บทที่2 มรดกตกทอด
‘สวัสดีเ้านายคนใหม่ ข้าคือผู้ดูแลมรดก นามซ่งจู’
เสียงเล็กๆดั่งเด็กชายดังขึ้นข้างหู ‘ซ่งจู ซ่งจูอะไร มรดกอะไร นี่มัน...ระบบAiเหรอ?’ อ้ายเชียนเอ่ยถามขึ้นในใจ นางคิดว่า มีความเป็ไปได้ที่ระบบAiซึ่งนางฝังไว้ในสมองอาจจะตามมาเกิดใหม่ด้วย แต่เสียงเล็กๆที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเดียดฉันท์ ทำให้นางต้องคิดใหม่อีกครั้ง
‘ฮ่าๆๆๆ เ้านายคิดว่าข้าเป็จิติญญาระดับต่ำ ที่โลกแร้นแค้นแห่งนั้นสร้างขึ้นอย่างนั้นหรือ ข้าคือจิตแห่งอาวุธ และข้าเลือกท่าน’
‘เ้าหมายความว่า...อ๊าก’ อ้ายเชียนร่างกระตุกอย่างแรง นางรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งไหลเข้ามาในร่างกายจำนวนมหาศาล มันคือมวลพลังที่คาดไม่ถึงและทำท่าจะฉีกร่างกายนางออกเป็ชิ้นๆก็ไม่ปาน
‘เอาล่ะเ้านายใหม่ ท่านต้องทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง รับการสืบทอดพลังที่เหลือนี้ไปเสีย’
อ้ายเชียนส่ายหน้าน้อยๆ นี่มันเ็ปเกินกว่าที่คาดเอาไว้ และเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างกายเหมือนถูกสับออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย สติสัมปชัญญะของนางเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงเล็กๆดังข้างหู ก่อนที่จะหมดสติไป
‘เริ่มทำการสืบทอดพลังส่วนที่เหลือ...เ้านายใหม่หลับพักผ่อนให้สบายใจเถอะ’ …
...
เหนือฟากฟ้าแคว้นอวิ๋น ใครเลยจะรู้ว่าท่ามกลางหมู่เมฆที่กำลังบดบังแสงดาวแสงจันทรา จะปรากฎเงาร่างเล็กๆจุดหนึ่ง
หากมองใกล้ๆจะพบว่าเป็ตู้โดยสารรถม้าตู้หนึ่ง งดงามสะดุดตาแม้อยู่ท่ามกลางสีดำของผืนนภา เป็รถม้าสีเหลืองทองอร่ามแกะสลักลวดลายงดงามเกินกว่าจะเข้าใจว่าเป็ลายสลักอันใด
ม่านสีดำปลิวไสวเผยให้เห็นแสงนวลตาสีขาวโผล่ออกมาจากภายในตัวรถ มองแล้วเห็นเพียงสองเงาร่างที่นั่งเผชิญหน้ากัน
พวกเขานั่งเงียบอยู่นานก่อนที่จะเอ่ยปาก คำพูดนั้นคล้ายได้ยินคล้ายไม่ได้ยิน ไม่มีผู้ใดเข้าใจได้ ก่อนที่ทั้งสองจะหันหน้ามองลอดม่านที่เปิดวับๆแวมๆนั้นลงไปยังพื้นดิน
คราวนี้เสียงทุ้มกังวานดังขึ้น ดั่งสามารถไล่เมฆหมอกได้ แต่ความจริงเมฆก็ไม่ได้เคลื่อนจันทร์ก็ไม่ได้ดับ
“หนึ่งชีวิตต้อยต่ำ ดิ้นรนเพื่อให้อยู่ต่อไปได้อีกหนึ่งวัน” นี่บ่งบอกว่าผู้ที่นั่งอยู่บนตู้โดยสาร คนหนึ่งเป็บุรุษ
“เพียงมดตัวจ้อยไร้พร์ ร่างอันไร้โชคชะตา กับดวงิญญาบริสุทธิ์ดวงหนึ่งเท่านั้น” เสียงที่ไร้การแยแสดังขึ้น หากแต่เข้มแข็งกว่า ไร้แววนุ่มนวล แต่อย่างไรก็ยังเป็บุรุษ นี่สามารถยืนยันว่าเพศของทั้งสองบนตู้โดยสารแห่งนี้ ล้วนแต่เป็บุรุษเพศ
“เช่นนั้นเหตุใดท่านช่วยนาง” เสียงกังวานเอ่ยถามอีกครั้ง
“สมเพช” คำๆเดียวคล้ายตอบคำถามจนกระจ่างแจ้ง ทั้งสองเพียงนั่งกันอยู่เงียบๆ ก่อนจะพูดคุยกันด้วยเสียงที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจอีกครั้ง
ด้านล่างบนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหลุมศพ สุสานศพไร้ญาติซึ่งไม่เคยอยู่เป็สุข ไม่ว่ามองไปด้านใดล้วนพบเจอแต่ร่องรอยของสัตว์ร้าย ที่เข้ามารบกวน
มีโลงศพวางอยู่โลงหนึ่ง ดูแล้วเป็ของสดใหม่ สัตว์ร้ายพุ่งเข้าใส่อย่างกระหาย ผู้ที่อยู่ในโลงศพไม่รู้อะไรสักนิด นั่นเพราะนางกำลังหลับไหลอยู่
เพียงแสงสีดำวูบหนึ่งพุ่งลงมาอย่างเงียบเชียบ สัตว์ร้ายก็วิ่งหนีราวกับหวาดกลัวสุดชีวิต รอบด้านเงียบลงอีกครั้ง พร้อมกันนั้น ฝาโลงศพที่ปิดสนิท ตอนนี้แง้มออกเล็กน้อย
อ้ายเชียนไม่ได้รู้เลยว่า เพียงคำว่า ‘สมเพช’ของผู้ยิ่งใหญ่ จะทำให้นางรอดพ้นจากความตาย ไม่ว่าจะจากสัตว์ร้าย หรือจากการขาดอากาศหายใจได้อย่างหวุดหวิด
แสงอาทิตย์ค่อยๆลัดขอบฟ้าขึ้นมา บ่งบอกว่าเป็เช้าวันใหม่แล้ว นกน้อยบินร่อนลงมาจากรัง ก่อนจะเกาะอยู่บริเวณรูเล็กๆที่เปิดออกของโลงศพ
เมื่อมันบินออกไป จึงเผยให้เห็นว่าในช่องรูนั้นมีโฉมงามผู้หนึ่งหลับไหลอยู่ เพียงแต่...ยังเด็กนัก
ที่น่าแปลกคือรอบกายของนาง มีเมือกสีดำปรากฎเกาะอยู่เต็มพื้นของโลงศพ ถึงกระนั้นเ้าตัวกลับดูเหมือนหลับไหลไปเท่านั้น
ไม่นานแสงอาทิตย์ก็ส่องผ่านรูที่เปิดออก ทำให้ดวงตาของนางขยับยุกยิก แพขนตาหนาราวกับผีเสื้อที่กำลังขยับปีกเบาๆ ก่อนที่จะเปิดออกในที่สุด เผยให้เห็นดวงตาสีขาวซีด ไร้ซึ่งตาดำ
นี่น่าแปลกมาก เพราะนางยังมองเห็นรอบด้านได้ชัดเจน อ้ายเชียนที่ฟื้นขึ้นมาแปลกใจอย่างมาก จำได้ว่าตนเองโดนวางยาจนตาเสียไปแล้วนี่นา
นางมองแสงแดดอบอุ่นที่ตกกระทบดวงตา มองท้องฟ้าสีฟ้าที่ถูกร่มไม้บดบังอยู่ตรงหน้า มองเห็นนกหลายกลุ่มบินผ่านไปมา ก่อนที่จะรู้สึกถึงความร้อนของข้อมือ
หญิงสาวไม่ได้ยุกยิกตัว แต่ยกข้อมือขวาที่รู้สึกร้อนขึ้นมามอง เห็นว่านี่เป็ข้อมือสีขาวนวลมองแล้วเปราะบาง ไม่เหมือนกับสภาพคุณหนูผู้ถูกทิ้งเลย
เมือกสีดำที่ติดอยู่ที่แขนทำให้อ้ายเชียนสนใจมากกว่าเสียอีก นางเอาเข้ามาชิดจมูกก่อนจะดมมันแล้วอยากจะอ้วก เมื่อสติรับรู้กลับมา ความรู้สึกคลื่นไส้ก็ถาโถม กลิ่นเหม็นเกินเยียวยาทำให้นางยกมือขึ้นผลักฝาโรงเปิดออก
ด้วยแรงของเด็กเล็กๆมีหรือมันจะขยับ หญิงสาวคิดไม่ตก...นึกสาปแช่งตระกูลโจว ขนาดจะเอานางมาทิ้งยังปิดทางหนีทั้งหมด กระทั่งโลงศพก็พังได้ไม่ง่าย
นางยกเท้าขึ้นถีบขอบฝาโรงที่อยู่ตรงรูเล็กๆนั่น ก่อนจะออกแรงอย่างยากลำบาก ท่าทางราวกับนักยิมนาสติกระดับชาติมาเองเลยทีเดียว
ความรู้สึกตัวอ่อนกว่าปกตินี้ นางยังไม่ค้นพบและไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะตอนนี้คิดเพียงแต่อยากออกไปจากกล่องเหม็นๆนี่เท่านั้น
ไม่นานฝาโรงก็ขยับเขยื้อน ยิ่งเปิดออกมากก็ยิ่งสามารถดันออกได้ง่ายขึ้น น้ำหนักถูกทุ่มไปที่ขาทั้งสองออกแรงจนหน้าแดง สุดท้ายฝาโลงก็เปิดออกกว้างพอ
หญิงสาวไม่รอช้าพุ่งออกมาจากโลงศพ จากนั้นสิ่งที่อยู่ในท้องก็ถูกสำรอกออกมา แน่นอนว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำย่อยเหม็นเปรี้ยว
อ้ายเชียนมองซ้ายมองขวาอย่างแปลกตา นางใช้มือจับหน้าตัวเองอีกครั้ง
‘ข้าไม่ได้ตาบอดจริงๆ แผลหายแล้วจริงๆ เกิดอะไรขึ้น’
นางจำได้ว่า คุณหนูโจวผู้นี้ถูกทำลายโฉมพร้อมความสามารถในการมองเห็นไปแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างเหมือนกลับเป็ปกติ แต่นางไม่ได้มองเห็นดวงตาที่ไร้ม่านตาดำของตัวเองสักนิด
‘ใจเย็นๆก่อนเ้านาย’
“เ้าเป็ใคร” เมื่ออ้ายเชียนตอบ ข้อมือของนางก็ไร้ความรู้สึกร้อน แต่รู้สึกเหมือนใต้ชั้นิัมีการเคลื่อนไหวเล็กๆ ทำให้นางรู้สึกเหมือนตัวเองโดนหนอนไชอยู่ในกายก็ไม่ปาน จนอดขนลุกขึ้นมาไม่ได้
“น่ากลัวเกินไปแล้ว หยุดขยับนะ” อ้ายเชียนก่นด่าเสียงดัง
‘ข้าเพียงดีใจ’ เสียงเด็กเล็กดังขึ้นข้างหู อ้ายเชียนที่คุ้นเคยกับเื่แปลกๆพวกนี้ดี ไม่แปลกใจอีกแล้ว เป็อย่างที่คิดจริงๆ มีบางสิ่งทำให้ร่างกายนางเกิดการเปลี่ยนแปลง และมันอยู่ในข้อมือนาง
“เ้าเป็ตัวอะไร” ตอนนี้อ้ายเชียนดั่งแมลงวันไร้หัว ไร้สิ่งใดพึ่งพา นางไม่รู้เื่ของโลกใบนี้มากไปกว่าเื่ราวในเมืองที่ตระกูลโจวอาศัยอยู่
สิ่งแรกที่ต้องรู้แน่นอนก็คือความเป็มาของสิ่งที่อยู่ในร่างกาย สิ่งต่อไปคือความเป็ไปของโลกใบนี้
‘ข้าคือผู้ดูแลมรดก’ คำตอบแบบถามคำ ตอบคำนี้ ทำเอาอ้ายเชียนรู้สึกปวดหัว
“ช่วยขยายความได้หรือไม่”
‘เ้านาย้าให้ข้าอธิบายเกี่ยวกับอะไร’
อ้ายเชียนหยุดนิ่ง นางรู้สึกเหมือนว่าผู้ดูแลมรดกอะไรนี่ คล้ายๆกับระบบAiของบ้านนาง ที่ปกติจะให้ทำอะไรก็ต้องป้อนคำสั่งที่ถูกต้อง
ข้อสันนิษฐานหนึ่งของนาง คือทุกคนที่ข้ามมิติมาโลกอื่น มักจะต้องมีตัวช่วยใช่หรือไม่? เมื่อคิดแล้วนางก็อดถามเสียงในหัวไปไม่ได้
“เ้าเป็ตัวอะไร สามารถทำอะไรได้บ้าง มรดกที่ว่าคืออะไร ข้าต้องทำอะไรต่อไป” อ้ายเชียนยิงคำถาม ทำให้เสียงในหัวนั่นเงียบไป ก่อนที่เสียงหัวเราะใสๆจะดังขึ้น
อ้ายเชียนแปลกใจมาก เพราะAiไม่สามารถหัวเราะ และทำเสียงหยอกล้อได้ นางค่อยๆปล่อยใจ เพื่อจะได้รับข้อมูลของโลกใบนี้ได้อย่างเต็มที่
เมื่อโผล่มาแล้ว สิ่งเดียวที่ต้องทำคือต้องอยู่ให้รอด ทางที่จะอยู่รอดได้ ก็ต้องทำตัวเป็แก้วเปล่าที่เติมไม่เต็ม มีแต่ดูดซึมไม่มีปล่อยออก
ก่อนที่นางจะคิดมากกว่านี้ เสียงเล็กใสนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
‘จิตแห่งอาวุธก็เหมือนกับิญญาของมนุษย์ ล้วนแต่เป็ดวงจิต ส่วนถามว่าข้าทำอะไรได้บ้าง เ้านายก็ต้องเข้ามาดูเอง’
เสียงเล็กๆนั้นยังไม่พอแค่นั้น ไม่เปิดโอกาสให้นางถามมันก็พูดขึ้นมาต่อ