ในขณะที่ศิลากำลังเดินขึ้นภูเขาที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นาๆพันธ์ท่ามกลางความเงียบสงบจนน่าใจหายจากนั้นก็มีการติดต่อมาจากเพิร์จมือขวาของเขาชายหนุ่มจึงรีบรับทันที
“ว่าไงเพิร์จ? ศิลาเอ่ยถามทันทีในขณะที่กำลังเดินขึ้นเขาโดยมีฟ้าครามซุนหงอคงสัมพาทีสดายุคอยระวังรอบตัวอย่างไม่ลดละ
“เราได้รับสารเชิญเข้าร่วมสภาโต๊ะกลมจากสี่จตุรเทพที่ครอบครองเมืองแกรนด์วาสอยู่ ซึ่งใจความคร่าวๆก็เกี่ยวกับการหาลือถึงเรื่องสัตว์อสูรที่เพิ่มมากผิดปกติแล้วก็หอคอย
โทไพรออนที่จะมีขึ้นหลังจาก อัพเเพทช์นายคิดว่าไง” เพิร์จอธิบายทันทีซึ่งศิลาที่ได้ยินก็ใช้ความคิดอยู่ชั่วคู่ก่อนจะถามต่อ
“แล้วสารนั่นส่งเชิญแต่ทางเราหรือเปล่า”
“เปล่าเห็นว่าส่งเชิญไปยังเมืองต่างๆกิลด์สมาพันธ์เชิญผู้นำมาประชุมเห็นว่าไม่อยากจะให้ปะทะกันเพราะชิงสิทธิ์การเข้าพิชิตหอคอยกันการสูญเสียการตายที่เปล่าประโยชน์เพราะช่วงนี้สัตว์อสูรแข็งแกร่งขึ้นจนผิดสังเกตุ” เพิร์จอธิบายต่อ
“แล้วแบบนี้ถ้าหากความเห็นไม่ลงรอยกันไม่ฆ่ากันตายหรือไง”
“เห็นว่าทางนั้นเช่าตึกของระบบที่ทำให้ไม่สามารถลงมือฆ่ากันได้ไว้แล้วฉันคิดว่าเป็นโอกาสดีนะคนของเราจะได้ไม่ต้องปะทะกับผู้เล่นด้วยกันเองแถมสิทธิ์การต่อลองเราก็ได้เปรียบเพราะเราชนะสงครามมีสองเมืองที่ก่อตั้งแล้ว”
“งั้นเอาตามนั้นนายตัดสินใจได้เลยแต่ระวังตัวด้วยล่ะเห็นท่าไม่ดีหรืออะไรที่เราเสียเปรียบนายจัดการตามใจชอบได้เลย” ศิลาตอบก่อนที่ทั้งสองจะตัดการติดต่อกันไป
เนื่องจากมีประกาศข้อมูลการอัพ
แพทช์ใหม่ออกมาแล้วแถมยังบอกไปถึงข้อมูลสัตว์อสูรในหอคอย
โทไพรออนให้ผู้เล่นได้รู้และมันเป็นสัตว์อสูรระดับตำนานซึ่งยังไม่เคยมีการปรากฎตัวมาก่อนทำให้เป็นข่าวใหญ่รวมถึงเกมนี้ก็มีข้อจำกัดเรื่องการตายจึงทำให้เกิดความคิดที่ไม่อยากจะเสียกำลังคนไปกับการปะทะแย่งสิทธิ์เข้ายึดครองหอคอยจึงเกิดสภาโต๊ะกลมขึ้นโดยสี่จตุรเทพผู้เล่นสายอาชีพนักเวทมนต์ สายนักดาบเวทย์ สายนักบวช สายนักรบ กำลังพลในสังกัดของพวกเขามีอยู่ที่ราวๆสองล้านกว่าคนซึ่งอันที่จริงคนพวกนี้ก็ไม่มีข้อมูลปรากฎว่าเข้าร่วมสงครามโลกเนื่องจากพวกเขาออฟไลน์พร้อมกัน
ซึ่งเพิร์จและพี่น้องสุราผิดสังเกตุในข้อนี้จะว่าบังเอิญก็ไม่มีทางคนสองล้านกว่าคนทั้งกิลด์สมาพันธ์จะ
ออฟไลน์ออกจากเกมพร้อมกันมันไม่มีทางเป็นไปได้เว้นเสียแต่พวกเขาทำงานเป็นทีมมีเครือข่ายในโลกจริงหรืออาจจะมีสังกัดค่ายเกม
ส่วนทางด้านศิลาเองก็กำลังมุ่งหน้าขึ้นเขาไปเลื่อยๆยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไหร่อากาศที่ใช้ในการหายใจยิ่งรู้สึกว่ามันเบาบางลงเลื่อยๆจนแทบจะรู้สึกอึดอัดเข้าไปทุกทีซ้ำอากาศก็ยิ่งหนาวเย็นขึ้นเลื่อยๆหมอกสีขาวเริ่มหนาตาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดต้นไม้รอบตัวก็ยิ่งใหญ่สูงขึ้น
“ฟ้ากลับเข้ามาก่อน”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกลับหญิงสาวข้างกายเพราะว่าอากาศที่ใช้หายใจมันเบาบางจนเกินไปคล้ายกับว่าเขากำลังติดอยู่ในพื้นที่แคบขาดอากาศหายใจเข้าไปทุกทีแสดงถึงความสูงของยอดเขาที่ยิ่งสูงจากพื้นโลกเท่าไหร่อากาศยิ่งเบาบางร่างกายเริ่มหนักเนื่องจากต้องต้านทานกับแรงโน้มถ่วงแรงดึงดูดของโลกทว่าวินาทีนั้นเอง
ครืนนน!!
เสียงดังสนั่นพลันเกิดขึ้นทั่วทิศทางพร้อมกับพื้นที่พวกเขายืนเบื้องร่างกลายเป็นทะเลโคลนคล้ายกับน้ำป่าไหลหลากแต่มันผิดกันตรงที่พวกเขาเจอคือพื้นดินมันไหลยังกับน้ำไหลลงไปตีนเขาพัดพาต้นไม้น้อยใหญ่กวาดพินาศล้มเกลื่อนกราด
ฟุบ!
ชายหนุ่มรีบลอยตัวทันทีพร้อมกับสามพี่น้องที่หายกลับเข้าไปในที่สถิตเพื่อออมแรงเอาไว้เตรียมรับศึกซึ่งฟ้าครามได้กลับเข้าไปก่อนหน้านั้นแล้วศิลาจ้องมองพื้นเบื้องล่างดูทะเลโคลนไหลไปตีนเขาพัดเอาต้นไม้น้อยใหญ่ไหลลงไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงครืนดังสนั่นและหมอกสีขาวค่อยๆลงหนาตาขึ้นเลื่อยๆ
ครืนน! ครืนน!
วินาทีต่อมาปรากฎเสาร์หินขึ้นทั่วทิศทางสูงถึงชั้นหมอกสีดำเสาร์หินสีน้ำตาลและสีอื่นๆเมื่อมองดูดีๆมันก็คือผลึกธาตุขึ้นเรียงรายคล้ายกับเขาวงกตปิดกั้นเขาทั่วบริเวณราวกับจะต้อนให้เขาบินเหาะเข้าไปในหมอกสีดำเพื่อให้หลุดรอดจากทางเขาวงกตนี้
ตูมม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมประกายเพลิงศิลาใช้พลังปราณถึงขีดสุดยิงลำแสงทำลายเสาร์ผลึกธาตุหลากสีตามแต่ละธาตุอย่างบ้าคลั่งทว่ามันกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใดไม่มีแม้กระทั่งลอยขีดข่วนสร้างความแปลกใจให้กับเขาเป็นอย่างมากเพราะอันที่จริงผลึกธาตุผลึกเวทมนต์นั้นแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะทำลายไม่ได้แต่นี่มันถึงกับไร้ลอยขีดข่วนซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้
“เนตรมาร” ศิลากวาดสายตามองไปยังเสาร์ผลึกธาตุทุกต้นพบว่ามันมีพลังปราณสีทองคุมอยู่ทุกต้นแถมพลังปราณที่ปกคลุมเสาร์ผลึกธาตุนั้นยังดูแข็งแกร่งกว่าปราณสะบั่นเมลัยของเขาด้วยซ้ำไม่งั้นมันคงไม่หักล้างพลังปราณเขาจนสิ้นแบบนี้
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆเขาก็พบเข้ากลับบุรุษวัยกลางคนหน้าตาหลอเหล่าผิวกายสีม่วงดวงตาแบบฉบับของมังกรชาติแต่งกายด้วยชุดเกราะหนังมังกรสีม้วงลายของเกราะเป็นเส้นสีขาวคล้ายกระดูดตัดผ่านตามส่วนของร่างกายข้างเอวคือดาบรูปทรงคล้ายกรงเขี้ยวมังกรผมสีม้วงยาวถึงกลางหลังนัยน์ตาสงบนิ่งถึงขีดสุดทั่วร่างอาบไปด้วยพลังปราณสีม้วงศิลารู้สึกคุ้นเคยกับพลังแบบนี้ยิ่งนักมันเป็นสิ่งที่เขาเคยเจอมาก่อน
“เทพเจ้าอสูรมังกรไวเวิร์นกระดูก
ราทระดับ230” ชายหนุ่มพลันกระจ่างที่แท้มันคือพ่อของไวเวิร์นกระดูก
ราชาสัตว์อสูรตัวที่สองที่เขาสังหารบนเกาะเริ่มต้นซึ่งมันเคยพูดทิ้งท้ายไว้ตอนที่เขาสังหารมันว่าพ่อและแม่ของมันจะต้องตามมาล้างแค้นให้อย่างแน่นอน
สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของมันที่สูงสองเมตรรูปร่างสมส่วนมือมีเล็บงามใบหน้าเรียบหล่อปนอมทุกและเศร้าหมองใบหน้าของมันราวกับกำลังบอกเล่าความเจ็บปวดทังปวงแฝงอาลัยแฝงความคนึงหา
ที่สำคัญที่สุดเลยคือมันอยู่ห่างจากเขาไปเพียงสิบเมตรแถมยังลอยตัวกลางอากาศแผ่พลังปราณแต่เขากลับสัมผัสถึงการคงอยู่การมาของมันไม่สักนิดไม่ใช่แค่เขาสามพี่น้องเองก็เช่นกันมันอยู่มาก่อนแล้วหรือว่ามันพึ่งจะมานั่นคือสิ่งที่เขาคิดหากมันพึ่งจะมาถึงแต่กลับปกปิดการมีตัวตนได้นั่นแสดงถึงฝีมืออันสูงส่งของมัน
“น่ายินดียิ่งนักในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึงบุรุษผู้สังหารเวตารบุตรแห่งข้า” มันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพร้อมกับฉีกยิ้มขึ้นที่มุมปากนัยน์ตาฉายแววดุจประกายไฟ
“ท่านคงมาล้างแค้นสินะอันที่จริงข้าเองก็ไม่อยากจะสังหารลูกของท่านถ้าเลือกได้ข้าอยากจะเป็นสหายกับลูกท่านเสียด้วยซ้ำลูกของท่านเรียกได้ว่าเป็นครูคนแรกที่สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับผม” ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจซึ่งเขาพูดออกมาจากใจทุกคำไม่มีการเสแสร้งเวตารสัตว์อสูรระดับราชาที่เขาสู้ด้วยบนเกาะเริ่มต้นนั้นทำให้เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างมากเรียกได้ว่าเป็นจุดแรก ก้าวแรกที่ทำให้เขามีวันนี้ก็ว่าได้รวมถึงนิสัยของมันก็ถูกใจเขาหากตอนนั้นเขามีเวทมนต์พันธสัญญาหรือเวทมนต์สัตว์อัญเชิญเขาคงจับมันทำสัญญาไปนานแล้ว
“ขอบใจในความเคารพของท่านที่มีต่อลูกชายข้าเพราะงั้นข้าจะลงมืออย่างไร้การปรานีนี่ถือเป็นการดวลที่เท่าเทียม” มันพูดพร้อมกับปรากฎโดมสีม้วงใสรัศมีสามกิโลเมตรเช่นเดียวกับทางศิลาเองก็เลือกที่จะใช้เขตแดนของตนเองห้วงเวลาแห่งศิลาออกมาทันทีอย่างไม่ลังเลเพื่อแสดงถึงความเคารพอีกฝ่ายรวมถึงให้เกียรติ์แด่
เวตารผู้ร้วงลับที่เป็นทั้งครูและศัตรู
“ท่านฆ่าผมท่านไม่ผิดผมฆ่าท่านผมไม่ผิด” ศิลากล่าวออกมาเสียงเรียบก่อนจะชักร่ำไห้และโหยหาออกมา
กระชับไว้ในมือทั้งสอง
“มันจะเป็นการต่อสู้แห่งศีกดิ์ศรีและทรงเกียรติ์ไม่ใช่การล้างแค้นไม่ใช่การเข่นฆ่าเพื่อสนุกแต่เพื่อก้าวต่อไปของชีวิต” มันเองก็ตอบรับพร้อมชักดาบสีขาวรูปร่างคล้ายกับเขี้ยวของมังกรยาวเมตรกว่า
ฟิ้วววว
ร่างของราทพุ่งแหวกอากาศจนเกิดคลื่นหมุนวนส่งเสียงหวีดหวิวเข้าใส่ศิลาด้วยความเร็วถึงขีดสุดวินาทีต่อมาร่างของมันก็หายไปจากสายตาของชายหนุ่มอย่างพิศดาร
ฟ้าววว!!
เสียงคมดาบดังแผ่อากาศขึ้นข้างหูด้านซ้ายพร้อมกับภาพอนาคตวิ่งเข้ามาในหัว ยามกระทันหันเขารีบเอนหัวพร้อมกับเบนตัวหลบในทันที
ฟึ้บบ!
เสียงคมดาบผ่าอากาศผ่านหูเขาไปอย่างฉิวเฉียดตัดเส้นผมของชายหนุ่มขาดออกไปหลายเส้นวินาทีต่อมาเท้าขวาของมันห่อหุ้มด้วยปราณสีม้วงเตะผ่าอากาศใส่ศิลาอย่างดุร้ายส่งเสียงดังกระหึ่มอย่างน่าสะพรึงกลัวฝ่ายศิลาเองก็รีบใช้เท้าซ้ายห่อหุ้มพลังปราณสะบั่นเมลัยสีม้วงเตะเข้าปะทะซึ่งๆหน้า
เปรี้ยงงงง ตูมมม
ยามเมื่อเท้าทั้งสองปะทะกันก่อให้เกิดขุมพลังปราณสีม้วงแตกระเบิดในอากาศจนเกิดเสียงระเบิดสะนั่นฟ้าแสงสีม้วงสาดกระจายไปทั่วบริเวณทำเอาพื้นโคลนเบื้องร้างแตกกระจายเป็นวงกว้างสระเกล็ดโคลนสีดำลอยกระจุยกระจายไปทั่วบริเวณเศษซากต้นไม้ลอยเคว้งไปไกลถึงสามสิบเมตรแสดงถึงพลังทำลายจากการปะทะกันของทั้งสองเป็นอย่างดี
ทั้งสองพลันถอยกระเด็นห่างจากกันศิลาหมายคิดจะร่ายเวทมนต์ทว่าเขาก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าเขาไม่สามารถดึงพลังเวทย์มาใช้ได้ทำให้เขาทราบทันทีว่าเขตแดนของราทผนึกการใช้เวทมนต์
เมื่อเห็นว่าตนเองใช้เวทมนต์ไม่ได้เขาจึงเปลี่ยนเป็นรีบดีดเท้าพุ่งเข้าหาราททันทีพร้อมกับหมุนตัวฟันร่ำไห้จากบนลงร่างก่อนจะตามด้วยโหยหาคล้ายกับลูกข่างที่หมุนในแนวนอน
เช้ง เช้ง เช้ง เช้ง
ศิลายังคงกระโดดหมุนตัวฟันร่ำไห้และโหยหาออกอย่างต่อเนื่อง
ฟ้าววว!
วินาทีต่อมาเขาพลันต้องรีบปรายสายตาไปทางขวาก็เห็นเส้นสายสีม้วงคล้ายกับหางกำลังฟาดแผ่อากาศเข้าโจมตีเขาด้วยความเร็วสูงหางนั้นเขาไม่ต้องใช้เนตรมารมองก็รู้ว่าคงแฝงสำนึกปราณมาด้วยอย่างแน่นอน
หมับ หมับ! เปรี้ยง อ๊าก
ศิลาที่คิดจะหลบกลับถูกมือทั้งสองของมันจบเอาไว้ก่อนจะถูกหางนั้นฟาดเขาที่หัวอย่างจังเกิดเสียงคล้ายกับฟ้าผ่าดังสนั่นคลื่นอัดอากาศแตกระเบิดพร้อมกับพลังปราณแตะกระจุยกระจาย
ฟิ้วววว ตูมมม
ร่างของศิลาพุ่งตกลงสู่เบื้องร่างคล้ายกับดาวตกพ้นเลือดสีแดงฉานออกมาเป็นสายตามทางเลือดสีแดงสดไหลรินออกจากศรีษะผ่านดวงตาขวาก่อนที่ร่างของเขาจะตกลงกองทะเลโคลนที่กำลังไหลหลากอย่างบ้าคลั่งจนเกิดระเบิดสั่นสะเทือนไปทั้งขุนเขาโคลนดินแตกกระจายลอยพุ่งขึ้นสูงแทบเฉียดหมอกสีดำก่อนจะตกลงพื้นและกระจายตัวออกคล้ายระลอกน้ำ
“ไม่อย่าออกมานี่คือการดวล”
ศิลาพูดขึ้นในขณะที่กำลังลอยตัวขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากฟ้าครามคิดจะออกมาช่วยเขาสายตาของเขายังจับจ้องไปยังร่างของมันที่ลอยกลางอากาศห่างออกไปสามสิบเมตรเขามองไปรอบๆก็พบว่ายามนี้เสาร์ผลึกธาตุขึ้นหนาตาจนมองอะไรแทบไม่เห็นมองไม่เห็นแม้กระทั่งวิหารบนยอดเขาด้วยซ้ำ
และอย่างที่สองที่ศิลาเข้าใจถึงอาณาเขตแดนของราทคือพลังฟื้นตัวทุกอย่างไม่สามารถใช้ได้เพราะน้ำยาฟื้นพลังชีวิตไม่ทำงานสกิลเพลิงคืนชีพก็ไม่ทำงานเขาพลันคิดไปต่อว่าแล้วสกิลปรภพหวนคืนล่ะจะถูกผนึกไปด้วยหรือเปล่าแถมยามนี้ราทถูกเขตแดนของเขาลดพลังและมาเพิ่มให้เขาแต่มันยังแข็งแกร่งรวดเร็วถึงขนาดนี้
ศิลามองไปยังพื้นเบื้องร่างวินาทีต่อมาคลื่นพลังจิตสีทองพุ่งออกจากร่างของเขาตรงเข้าปกคลุมดินโคลนเบื้องร่างไปทั่วบริเวณสองกิโลเมตรต่อมาโคลนเหล่านั้นค่อยๆลอยขึ้นมาในอากาศปกคลุมด้วยคลื่นพลังจิตสีทองก่อตัวควบแน่นแฝงพลังปราณอย่างพิศดารจากนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างเป็นคมหอกนับพันสีดำสนิท
ฟิ้ววววๆๆๆๆๆๆๆ ฟิ้ววว เปรี้ยงๆๆๆๆ
หอกสีดำที่เกิดจากโคลนอัดพลังปราณพลังจิตนับพันตรงเข้าโจมตีราทที่ลอยกลางอากาศทุกทิศทางมันเองก็สืบเท้าไปมาลอยตัวไปซ้ายทีขวาทีดาบในมือตวัดฟาดฟันต้านทานอย่างแยบยลจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นราวฟ้าแตก
ศิลารีบดีดเท้าลงบนพื้นโคลนทะยานตัวเข้าประชิดราทในเสี้ยววินาทีร่ำไห้ฟันจากซ้ายไปขวาใส่ร่างของมันอย่างเฉียบคมและน่าหวาดกลัว
เช้ง!!
ทว่ามันกลับรับไว้ได้ด้วยหางก่อนที่โหยหากริชในมือซ้ายของศิลาจะฟันจากบนลงร่างมันกลับยกดาบขึ้นมาหมายจะกันยามกระทันหันศิลาพลันเปลี่ยนเป็นเท้าซ้ายแทงเข่าใส่หน้าอกของมันอย่างจังจากนั้นก็หมุนตัวเท้าขวาเตะใส่ใบหน้าอีกครั้งด้วยสำนึกปราณ
เปรี้ยง เปรี้ยง อั๊ก ตูมม
ราทพุ่งลิ่วอัดกับเสาร์ผลึกธาตุด้านหลังจนพังทลายแสดงถึงพลังโจมตีอันมหาศาลมันกระอักเลือดออกมาเป็นสายหน้าอกของมันเป็นหลุมลึกจากเข่าของศิลา
ศิลาพอจะเขาใจแล้วว่าไม่ใช่แค่เขาที่ใช้เวทมนต์ไม่ได้แต่มันเองก็น่าจะใช้ไม่ได้เช่นเดียวกันดูจากการที่มันป้องกันหอกโคลนด้วยการฟันต้านทานแทนที่จะสร้างบาเรียเวทมนต์
วินาทีต่อมามันก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนบนเสาร์ผลึกธาตุสีส้มที่หักโคล่นลงไปอย่างช้าๆสายตาจับจ้องมาที่ชายหนุ่มอย่างไม่วางตาเช่นเดียวกับศิลาที่จับจ้องมันด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนที่มันจะพูดขึ้น
“เขตแดนของเจ้าคงลดพลังศัตรูลงแต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานข้าเองก็เช่นกันเพราะฉะนั้นเรามาฆ่าฟันกันแบบจริงจังเถอะเลิกทักทายกันแค่นี้”
“ได้ทางนี้ก็ต้องการเช่นนั้น” ศิลากล่าวออกมาตั้งท่าเตรียมพร้อมโดยที่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวสักนิดฉลับพลันนั้นทั้งคู่พุ่งเข้าใส่กันด้วยความเร็วสูงจนเห็นเพียงเส้นแสงสีม้วงสองสาย
ฟุ้บ ฟุ้บ
จากนั้นเพียงพริบตาดาบในมือของทั้งสองก็เข้าฟาดฟันกันจนเกิดเสียงเหล็กกระทบกันดังกึกก้องและเมื่อดาบของทั้งคู่ปะทะกันจากนั้นทั้งสองก็หายไปอีกครั้งและโผล่ขึ้นในจุดที่ห่างจากที่เดิมพร้อมกับตวัดดาบฟันใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใครคมดาบของทั้งสองตวัดฟาดฟันใส่กันอย่างต่อเนื่องพร้อมกับหายไปจากจุดเดิมและไปโผล่อีกจุดจากนั้นก็หายไปแล้วก็ไปโผล่อีกจุด
ดาบของทั้งสองปะทะกันดังขึ้นเลื่อยๆถี่ยิบขึ้นๆจนไม่อาจสามารถนับครั้งได้คลื่นพลังระเบิดออกมาอย่างต่อเนื่องคลื่นอัดอากาศแตกระเบิดนับครั้งไม่ถ้วนจนอากาศกรีดร้องพื้นดินสั่นสะเทือนคำรามลั่นเสาร์ผลึกธาตุนับร้อยนับพันค่อยๆแตกร้าวรอวันพังทลายอยู่รอนๆ
เช้ง ตูมมม บึ่มมม
ศิลาและราทปะทะกันกลางอากาศต้านทานคมดาบกันอย่างไม่มีใครยอมใครสายตาจับจ้องกันด้วยนัยน์ตาแข็งกร้าวอัมหิตถึงขีดสุดขุมพลังระเบิดออกสะนั่นทำลายไปทั่วบริเวณจนทั้งขุนเขาเริ่มเกิดรอยร้าว
แรงระเบิดของขุมพลังทำให้ทั้งสองกระเด็นผละออกจากกันอย่างไม่เต็มใจลอยลิ้วไปทางตรงข้ามกันอย่างไร้การทรงตัว
เปรี้ยงตูมม ครืนน เปรี้ยง ตูมม ครืนน
ร่างของศิลาอัดกระแทกกับเสาร์ผลึกธาตุสีเขียวจนหักโคล่นลงไปครึ่งท่อนพร้อมกับเขาเองกระอักเลือดสีแดงสดออกมาเป็นลิ่มทางด้านราทเองก็ไม่ต่างกันอัดเสาร์ผลึกธาตุสีน้ำตาลพ้นเลือดสีแดงฉานออกมาเป็นฝอยเศษผลึกธาตุลอยตกเบื้องร่างเกลื่อนกราด