์ตาอันเยือกเย็นมองไปยังเหยียนเย่า ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเข้ม “เจ้าคิดว่าบนโลกนี้มีเพียงเจ้าผู้เดียวที่อยู่ในขั้นหลอมปราณหรือไร? สิ่งที่เจ้ามี ข้าก็มี และสิ่งที่เจ้ายังไม่มี ข้าก็มีแล้วเช่นกัน!”

               น้ำเสียงของเมิ่งฝานคล้ายดั่งพลังของสายฟ้า เหยียนเย่าหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัดในทันใด เขามองไปยังเมิ่งฝานเพราะนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นพลังที่ตนเองเคยหยิ่งทะนงแล้ว

               “เป็นไปได้อย่างไร!”

               เพียงชั่วพริบตาก็มีเสียงตกตะลึงดังขึ้นที่จุดรับรองแขกผู้ทรงเกียรติ แม้แต่เหยียนหยางก็ยังตัวแข็งทื่อดุจหินไปในทันใด

               จอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นที่เมื่อครึ่งปีก่อนยังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม ได้ก้าวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งในวันนี้ มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!

               ส่วนเมิ่งฝานนั้น เขาไม่ได้ขยับไปไหนทั้งยังมองเหยียนเย่าด้วยนัยน์ตาที่เยือกเย็น ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “เป็นอันใดไปเล่า? ไม่กล้าสู้แล้วหรือ? หรือเจ้าทำได้เพียงใช้ขั้นพลังที่สูงกว่ามารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น?”

               “เหลวไหล!”

               ใบหน้าของเหยียนเย่าดุดันขึ้นในทันใด ผลกระทบจากคำพูดที่ร้ายแรงของเมิ่งฝานนั้นทำให้เขาสูญเสียท่าทีอันสุขุมที่เคยเป็นมาโดยตลอด พลังปราณในมือแปรเปลี่ยน จากนั้นจึงตวัดฝ่ามือผ่าไปยังเมิ่งฝานอย่างดุดัน “ต่อให้เจ้าอยู่ในขั้นหลอมปราณก็เท่านั้น ถึงอย่างไรแล้วข้าก็มีพื้นฐานพลังที่มั่นคงยิ่งกว่า ฉะนั้นแล้วการเอาชนะเจ้ามันง่ายดุจพลิกฝ่ามือเลยก็ว่าได้!”

               เพียงชั่วพริบตาพลังของเขาก็ทะลวงอากาศออกไปเบื้องหน้า ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ยืนให้มั่นแล้วตั้งท่ารับ แขนทั้งสองตวัดไปมาแล้วประมือกับอีกฝ่ายอยู่ที่ใจกลางของลานประลอง

               หมัดและฝ่ามือปะทะกันด้วยพลังที่มหาศาล ร่างกายของเมิ่งฝานและเหยียนเย่าเคลื่อนคล้ายขยับดั่งเงาอันไร้ซึ่งตัวตนในทันใด เนื่องด้วยทั้งสองต่างก็อยู่ในขั้นหลอมปราณจึงจำต้องอาศัยทักษะและกลยุทธ์ในการประมือ!

               ปัง! ปัง!

               เสียงปะทะดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของผู้ชมกลับมีเพียงเงาร่างที่เลือนรางเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด เดิมทีต่างคิดว่าการประลองในครั้งนี้จะเป็นการแสดงฝีมือที่เฉิดฉายของเหยียนเย่าเพียงผู้เดียว แต่ในยามนี้กลับเป็นการต่อกรของจอมยุทธ์น้อยผู้มากฝีมือทั้งสอง

               หลายอึดใจต่อมาเหยียนเย่าและเมิ่งฝานก็ปะทะกันอีกครั้งพร้อมทั้งมีระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านจนทำให้อากาศสั่นสะเทือน เมื่อยืนได้อย่างมั่นคงเหยียนเย่าก็ตวาดออกมาเสียงดัง “ไปตายเสียเถอะเมิ่งฝาน เกียรติยศทุกอย่างนั้นมีเพียงข้าผู้เดียวที่จะได้รับมัน ซินเอ๋อร์เป็นของข้า ทุกสิ่งเป็นของข้า แล้วข้าก็จะสังหารเจ้าต่อหน้าคนทั้งหลายเหล่านี้..แสงสุริยันสังหาร!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเงาร่างที่เลือนรางปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือของเหยียนเย่า จิตสังหารปรากฏขึ้นมาในทันใดบ่งบอกว่าวิชายุทธ์ที่เหยียนเย่าปล่อยออกมาเป็นวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูง แสงสุริยันสังหาร!

               มันแล่นทะยานในอากาศด้วยความเร็วที่ราวกับดวงวิญญาณร้าย ภายในแฝงไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงประดุจคมมีดที่เปล่งประกาย เพียงแตะสัมผัสลงบนร่างกายก็คงจะขาดสะบั้น แม้จะเป็นร่างกายของจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณก็ไม่เว้น!

               ลงมืออย่างรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

               ผู้ชมที่อยู่รอบลานประลองต่างก็สูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง แล้วมองไปยังเมิ่งฝานด้วยความกังวล

               ทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้น เขาเหยียบอยู่บนแท่นประลองอย่างมั่นคงพร้อมทั้งปล่อยให้พลังแผ่ซ่าน แม้แต่ก้อนหินบนลานประลองก็ยังสั่นสะเทือน ยามนี้ที่นัยน์ตาของเขาก็มีความเดือดดาลปรากฏ

               คิดจะสังหารข้า ช่วงชิงจิตอสูรของข้า แล้วยังคิดที่จะแต่งกับกู่ซินเอ๋อร์อีก!

               โทสะลุกโชนอยู่ในหัวใจ แล้วในวินาทีต่อมาความเดือดดาลทั้งหลายพลันกลับกลายเป็นพลังให้แก่หมัดของเขา ท่อนแขนของเมิ่งฝานชกออกไป พลังสายธารหลั่งสมุทรคือสิ่งที่กระตุ้นด้วยโทสะ แล้วทำให้พลังปราณหลั่งไหลดุจดั่งสายธารที่หลั่งไหลไปยังผืนสมุทร!

               ปัง!

               ระลอกคลื่นแห่งพละกำลังแผ่ซ่านอยู่กลางอากาศ เศษหินของลานประลองแตกกระจายเมื่อทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกัน เสียงนั้นก็ก้องกังวานราวกับว่าอากาศบนลานประลองถูกแผดเผาก็ไม่ปาน

               การจู่โจมในระดับนี้สามารถทำให้หินหนักนับพันจินต้องแหลกสลาย เพราะดุดันและแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้!

               ต่อมามีเงาร่างของคนผู้หนึ่งกระอักเลือดและลอยกระเด็นออกไปไกล และเจ้าของร่างนั้นก็คือ...เหยียนเย่า

               รอยเลือดปรากฏขึ้นบนพื้นอย่างเด่นชัด ร่างของเหยียนเย่าร่วงหล่นลงไปบนพื้น เขาไม่ได้ตกลงไปจากแท่นประลองเพราะถูกเมิ่งฝานจู่โจมจนกระเด็นกลับเข้ามาอีกครั้ง

               เหยียนเย่าใช้มือยันไว้บนพื้นก่อนที่จะกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เขาพยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ยากเย็นยิ่ง ร่างกายของเขาสั่นเทาและนึกไม่ถึงว่าตนเองจะพ่ายแพ้ทั้งที่เพิ่งจะจู่โจมไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเอง!

               เหยียนเย่า...พ่ายแพ้ไปแล้ว!

               เพียงชั่วพริบตาผู้ชมโดยรอบต่างก็ตกอยู่ในอาการที่ยากจะเชื่อในภาพเบื้องหน้า โดยเฉพาะบรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิง ความแข็งแกร่งของเหยียนเย่าเป็นสิ่งที่ประจักษ์แก่หัวใจของพวกเขาทั้งหลายดี ทว่าในวันนี้กลับต้องแพ้พ่ายให้แก่เมิ่งฝาน

               “เป็นไปได้อย่างไร!”

               เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของเหยียนหยางที่อยู่บนจุดรับรองแขกอันทรงเกียรติก็คล้ายดั่งใกล้ตาย เขามองไปยังลานประลองด้วยสีหน้าชะงักงัน ทางฝั่งของกู่หยวนก็ข่มความตื่นเต้นในหัวใจเอาไว้ทว่าฝ่ามือกลับสั่นเทาอยู่เล็กน้อย นัยน์ตาของเขาในยามนี้แฝงไปด้วยความตื่นเต้น

               สามสิบปีอยู่ทางทิศตะวันออก สามสิบปีต่อมาอยู่ทางทิศตะวันตก ในที่สุดอูเจิ้นก็มีจอมยุทธ์น้อยผู้แข็งแกร่งดั่งปีศาจเกิดขึ้นมาเสียที!

               การที่ต้องพ่ายแพ้ต่อเหยียนหยางในครั้งก่อนนับว่าเป็นแผลที่อยู่ในหัวใจของกู่หยวนมาโดยตลอด ทว่าเมื่อวันนี้ได้เห็นเมิ่งฝานสยบทุกคนต่อหน้าจึงทำให้ปมในใจเขาคลี่คลายและรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด

               ทางฝั่งของเอินไท่นั้น เขากระตุกยิ้มแล้วมองไปยังเหยียนหยางก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ท่านเจ้าเมืองเหยียน นี่น่ะหรือผู้ที่เจ้าบอกว่าไร้เทียมทานในบรรดาจอมยุทธ์รุ่นราวคราวเดียวกัน?”

               ความตกตะลึงปกคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ แม้ว่าเวลานี้เสื้อผ้าสีครามบนตัวจะฉีกขาดและมีเลือดสีแดงสดไหลออกมา ทว่าเมิ่งฝานก็ยังยืนอยู่กับที่ด้วยสีหน้าอันเยือกเย็น เตรียมตัวหันหลังเดินลงจากแท่นประลอง

               ในวันนี้ เขาได้เอาคืนการเย้ยหยันและเหยียดหยามที่เหยียนเย่ากระทำไว้กับตนเองในวันวานได้แล้ว เมื่อเหยียนเย่าแพ้พ่ายก็คงไม่มีหน้าไปร้องขอการแต่งงานกับกู่ซินเอ๋อร์แล้ว ฉะนั้นเมิ่งฝานจึงหันหลังแล้วเดินลงจากแท่นประลอง

               ทว่าในขณะนี้เองที่เหยียนเย่าได้ตวาดออกมาเสียงต่ำ เขาลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันมองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำแล้วตวาดเสียงดัง “เมิ่งฝาน ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือไรว่าจะฆ่าเจ้า!”

               เป็นเสียงที่เยือกเย็นน่าสะพรึง ทว่าเมิ่งฝานกลับเอ่ยตอบไปเสียงเรียบ “เจ้าในยามนี้ หาได้มีสิทธิ์พูดเช่นนั้นออกมาไม่!”

               “หึ ข้ามีก็แล้วกัน!”

               ใบหน้าของเหยียนเย่าบิดเบี้ยวไปอย่างน่ากลัว แล้วในวินาทีต่อมาฝ่ามือของเขาก็ขยับพลันมีโอสถสีแดงเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้น ก่อนที่เหยียนเย่าจะกลืนมันเข้าไปในชั่วพริบตา ผู้ชมทั้งหลายต่างก็มองไปอย่างสงสัย แต่ก็มีหลายคนที่มองด้วยนัยน์ตาที่แสดงถึงความความไม่สบอารมณ์

                การใช้พลังของโอสถในการประลองนับว่าเป็นการทำผิดกฎ!

               “เขากินสิ่งใดเข้าไป?”

               เพียงชั่วพริบตากู่หยวนก็ย่นคิ้ว เขาตะโกนเสียงดังและรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก

               “แย่แล้ว!”

               เหยียนหยางที่อยู่ข้างกายเขาหน้าถอดสี จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “มันคือโอสถพลังจิต!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นจึงเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทั่วลานประลอง เพราะโอสถพลังจิตเป็นโอสถวิเศษระดับสามที่นับได้ว่ามีฤทธิ์ที่ร้ายแรงยิ่ง

               สรรพคุณทางยาของมันคือการระเบิดพลังภายในร่างกายของผู้ใช้ออกมาทั้งหมด และมีผลข้างเคียงต่อเส้นแขนงปราณในร่างกายด้วย แต่ถึงกระนั้นก็สามารถทำให้ผู้ที่กินมันเข้าไปมีพลังเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสามเท่าแต่ก็ไม่ได้ออกฤทธิ์นานนัก โดยปกติแล้วมันจะถูกใช้กับหน่วยกล้าตายของบรรดาตระกูลใหญ่ ที่เหยียนหยางมอบมันให้กับบุตรชายก็หวังเพียงว่าเมื่อตกอยู่ในยามคับขันเหยียนเย่าจะได้นำมันออกมาใช้ เขานึกไม่ถึงเลยว่าเหยียนเย่าจะใช้มันในเวลานี้

               เมื่อได้เห็นสีหน้าเย็นชาของเอินไท่เหยียนหยางก็ลอบถอนหายใจออกมาเสียงเบา เพราะเขารู้ว่าต่อให้เหยียนเย่าเอาชนะเมิ่งฝานได้ก็ไม่มีทางได้เข้าร่วมกับพรรคเหมันต์สวรรค์เป็นแน่!

               “เจ้าเลี้ยงบุตรชายได้ดีเสียจริง!”

               เพียงชั่วพริบตาต่อมากู่หยวนก็พุ่งทะยานไปยังลานประลองอย่างฉับพลัน หากเหยียนเย่าระเบิดพลังออกมามากกว่าเดิมถึงสามเท่าแล้วเมิ่งฝานจะสามารถต่อกรกับเขาได้อย่างไร!

               บนแท่นประลองนั้น นัยน์ตาอันแดงก่ำของเหยียนเย่าจ้องมองเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตา ซึ่งกลิ่นอายแห่งพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของอีกฝ่ายทำให้เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงกลิ่นของความตายที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

               “มีเวลาเพียงสิบเค่อ[1]เท่านั้น แต่มันก็มากพอที่จะสังหารเจ้าแล้ว!”

               เหยียนเย่ากระตุกยิ้มก่อนจะพุ่งเข้าใส่เมิ่งฝานอย่างฉับพลัน เพียงชั่วพริบตาหมัดที่มากด้วยพลังปราณความรุนแรงประหนึ่งขุนเขาถล่มมหาสมุทรพลิกผันก็ถาโถมเข้ามาโดยทิ้งร่องรอยไว้เพียงเงาในอากาศ

               รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงพร้อมกับรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหยียนเย่ากลายเป็นสิ่งใดไปในยามนี้ แต่กลิ่นอายแห่งความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ก็หาใช่ความเท็จไม่

               รอบตัวเขานั้น สีหน้าของกู่ซินเอ๋อร์เปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา นางทำท่าว่าจะวิ่งเข้าหาแต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว แม้แต่กู่หยวนที่ใช้ความเร็วสูงสุดในการพุ่งทะยานมายังแท่นประลองก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายอึดใจ ซึ่งระยะเวลาเหล่านั้นก็มากพอที่จะทำให้เหยียนเย่าสังหารเมิ่งฝานแล้ว!

               เมิ่งฝานตวาดออกมาเสียงดัง ร่างของเขาหาได้ขยับไปที่ใดเพียงหลับตาลงอย่างเชื่องช้าเท่านั้น

               ในชั่วพริบตาต่อมา ฝ่ามือของเหยียนเย่าก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ร่างของเมิ่งฝานแล้ว ความเย็นยะเยือกที่คล้ายกับกำลังคืบคลานเข้าไปในกระดูกปกคลุมไปทั่วบริเวณ ความชั่วร้ายและดุดันของภาพเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ชมหลายคนเลือกที่จะหันหน้าหนีเพราะไม่อาจทนดูได้

               ทว่าเมิ่งฝานกลับคล้ายดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เสมือนว่าในยามนี้เขากำลังสัมผัสถึงบางสิ่งก็ไม่ปาน

               เมื่อฝ่ามือของเหยียนเย่ากำลังจะพุ่งเข้าหาศีรษะ ดวงตาของเมิ่งฝานพลันเบิกโตขึ้นมาอย่างกะทันหัน นัยน์ตาของวาวโรจน์ก่อนขยับท่อนแขนอย่างฉับพลัน แม้ต้องเผชิญหน้ากับระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแข็งแกร่งไร้เทียมทานแต่เขาก็ทำเพียงชี้นิ้วออกไปเท่านั้น

               ในชั่วพริบตาต่อมาพลันมีแสงสว่างเจิดจ้าราวกับว่าสามารถพุ่งทะยานสู่สวรรค์ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเมิ่งฝาน!

               กระบวนท่าที่สองของทะลวงธารา หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!       

                .....................

                [1] 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน