“พี่เฉินซี พี่ว่าโครงการที่เราเสนอไปจะผ่านการพิจารณาหรือเปล่า” จางฟานยกกาแฟขึ้นจิบ “กาแฟของที่นี่คุณภาพดีจริงๆ”
“พี่โจอี้เพิ่งมาบอกฉันเมื่อเช้านี้เองว่าคณะกรรมการบริหารตกลงจะว่าจ้างบริษัทเราให้วางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงการติดตั้งระบบความปลอดภัยทั่วทั้งเกาะ โดยจะครอบคลุมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติ ระบบการจราจร และสายด่วนของบริการที่จำเป็ไม่ว่าจะเป็งานบริการด้าน Healthcare, Police, Traffic, Public Utilities รวมถึง Public transport”
“โอ้โห! งานใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย ผมว่ากว่าจะทำโครงการนี้เสร็จต้องกินเวลาอย่างน้อยหนึ่งหรือสองปี”
“ฉันคิดว่าประมาณสองปีรวมถึงการทดสอบระบบหลังจากการติดตั้งและทดลองใช้แล้ว”
“ขอบข่ายงานมันจะใหญ่ไปหรือเปล่าครับ” จางฟานขมวดคิ้ว “น้องๆ ในบริษัทของเราก็ยังยุ่งอยู่กับการเตรียมจะเปิดตัวเกมใหม่ หรือเราจะสมัครรับคนเพิ่มดี”
“เราต้องรับสมัครคนเพิ่มอยู่แล้ว แต่งานนี้ไม่ได้มีแค่บริษัทเราที่รับผิดชอบดำเนินการ เพราะเราจะรับผิดชอบเฉพาะงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น แต่ด้านการวางโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์จะเป็งานของฮั่วกรุ๊ป”
จางฟานถอนหายใจ “ถึงผมจะไม่แปลกใจก็เถอะ แต่พอได้ยินว่าจะต้องทำงานร่วมกับฮั่วกรุ๊ป ผมก็รู้สึกเซ็งขึ้นมาแล้ว”
“ไม่ต้องเซ็งหรอก เพราะนายจะไม่ได้เจอกับฮั่วเฉินหยวน”
“จะเป็ไปได้ยังไงที่งานใหญ่ระดับนี้ท่านประธานฮั่วกับคุณพ่อของพี่จะไม่ให้ฮั่วเฉินหยวนมาแสดงฝีมือ พี่อย่ามาโกหกผมหน่อยเลย” จางฟานยกกาแฟที่เหลืออยู่ในแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด “แค่พูดถึงฮั่วกรุ๊ป เอสเปรสโซขมๆ ก็หวานขึ้นมาเลย”
“เปรียบเทียบแบบนี้กาแฟดีๆ ก็เสียรสชาติหมด” ฮั่วเฉินซีส่ายหัวให้กับท่าทางของเพื่อนสนิท
“แต่ว่านะพี่เฉินซี ในเมื่อตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าบริษัทเราได้รับผิดชอบโครงการไปครึ่งหนึ่ง แล้วก็ต้องเป็ผมกับพี่ที่ต้องดูแลเื่นี้ พี่พอจะเป็ธุระสอบถามเื่ที่พักให้ผมเช่าระยะยาวได้ไหม จะให้ผมจ่ายค่าเช่าเป็วันก็คงไม่ไหวใช่ไหมล่ะ”
“ฉันยกห้องพักของฉันให้นายเลยก็ได้นะ”
“ยกให้! พี่หมายถึงให้ผมไปพักกับพี่น่ะนะ ไหนพี่บอกว่าพี่ชอบพักคนเดียวเพราะ้าความเป็ส่วนตัวไง ทำไมตอนนี้ถึงยอมให้ผมไปอยู่ด้วยล่ะ”
“ไม่ได้ให้ไปอยู่ด้วย นายฟังไม่ชัดหรือไงว่าฉันจะยกห้องพักของฉันให้นาย” ฮั่วเฉินซีพูดย้ำ
“พี่ชาย! พี่พูดจริงหรือเปล่าเนี่ย พี่จะยกห้องพักของพี่ให้ผมพักจริงๆ ใช่ไหม” จางฟานถามอย่างดีใจก่อนส่งยิ้มทะเล้นให้ฮั่วเฉินซี “ระหว่างพี่กับพี่สะใภ้มีเื่ดีๆ เกิดขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะ”
“เื่ดีๆ ของฉันกับนาน่าก็มีด้วยกันทุกวันอยู่แล้ว” ฮั่วเฉินซีอมยิ้มเมื่อนึกถึงความดุดันและความหอมหวานของค่ำคืนที่เขาจะไม่มีวันลืม
“พูดอยู่ดีๆ ก็ยิ้ม ความรักทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย หรือผมจะลองมีความรักดูบ้างนะ” จางฟานทำท่าคิดหนัก “แต่ไม่เอาดีกว่า มีความรักแล้วต้องหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่บ้านภรรยา ผมไม่ยอมเป็เขยแต่งเข้าแบบพี่หรอก”
“นายไปหาคนรักให้ได้ก่อนเถอะ”
จางฟานยกมือขึ้นกุมหน้าอกพร้อมทำหน้าปวดใจ “ฟังที่หูแต่ทำไมมันถึงเจ็บไปถึงหัวใจเลยล่ะ”
“เป็อะไรไปจ๊ะเสี่ยวฟาน” คุณป้าลูซี่เปิดประตูร้านเข้ามา “ทำไมเอามือกุมหน้าอกไว้ล่ะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“ผมถูกทำร้ายจิตใจครับคุณป้า” จางฟานทำหน้าน่าสงสาร
“ถูกทำร้ายจิตใจเหรอ? ใครทำร้ายจิตใจเธอกันล่ะ”
“ก็พี่เฉินซีน่ะสิครับ เขามาทำให้ผมดีใจว่าจะยกห้องพักให้ผมพักระหว่างที่ผมยังอยู่บนเกาะ แต่ใครจะคิดว่าเขาคิดจะย้ายข้าวของไปอยู่กับพี่สะใภ้ ทำแบบนี้คนโสดอย่างผมก็เสียใจสิครับ”
คุณป้าลูซี่ไม่ใช่คนหัวโบราณที่จะยอมรับกับเื่แบบนี้ไม่ได้ ก็เหมือนตอนนี้ที่ลูกชายกับลูกสะใภ้ของเธอก็อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย ทั้งที่พวกเขายังไม่ได้เข้าพิธีวิวาห์กันด้วยซ้ำ
“ป้าดีใจจริงๆ เลย ในที่สุดเธอกับนาน่าก็จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันเสียที ป้าลุ้นกับพวกเธอมานานแล้วรู้ไหม” คุณป้าลูซี่เสนอความคิดขึ้นอย่างดีใจ “เอาอย่างนี้ เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านของป้า ข้าจะลงมือเข้าครัวทำอาหารเพื่อเลี้ยงฉลองให้กับความรักของเฉินซีกับนาน่า เฉินซี...เธอคิดว่ายังไง”
“จะไม่เป็การรบกวนคุณป้ามากเกินไปใช่ไหมครับ” ฮั่วเฉินซีไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเขารู้ว่าคุณป้าลูซี่คอยลุ้นกับความรักของเขากับนาน่ามาตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเกรงใจ
“รบกวนอะไรกัน ถ้ากลัวว่าป้าจะเหนื่อยก็ให้เสี่ยวฟานไปช่วยป้าสิ ทุกคนจะได้ไม่เสียงาน ส่วนเสี่ยวฟานก็จะได้ไม่เอาเวลาว่างมาคอยอิจฉาความรักของคนอื่น”
จางฟานทำท่าประจบเอาใจ “ถ้าคุณป้าไม่อยากให้ผมคอยแต่อิจฉาความรักของคนอื่น คุณป้าก็ช่วยหาแฟนให้ผมสักคนสิครับ รับรองว่าถ้าผมมีแฟน ผมจะไม่มากวนใจพี่เฉินซีกับพี่สะใภ้อีกเลย”
คุณป้าลูซี่รีบโบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน “ไม่เอา ไม่เอา! จอมกะล่อนอย่างเธอป้าไม่กล้าแนะนำใครให้จริงๆ อีกอย่างป้ากลัวผู้หญิงพวกนั้นจะโมโหกับท่าทางกวนๆ ของเธอจนอกแตกตายไปก่อนน่ะสิ”
“ผมกวนประสาทมากขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณป้า” จางฟานพยายามทำหน้าใสซื่ออย่างสุดฤทธิ์
คุณป้าลูซี่ทนไม่ไหวจึงฉุดแขนชายหนุ่มให้ลุกขึ้น “ไปเถอะอย่าเอาแต่นั่งไร้สาระอยู่ตรงนี้ ไปช่วยป้าหิ้วของที่ตลาด จากนั้นจะได้เข้าครัวไปเป็ลูกมือให้ป้า”
เหอหลี่น่าที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังร้านจึงไม่รู้ถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ เธอออกมาทันได้เห็นคุณป้าลูซี่ฉุดแขนจางฟานแล้วเดินออกจากร้านไปอย่างเร็วเท่านั้น “คุณป้าลูซี่จะรีบพาเสี่ยวฟานไปไหนเหรอคะ ทำไมพวกเขาถึงดูรีบร้อนจัง”
“ผมบอกกับเสี่ยวฟานว่าผมจะยกห้องพักของผมให้เขาพักไปก่อน เขาดีใจมากก็เลยพูดเื่ของเราไปเรื่อย จนคุณป้าลูซี่มาได้ยินเข้า คุณป้าก็เลยรู้ว่าเรา...”
เหอหลี่น่ารีบเอาสองมือของตนเองไปปิดปากชายหนุ่ม “คุณไม่ต้องพูดแล้ว ฉันรู้แล้ว!”
“คุณรู้ว่าอะไรเหรอ” ฮั่วเฉินซีอมยิ้ม
“ก็...ก็รู้ว่าก่อนหน้านี้พวกคุณพูดถึงเื่อะไรกันอยู่น่ะสิ” เหอหลี่หน่าเขินจนหน้าแดง
“พี่นาน่า เดี๋ยวผมบอกพี่เองครับ” เสี่ยวตงที่ว่างจากการเช็ดโต๊ะก็เดินเข้ามาสมทบ “พอคุณป้ารู้ว่าพี่เฉินซีจะย้ายไปอยู่ห้องพักของพี่ คุณป้าก็เลยตั้งใจว่าเย็นนี้จะเลี้ยงมื้อค่ำทุกคนเพื่อเป็การฉลองให้ความรักที่ก้าวไปอีกขั้นของพวกพี่ คุณป้าบอกว่าเธอลุ้นอยากให้พี่กับพี่เฉินซีลงเอยกันอย่างนี้ตั้งนานแล้วครับ”
“พี่นาน่า คืนนี้เราสามคนจะได้ไปร่วมทานมื้อเย็นกับพี่ไหมคะ” เสี่ยวอวี๋เดินออกมาจากหลังร้าน “ฉันอยากไปร่วมแสดงความยินดีกับความรักของพวกพี่ด้วย”
“พี่นาน่าคะ ฉันก็อยากไปร่วมงานด้วย” เสี่ยวจูวิ่งเข้าไปยืนอยู่ข้างพี่ชาย “พี่ตงทำมงกุฎใบไม้เป็ ส่วนฉันก็ทำมงกุฎดอกไม้เป็ คืนนี้เราอยากทำให้พี่กับพี่เฉินซีเป็เ้าหญิงและเ้าชาย”
“ไม่พูดกับพวกเธอแล้ว อยากทำอะไรก็ทำไปเลยก็แล้วกัน” เหอหลี่น่าเขินจนไม่กล้าจะยืนอยู่หน้าร้านต่อ เธอหลบเข้าไปทำงานอยู่หลังร้านทันที
“ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า พี่นาน่าไม่ได้โกรธฉันใช่ไหม” เสี่ยวจูถามเสียงเบา เธอไม่ทันสังเกตเห็นความเขินของเหอหลี่น่า เธอก็เลยคิดไปเองว่าที่เหอหลี่น่าวิ่งเข้าไปหลังร้านเพราะไม่พอใจ
“พี่นาน่าของเธอคงจะโกรธมากถ้ามงกุฎที่พวกเธอทำมามันไม่สวย” ฮั่วเฉินซีบอก
เสี่ยวจูตบหน้าอกอย่างมั่นใจ “พี่เชื่อใจฉันได้เลย ทุกครั้งที่คนบนเกาะจัดงานแต่งก็จะเป็เราสองพี่น้องที่ทำมงกุฎให้พวกเขา ส่วนมงกุฎของพวกพี่ ฉันจะทำให้สวยเป็พิเศษเลยค่ะ”
มื้อค่ำที่บ้านคุณป้าลูซี่
เหอหลี่น่ากับฮั่วเฉินซีสวมชุดแต่งงานสีขาวที่เป็ชุดพื้นเมืองของประเทศ S พวกเขายังสวมมงกุฎที่สองพี่น้องเสี่ยวตงกับเสี่ยวจูทำมาให้พวกเขาเป็พิเศษอีกด้วย ฮั่วเฉินซีกับเหอหลี่น่าเป็คนรูปร่างหน้าตาดี ไม่ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าชุดไหนก็ทำให้พวกเขาดูดีทั้งนั้น
แม้คืนนี้จะเป็แค่การจัดเลี้ยงอาหารค่ำ แต่ทุกคนต่างก็ยกให้งานในคืนนี้เป็งานแต่งงานของฮั่วเฉินซีกับเหอหลี่น่าไปแล้ว
“ดื่มฉลองให้กับความรักของพี่ชายสุดที่รักและเพื่อนรักของผม” จางฟานชูแก้วไวน์ในมือ “พี่เฉินซี! ไม่ว่าที่ผ่านมาครอบครัวจะปฏิบัติกับพี่ยังไง แต่จากนี้พี่นาน่าคือภรรยาและคนที่พี่ต้องปกป้อง ผมขอให้พวกพี่สร้างครอบครัวที่มีความสุขขึ้นมาด้วยกัน พวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่จะคอยเป็กำลังใจและจะเป็ที่พักพิงให้พวกพี่ หากวันไหนรู้สึกเหนื่อย ขอให้พวกพี่คิดไว้ว่ายังมีพวกเราที่คอยช่วยเหลือพวกพี่อยู่ตรงนี้”
จางฟานพูดไปก็ร้องไห้ไป เขากับฮั่วเฉินซีไม่ได้เป็แค่เพื่อนสนิท แต่ทั้งคู่ต่างผ่าน่เวลาที่ทั้งทุกข์และสุขมาด้วยกันไม่น้อย และที่จางฟานเรียกฮั่วเฉินซีว่าพี่ชายก็เพราะเขาอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขากับฮั่วเฉินซีไม่ใช่แค่เพื่อน แต่พวกเขาคือพี่น้อง
“ขอบใจนะเสี่ยวฟาน ขอบใจที่นายยังยืนอยู่ข้างฉันในทุก่เวลา” ฮั่วเฉินซียกไวน์ขึ้นดื่มทีเดียวหมดแก้ว
จากนั้นทุกคนก็ดื่มและอวยพรให้คู่บ่าวสาว กว่าที่ฮั่วเฉินซีจะรับคำอวยพรจากทุกคนจนครบ เขาก็เมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ส่วนจางฟานที่ยินดีกับความสุขของเพื่อนสนิทก็เมามากไม่ต่างกัน เดือดร้อนเสี่ยวตงที่ต้องแบกฮั่วเฉินซีกลับไปส่งที่ห้องพัก
เมื่ออยู่กันตามลำพัง เหอหลี่น่าก็เริ่มเช็ดตัวทำความสะอาดแล้วเอาชุดนอนมาสวมให้เขา ส่วนเธอก็เข้าไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะออกมามองคนรักที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียง เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะตื่น เธอจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ
10 p.m.
‘วันนี้ถือว่าฉันกับเฉินซีแต่งงานกันแล้ว แม้จะเป็พิธีเล็กๆ แต่ฉันก็มีความสุขมาก และฉันยังอยากขอบคุณคำพูดของเสี่ยวฟานที่บอกว่าไม่ว่าฉันกับเฉินซีจะผ่านครอบครัวแบบไหนมา แต่เราสองคนสามารถสร้างครอบครัวที่มีความสุขของเราได้ เฉินซีที่รัก...เรามาสร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกันนะคะ’