หลังจากที่เข้ามาถึงในจวนฉันก็ไม่รอช้ารีบตรงไปที่ห้องของคุณหนูใหญ่ของจวนสกุลจางทันที พอเข้ามาฉันก็พบว่าคนใช้พวกเขาต่างกำลังจัดผ้าสีแดงประดับตกแต่งห้องของลู่จิ่วกันอยู่ และเหมือนว่าเธอจะรับรู้การมาถึงของฉันเจ้าตัวจึงสั่งให้ทุกคนหยุดออกไปพักกันที่ข้างนอกก่อน เหลือเพียงเสี่ยวฮวาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชามุมห้อง พอฉันเดินเข้าไปใกล้ ๆ เธอก็พบว่าตอนนี้หน้าของเธอรอยช้ำลดลงมาบ้างแล้ว ถ้ามีเครื่องสำอางปกปิดรอยดี ๆ สักชิ้นก็สามารถปกปิดให้เนียนได้
“เชิญแม่นางที่โต๊ะน้ำชาก่อนเจ้าค่ะ” ลู่จิ่วบอกฉัน
“เจ้ามานั่งเรียบร้อยแล้วเจ้ารีบมานั่งเถอะ วันนี้ข้ามีเวลาไม่มากนัก เพราะมีเรื่องต้องไปทำต่อ” ฉันบอกกับเธอที่ยืนอยู่กลางห้องหันหน้าไปทางประตูทางเข้าเอ่ยเชิญฉันมานั่งโต๊ะที่มีเสี่ยวฮวานั่งอยู่ก่อนหน้า
“คุณหนูท่านคุยกับใครหรือเจ้าคะ ข้ายังไม่เห็นมีผู้ใดเลยเดินเข้ามาเลย” เสี่ยวฮวาที่นั่งอยู่ถามขึ้น
“ท่านผู้มีพระคุณกับข้า” ลู่จิ่วตอบขึ้นก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะตรงเก้าอี้ตัวเดียวกันกับฉันช่างเลือกได้ถูกตัวจริง ๆ เลย ฉันจึงลุกออกไปนั่งเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ ตอนนี้บนโต๊ะมีสองคนกับหนึ่งดวงวิญญาณกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาฉันจึงเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้เธอฟัง และลู่จิ่วก็ทำหน้าที่สื่อกลางระหว่างฉันกับเสี่ยวฮวาด้วย ตอนแรกที่เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับฉันเจ้าตัวก็มีสีหน้าตกใจปนดีใจแปลก ๆ แต่พอได้ฟังเหตุผลของเธอฉันก็ถึงเข้าใจได้กับท่าทางของเธอ และฉันก็รู้สึกเห็นด้วยกับเธอว่าลู่จิ่วเธอใช้ชีวิตในกรอบเกินไปทำให้การใช้ชีวิตในแต่ล่ะวันไม่มีอะไรน่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างก็คงจะจบลงแล้วเพราะตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว ฉันเป็นแค่ดวงวิญญาณเท่านั้นถึงแม้ทั้งสองคนจะให้อภัยฉันแล้วพร้อมเป็นเพื่อนกับฉัน
หลังจากที่ฉันคุยกับพวกเธอเสร็จฉันก็ขอตัวลา เมื่อเดินออกมาถึงหน้าจวนก็พบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังยืนเงยหน้ามองหมู่ดาวที่ทอแสงระยิบระยับบนท้องนภาในยามราตรี ดวงตาของเขาฉายแววสุขปนเศร้าในคราเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
“รอข้านานไหม” ฉันเอ่ยถามเขาเมื่อเดินมาหยุดยืนข้าง ๆ เขา
“สำคัญตัวเกินไปหรือเปล่ายัยผีหลงทาง” เขาพูดขึ้นก่อนจะเดินนำหน้าฉันไปที่เมืองราตรีนิรันดร์
“ข้าขอถามหน่อยสิ เราเดินทางมาด้วยกันก็เกือบครึ่งค่อนวันข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย ข้าลู่จิ่วแล้วเจ้าล่ะ”
“ข้าซืออี้” เขาตอบเสียงนิ่ง
“เช่นนั้นตอนนี้เราถือว่ารู้จักกันแล้ว ไหน ๆ เราก็มาด้วยกันแล้วถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปซื่ออี้เจ้าพาข้าไปที่คลังกลางได้หรือไม่" ฉันบอกความต้องการกับเขาไป ถ้าให้ฉันไปหาเฟิ่งไป๋ที่ร้านตัดชุดหูเทียนจินของผู้เฒ่าหูก็เหมือนจะเป็นการรบกวนเวลาทำงานของเธอ เกินไป ในเมื่อมากับซืออี้แล้วก็ขอรบกวนในจบทีเดียวไปเลย
“เจ้าจะไปที่นั่นทำไม”
“ข้าก็จะไปเช็กว่าที่โลกนี้ข้าจะมีเงินใช้หรือเปล่านะสิ” ฉันตอบเขาเสียงแผ่ว เพราะเมื่อก้าวเข้ามาในเขตเมืองราตรีนิรันดร์ท้องของฉันก็ปวดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียดื้อ ๆ ก่อนจะรู้สึกหน้ามืดและไม่รับรู้อะไรอีกเลย
ณ ร้านน้ำชาคงชุนที่เหล่าผู้หลงทางมักมารวมตัวพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อที่จะทำให้ทุกคนสามารถกลับไปยังโลกของตัวเองได้อีกครั้ง ตอนนี้เถ้าแก่ของร้านน้ำชากำลังเช็ดตัวให้แขกคนพิเศษของร้านมาเยือนทันทีแต่เธอดันมาในสภาพที่น่าเวทนานัก ด้วยพอเข้าใจสถานการณ์ของเธอดีเพราะเมื่อคราที่ตัวเองมาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ก็เป็นเช่นนี้
“ท่านแม่นามเป็นอะไรหรือไม่” เด็กหนุ่มถามผู้เป็นมารดาด้วยความเป็นห่วง เพราะที่เขาออกไปนอกร้านวันนี้ก็เพราะผู้ที่เขานับถือเป็นดังมารดาให้ออกไปตามหาเธอที่เป็นวิญญาณหลงทางเช่นพวกเขาให้มาพบที่ร้าน
“นางคงหิวจัดและคงเหนื่อย เจ้าพานางไปทำอะไรมา” หญิงสูงวัยเจ้าของร้านถามขึ้น
“ข้าเปล่าพานางไปทำอะไรมานะ จริงด้วยเมื่อหัวค่ำข้าเหวี่ยงนางพลาดไปเข้าในร่างของลูกหมูในตลาดในเมืองผิงอัน กว่าพวกเราจะหนีรอดออกมาได้เธอก็คงเหนื่อยแต่นางก็ไม่แสดงทีท่าอะไรออกมาเลยนะขอรับ”
“เช่นนั้นเจ้าจะบอกว่าด้านนอกความรู้สึกต่าง ๆ ไม่มีผลกับนางใช่หรือไม่”
“เห็นจะเป็นเช่นนั้นขอรับ แต่พอพวกเราก้าวผ่านประตูเมืองเข้ามานางก็สลบไปเลย”
“หรือว่านาง….” หญิงสูงวัยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีหลังจากที่ได้ฟังอาการที่ชายหนุ่มบอกกับนาง “เจ้าได้พานางไปที่คลังกลางหรือยัง”
“ยังเลยขอรับ ตอนแรกข้าก็ว่าจะพานางแวะไปที่นั่นก่อน แต่…ก็อย่างที่ทันเห็นข้าจึงตัดสินใจพานามมาที่นี่ก่อน หลังจากนางฟื้นข้าถึงจะพาไปขอรับ”
“เอาตามที่เจ้าว่าก็ได้ เจ้าช่วยไปดูที่ครัวให้หน่อยว่าพวกเขาทำอาหารเสร็จหรือยัง ถ้าเสร็จแล้วให้ยกเขามาที่นี่เลย คาดว่าอีกไม่นานนางก็คงจะฟื้นแล้ว”
“ขอรับ” พูดจบซืออี้ก็เดินออกจากห้องไปที่ห้องครัวตามที่มารดาบอกกับเขา
หลังจากที่ซืออี้หายออกไปได้สักพักหญิงสาวที่นอนหมดสติบนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พอรู้สึกตัวได้ไม่นานอาการปวดท้องก็วิ่งเข้ามาเล่นงานเธอทันที ทำให้เธอรีบนำมือขึ้นมากุมท้องตัวเองเพื่อหวังให้คลายความปวดลง
“เจ้าฟื้นแล้ว คงหิวมากสินะ เจ้าดื่มน้ำนี้ก่อนนะมันจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องของเจ้าได้ อีกไม่นานซืออี้คงนำอาหารมาให้เจ้า ถ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วก็รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ” พอหญิงสูงวัยพูดจบก็ยื่นชุดให้กับเธอ
“ของคุณเจ้าค่ะ”
“รีบจัดการตัวเองเถอะ” พูดจบเธอก็เดินออกไปจากห้องทันที
ครั้นฉันดื่มน้ำที่คุณป้าคนนั้นนำมาให้ฉัน ตอนนี้ก็ให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อกี้ที่ทรมานฉันนึกว่ากระเพาะของฉันจะทะลุหรือเปล่า ผลอาจจะมาจากที่ฉันไม่ได้ทานอาหารก่อนออกไปข้างนอกก็เป็นได้ เพราะตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าต้องไปให้ทันก่อนที่ประตูเมืองจะปิดทำให้ความหิวหายไป แต่จะว่าไปตอนที่อยู่ข้างนอกฉันทำไม่ไม่ได้รู้สึกหิวเลย แต่พอก้าวเท้ากลับเข้ามาในเมืองนี้ความหิวกลับเข้าเล่นงานฉันอย่างหนักเลย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นพอดีกับที่ฉันเปลี่ยนชุดเสร็จพอดี ฉันจึงเดินไปเปิดประตูให้คนข้างนอกเข้ามา
“อ้าวซืออี้เองเหรอ เข้ามาก่อนสิ”
“ข้าไม่เข้าไปหรอ นี่รับไป” เด็กหนุ่มพูดพลางยัดถาดอาหารใส่ในมือของฉันอย่างรีบร้อย “อ่อ ข้าลืมบอกเจ้าไปเรื่องหนึ่ง ถ้าทานเสร็จแล้วลงไปหาข้าข้างล่างนะ ข้าจะพาเจ้าไปที่คลังกลาง” พูดจบเขาก็เดินออกไปทันทีโดยไม่สนใจว่าฉันจะตอบเขาไปว่าอย่างไรเลย
พอฉันทานอาหารเสร็จฉันจึงยกถาดอาหารลงมาข้างล่าง โชคดีที่ขณะกำลังยืนงงกับตัวเองอยู่ว่าจะนำถาดนี้ไปเก็บที่ไหนก็มีเด็กสาววัยสิบหก สิบเจ็ดปีเดินเข้ามาอาสานำไปเก็บที่ให้ ฉันจึงเดินออกไปด้านนอกก็พบว่าซืออี้กำลังนั่งรอฉันอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านพร้อมกับคุณป้าคนที่นำชุดไปให้กับเธอก่อนหน้ากำลังนั่งหน้าเครียดเหมือนคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“ยืนบื้ออยู่ทำไมตรงนั้น หารเสร็จแล้วก็เดินออกมาได้แล้ว” คุณป้าว่าให้ฉันที่ยืนลังเลอยู่ว่าควรออกไปดีไหม
“ขอโทษค่ะ" ฉันเอ่ยขอโทษออกไป
“ช่างเถอะ ซืออี้เจ้ารีบพานางไปเถอะเสร็จแล้วก็อย่าพากันไปเถลไถลที่ไหนล่ะ ให้ตรงกลับมาที่นี่ทันที”
"รับทราบขอรับ…ไปกันเถอะ"
“ที่ร้านเมื่อครู่คือร้านอะไรเหรอ” หลังจากที่เราเดินออกมาได้สักพัก
“ร้านน้ำชาคงชุน” ซืออี้เขาตอบฉันเสียงนิ่ง เช่นนั้นก็แสดงว่าฉันไม่ต้องตามหาให้ยากแล้วสินะ…ดีจริง