กลิ่นหอมของขนมปังทำให้ร่างสูงที่หลับใหลมาตลอดคืนได้ลืมตาตื่นขึ้นมา ปกติแล้วเวลาอยู่ที่วังเขามักจะตื่นก่อนอาหารเช้าเสมอเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้องค์ชายสามในฐานะหัวหน้ากองอัศวินประจำองค์จักรพรรดิต้องจัดการ
ทว่าโลกใบนี้กลับแตกต่าง เดลค้นพบว่าเขาสามารถนอนเท่าไรก็ได้และไม่จำเป็ต้องตื่นขึ้นมาทำหน้าที่อันหนักหนาที่ต้องแบกไว้บนไหล่ ชายหนุ่มเผลอยกยิ้มตรงมุมปากเมื่อจินตนาการไปถึงอิสระที่เขากำลังได้รับแต่มันก็เป็เพียงแค่เสี้ยววิเพราะเสียงของใครบางคนดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ขนมปังปิ้งกับแยมวางอยู่บนโต๊ะทานอาหารนะคะ คุณกินรองท้องไปก่อนแล้วเดี๋ยวตอนเที่ยงฉันจะแวะซื้อข้าวมาให้”
ท่าทางกระฉับกระเฉงของสตรีนางนั้นดูผิดแผกไปจากอันย่าอย่างสิ้นเชิง เขาจึงหรี่ตามองนางเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วไม่พูดสิ่งใดต่อ
ไอรีนไม่เข้าใจสายตาที่เดลมองมายังเธอแต่ก็เป็เพราะว่าต้องรีบไปทำงานให้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นจะโดนอีตาไอแซคบ่นจนเพื่อนร่วมหน่วยเอือม เธอจึงไม่ได้ต่อบทสนทนากับเดลให้เสียเวลา ร่างบางรีบก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องไปในทันทีที่เข็มสั้นชี้ตรงเลขแปดและเข็มยาวชี้ตรงเลขสิบสอง
ดวงตาคู่คมสีอำพันมองสภาพแวดล้อมภายในห้องนั่งเล่นอย่างช้า ๆ เพื่อพินิจพิจารณาสิ่งของที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เดลลุกขึ้นยืนพลางเดินตรงไปยังวัตถุรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า เขาจำได้ว่าวันแรกที่มาถึงมันมีภาพอยู่ในนั้นแต่เหตุใดวันนี้มันกลับมืดลงได้
“น่าแปลกเสียจริง” ไม่ว่าเปล่ามือหนาก็รีบเอื้อมไปเคาะตรงด้านหน้าของวัตถุสี่เหลี่ยมนั่น
“เหตุใดถึงไม่เกิดสิ่งใดขึ้นแต่คราวก่อนนางกลับทำได้” คิ้วได้รูปยังคงขมวดมุ่นพลางพินิจพิจารณาอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ท้องไส้จะร้องประท้วงพร้อม ๆ กับคำพูดก่อนออกจากห้องของไอรีนก็ได้วนเวียนเข้าสู่ความทรงจำ
ร่างสูงในเสื้อยืดสีขาวพร้อมกับกางเกงขาสั้นสีดำจึงรีบผละจากวัตถุแปลกประหลาด เขาค่อย ๆ เดินมุ่งหน้าตรงไปยังมุมครัวก็พบว่ามีขนมปังปิ้งและแยมวางอยู่บนโต๊ะจริง ๆ
เดลจัดการนั่งลงบนเก้าอี้สีขาวสะอาดตาก่อนจะเริ่มจัดการมื้อเช้าของวันด้วยความเก้ ๆ กัง ๆ เพราะถึงแม้มันจะเป็มื้ออาหารที่ดูคุ้นตาแต่เขาก็ยังไม่ชินกับโลกใบนี้เสียเท่าไร และหากว่ามีโอกาสมากกว่านี้เขาก็ควรจะเดินออกไปสำรวจบริเวณโดยรอบเพื่อหาทางหนีทีไล่เอาไว้
_____________________________
เอกสารบนโต๊ะที่ไม่มีท่าทีว่าจะลดลงแต่ทว่ากลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ นั้นทำให้ร่างเล็กที่กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยข่าวกรองลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะถ้าหากเคลียร์ไม่ได้ภายในครึ่งเช้านี้ก็เท่ากับว่าเธออาจจะไม่มีเวลานำมื้อเที่ยงไปให้กับเดล
“เห้ยไอรีนเที่ยงนี้ไปกินร้านไหนกันดี?”
เสียงของรุ่นพี่ในหน่วยข่าวกรองดังขึ้นจนเธอต้องหันกลับไปมองเขา “วันนี้ตั้งใจว่าจะกลับไปกินข้าวที่ห้องค่ะแต่ดูสภาพงานบนโต๊ะแล้วก็เริ่มไม่แน่ใจเท่าไร”
“นั่นน่ะสิ เย็นนี้ได้ทำโอแหง ๆ เลย” เฟร็ดบ่นทีเล่นทีจริงก่อนที่ตัวเขาเองจะกลับไปจดจ่อกับหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง
ดวงตาสีโกเมนจ้องมองจอคอมพิวเตอร์ ทว่าความคิดของเธอกลับไม่ได้จดจ่อกับงานที่อยู่บนหน้าจอ เธอเอาแต่นึกถึงความเป็ไปได้เื่ที่เดล เทอร์ลิงตันข้ามเวลามายังโลกอนาคต เธอเฝ้าคิดว่ามันจะเป็ไปได้จริง ๆ น่ะเหรอกับการทะลุมิติมาที่นี่
และถึงแม้ว่ามันอาจจะมีความเป็ไปได้เพราะปัจจุบันนี้เซเนียก็ยังคงมีนักเวทย์ที่ทำงานให้กับทางการ แต่พวกเขาเ่าั้ไม่ได้เชิดหน้าชูตาหรือได้ออกสื่อเหมือนกับอาชีพอื่น ๆ จึงยากมากที่คนในยุคปัจจุบันจะรู้ว่ายังมีอาชีพและตระกูลนักเวทย์หลงเหลืออยู่
“คุณควินเทรลล์ครับ ตั้งใจทำงานหน่อยก็ได้มั้ง”
เสียงเข้มอันคุ้นเคยทำให้ไอรีนแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เธอมักจะถูกไอแซคเพ่งมองเป็พิเศษ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจะต้องเป็เธอที่ถูกบ่นตลอดเวลา ทั้งที่จริงแล้วพวกเฟร็ดและรุ่นพี่คนอื่น ๆ ก็แอบอู้งานกันบ่อยจะตายไป
“แล้วฉันไม่ได้ตั้งใจทำงานตรงไหนงั้นเหรอคะ?” ตายจริง เธอเผลอพูดความคิดของตัวเองผ่านเสียงขึ้นมาเสียแล้ว ถ้าหากว่าไอแซคไม่พอใจเขาอาจจะหาเื่และกลั่นแกล้งให้เธออยู่ทำโอในเย็นวันนี้แน่ ๆ
“ถ้าหากว่าคุณตั้งใจดูหน้าจอของตัวเองดี ๆ ก็น่าจะเข้าใจนะครับ” ไอแซคถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ข้อนั้นเขารู้ดีว่าน้องสาวของหมอนั่นตั้งใจทำงาน แต่สองสามวันมานี้ไอรีนดูแปลกไป เธอดูมีท่าทางเหมือนกับกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา
“ค่ะ” เสียงใสตอบออกไปด้วยความขุ่นมัวก่อนที่จะเลื่อนสายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตนเองและพบว่าเธอเผลอกดแป้นพิมพ์จนไม่มีอะไรเป็ภาษาคนเลยแม้แต่นิดเดียว
คิดแล้วก็นึกขายหน้าตัวเองในใจแต่ก็ไม่อยากจะแสดงท่าทางเสียใจให้ไอแซคเห็น เธอจึงไม่ได้พูดอะไรกับเขาต่อ ปล่อยให้หัวหน้าช่างบ่นหงุดหงิดไปเองคนเดียวก็พอ
_____________________________
“วันนี้ทำไมรีบกลับจังล่ะ?”
เสียงของป้าเ้าของอะพาร์ตเม้นต์ดังขึ้นแข่งกับเสียงรดน้ำต้นไม้ ดูท่าทีว่าแกคงจะมีความสุขกับการที่ได้ทักทายชาวอะพาร์ตเม้นต์เป็อย่างมาก
“อยากเปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อยค่ะบวกกับลืมของด้วย” เธอยิ้มแหย ๆ ให้กับคุณป้าพร้อมกับรีบก้าวฉับ ๆ เข้าตัวตึกไปในทันที คิดว่าป้าคงจะไม่ช่างสังเกตถึงขั้นเห็นว่าเธอหิ้วอาหารเที่ยงกลับมาตั้งสองกล่อง
ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับความเงียบที่ก่อตัวขึ้นมาขณะที่ขาเรียวก้าวเข้ามาภายในห้อง เธอหันมองไปรอบ ๆ ห้องก็พบว่าตัวปัญหานอนหลับตาพริ้มอยู่บนโซฟา ครั้นว่าจะเดินไปเขย่าตัวปลุกก็ดูจะใจร้ายไปเสียหน่อย
ไอรีนจึงเดินเลยไปนั่งบนเก้าอี้ตรงโต๊ะทานอาหารพร้อมกับจัดการแกะกล่องอาหารเที่ยงของตนเองขึ้นมาทานด้วยความสบายใจ ส่วนเดลน่ะเหรอ? เอาไว้ก่อนออกจากห้องค่อยปลุกหมอนั่นให้ลุกขึ้นมาจัดการมื้อเที่ยงก็แล้วกัน
“ไม่คิดจะปลุกข้าเลยหรือ?”
เสียงทุ้มที่อยู่ ๆ ก็ดังขึ้นมาทำเอาเธอจำต้องถือช้อนค้างไว้ “ก็เห็นว่าคุณหลับสบายเลยไม่อยากจะเรียกค่ะ กล่องนั้นของคุณนะคะถ้าหิวก็แกะกินได้เลย” ว่าจบจึงกลับไปสนใจกับมื้อเที่ยงของตนเองต่อโดยไม่ได้สนใจเลยว่าดวงตาคู่คมสีอำพันกำลังจ้องมองมาทางเธอ
เดลรู้สึกแปลกใจที่ไอรีนดูไม่ได้ใส่ใจกับสถานะของเขาในตอนนี้ เขาเป็ถึงใครก็ไม่รู้ที่จู่ ๆ ก็โผล่มายังห้องของนางโดยที่หาสาเหตุไม่ได้แต่เหตุใดนางถึงยังดูใจเย็นและไม่ทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย
“เ้าดูไม่ทุกข์ร้อนใจกับการที่ต้องอาศัยอยู่กับคนแปลกหน้าเช่นข้า” เอ่ยออกมาพลางขยับเก้าอี้แล้วนั่งลง
“ก็ไม่ถึงกับไม่ทุกข์ร้อนหรอกค่ะ ฉันก็คิดหาสาเหตุความเป็ไปได้อยู่หรอกแต่คงต้องใช้เวลาหน่อย” พูดจบเธอจึงตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากก่อนที่จะจ้องคนตรงหน้าพลางพินิจพิเคราะห์ไปด้วย
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ดูไว้ใจคนแปลกหน้ามากจนเกินไป” เขาจ้องตาเธอเช่นกันแต่ทว่าสุดท้ายแล้วเดลก็หลบสายตาของไอรีนด้วยการทำทีเป็แกะข้าวกล่อง
“มันก็จริงอยู่หรอกแต่ดูจากท่าทางของคุณแล้ว ฉันก็พอจะรู้ว่าคุณอาจจะไม่ได้อันตรายอะไร”
องค์ชายสามไหวไหล่เป็คำตอบราวกับไม่อยากจะต่อบทสนทนานี้อีกต่อไป เขาก้มหน้าก้มตาจัดการกับมื้อเที่ยงที่อยู่ตรงหน้าและไม่นานนักก็ได้ยินคำร่ำลาจากเ้าของห้อง กระทั่งเงยหน้าขึ้นอีกทีก็ไม่เห็นร่างเล็กของนางอีกแล้ว “ข้าต้องติดอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไรกัน?”
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงไปเป็ที่เรียบร้อย ทุกอย่างก็ดูน่าเบื่อขึ้นมาถนัดตาเพราะหากอยู่ใน่เวลาห้าร้อยปีก่อนเขาจะต้องเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยของกองอัศวินประจำองค์จักรพรรดิ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องคอยอ่านเอกสารรายงานจากเอซีสที่มีผู้ปกครองแทน
เดลนั่งเงียบอยู่พักใหญ่ ๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินสำรวจทั่วห้องอีกครั้ง จนกระทั่งร่างสูงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้อง เขาก็พบว่าประตูบานนี้ไม่ได้ล็อคแต่อย่างใด ไม่มั่นใจนักว่านางลืมหรือตั้งใจปล่อยให้เขาออกไปกันแน่แต่กระนั้นภายในดวงตาคู่คมก็ยังคงฉายแววของความไม่มั่นใจออกมา
เขาไม่กล้าที่จะเปิดประตูบานนี้และก้าวออกจากห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้ไป แม้ว่าที่นี่จะเป็เวเซลิสที่เขาอยู่มาั้แ่เกิดก็ตามที “แต่นี่มันผ่านมาตั้งห้าร้อยกว่าปี” พูดจบจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ั้แ่จำความได้ตัวข้าก็ไม่เคยคิดลังเลต่อสิ่งใด” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยความแ่เบาและสุดท้ายแล้วมือหนาก็เลือกที่จะเปิดประตูพร้อมก้าวขาออกไปข้างนอกห้อง
To be continue…