ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

บทที่ 162 งานชุมนุมในวันแรก

        บทที่ 162

        งานชุมนุมในวันแรก

        งานชุมนุมในครั้งนี้กำหนดงานในการชุมนุมทั้งหมดจะจัดขึ้นเป็นเวลาสามวัน

        ในวันนี้วันแรกของงานชุมนุมเริ่มขึ้นตามที่ได้ฟังมาวันแรกในการชุมนุมจะเป็นเหมือนกับงานเลี้ยงที่ให้เหล่าผู้ที่โดนเชิญมาร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้มาพูดคุยและทำการแลกเปลี่ยนการ

        โดยภายในงานเลี้ยงจะถูกจัดขึ้นบริเวณใจกลางหมู่บ้านให้ผู้คนมากมายมาเข้าร่วม

        ผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่บริเวณใจกลางหมู่บ้านในตอนนี้ใจกลางหมู่บ้านไผ่หยกเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

        เหล่าผู้คนมากมายบริเวณใจกลางหมู่บ้านไผ่หยกรวมตัวกันอยู่ภายในงานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้นตั้งแต่ในช่วงยามเช้า

        ในวันนี้ก้อนเมฆหนาปกคลุมบริเวณทั่วทั้งท้องนภา

        มันทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ด้านบนส่องผ่านลงมาได้เพียงแค่เล็กน้อยในวันนี้แดดไม่ร้อนมีอากาศเย็นสบายปกคลุมบริเวณรอบๆ

        ช่างเหมาะสมกับการจัดงานเลี้ยงในช่วงเวลานี้จริงๆ

        ในตอนนี้ผู้คนมากมายเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ เราแค่ที่โดนเชิญมาเข้าร่วมงานชุมนุมศิลปะในครั้งนี้มีมากกว่าทุกครั้ง

        โดยผู้ที่ถูกเชิญมาในทุกๆปีพวกเขาล้วนแล้วเป็นคนที่มีชื่อเสียงภายในยุทธภพและภายในดินแดนแห่งนี้

        แต่ในปีนี้ไม่ได้เฉินเพียงแค่คนที่มีชื่อเสียงเท่านั้นผู้ที่เป็นเจ้าของงานและเป็นคนจัดงานชุมนุมนี้ขึ้นมาอย่างผู้เฒ่าสือ

        ตัวของเขาออกคำสั่งให้เชิญเหล่าคนหนุ่มที่ยังไม่มีชื่อเสียงแต่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในแต่ละเมืองเดินทางมาด้วย

        มันเลยทำให้ตอนนี้ภายในงานแห่งนี้มีผู้คนมากกว่าในทุกๆครั้งที่มันถูก

        งานนี้ถูกจัดขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณครั้งล่าสุดก็สามถึงสี่ปีก่อนครั้งนี้มีผู้คนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

        กลายเป็นว่าทั่วทั้งงานเต็มไปด้วยผู้คนมากมายงานเลี้ยงถูกจัดขึ้นใจกลางหมู่บ้าน

        โดยบริเวณงานเลี้ยงมีอาหารของกินมากมายถูกจัดเตรียมเอาไว้บริเวณตามจุดต่างๆมีงานศิลปะมากมายที่ถูกวาดขึ้นโดยมือของผู้เฒ่าสือตั้งโชว์อยู่ทั่วทั้งงานให้เหล่าผู้คนที่เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ได้ชื่นชม

        เหล่าผู้คนมากมายที่เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ต่างพากันชื่นชมงานศิลปะพวกนั้น

        งานศิลปะพวกนี้เป็นงานศิลปะชั้นเลิศมองดูจากสายตาแล้วเหล่าคนหนุ่มที่เดินทางมาถึงพวกเขาชื่นชมงานศิลปะแห่งนี้อย่างปลื้มปิติ

        งานศิลปะเหล่านี้ถูกวาดขึ้นโดยผู้อาวุโสที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ในด้านศิลปะแห่งยุค

        ภาพวาดพวกนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากจิตวิญญาณของผู้ที่วาดโดย

        ภาพวาดพวกนี้ที่ถูกตั้งอยู่ทั่วทั้งงานมีมากกว่าสิบภาพโดยพวกมันทั้งหมดท่าถูกนำไปขายภายในตลาดมูลค่าคงจะมากกว่าหนึ่งแสนตำลึงอย่างแน่นอน

        สำหรับพวกภาพวาดพวกนี้ที่ถูกวาดขึ้นโดยผู้เฒ่าสือที่เป็นยอดจิตรกรแห่งยุคถือได้ว่าเป็นภาพวาดที่มีคุณค่าไม่สามารถประเมินได้

        พวกเศรษฐีถ้าจะทำการประมูลพวกมันคงจะประมูลแย่งกันโดยใช้เงินเก็บทั้งหมดของตนเอง

        อย่างที่รู้ภายในสถานที่แห่งนี้ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยของการค้าและเป็นยุคสมัยของวรรณกรรมเพราะแบบนั้นของพวกนี้จึงมีมูลค่า

        จางหยวนเองก็อยู่ภายในงานนี้เช่นเดียวกัน

        เขากำลังเดินชมงานศิลปะภายในงานและมองไปรอบๆก็เห็นพวกผู้คนมากมายกำลังทำความรู้จักกัน

        งานชุมนุมในวันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มชุมนุมไม่มีอันใดเป็นพิเศษ

        พวกคนที่คลั่งไคล้ศิลปะพวกนี้ไม่ได้เดินทางมาพบกันบ่อยนะ

        เพราะในวันแรกที่เดินทางมาถึงพวกเขาจึงจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมาเพื่อให้เหล่าผู้คนพูดคุยกันได้น้ำใจ

        เมื่อถึงวันที่สองงานประลองก็จะเริ่มขึ้นในช่วงสองวันก่อนที่จะงานประลองจะเริ่มขึ้นจางหยวนได้ทำการฝึกฝนวาดภาพและคิดภายในหัวของตนเองเอาไว้แล้วว่าตนเองจะวาด

        เข้าทำการเตรียมตัวเอาไว้ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่าคนอื่นก็เถอะ

        จางหยวนเดินอยู่ภายในงานเพียงแค่คนเดียวสวีรั่วหยุนพบเจอสหายแล้วก็พูดคุยกันอย่างสนุกปากอยู่ด้านหลัง

        ส่วนจางหยวนเขากำลังเดินอยู่ภายในสถานทีดวงตามองไปบริเวณรอบๆพยายามสังเกตผู้คน

        อันที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้การที่ตัวของเขาเข้ามาภายในงานนี้มันก็ไม่ได้สนใจพวกงานศิลปะอยู่แล้วสิ่งที่เขาสนใจคือเหล่าผู้คนที่มีชื่อเสียงพวกนี้ต่างหาก

        จางหยวนมองไปบริเวณรอบๆอยู่สักพักก่อนที่เขาจะไปพบเข้ากับคนผู้หนึ่ง

        คนคนนั้นคือคุณชายหลง

        คุณชายใหญ่ตระกูลหลงในตอนนี้ก็ยังคงเป็นที่ที่ผู้คนมากมายพยายามเข้าหาอยู่ดี 

        แต่จางหยวนยังคงจำได้ดีสิ่งที่เขานั้นพูดคุยเอาไว้กับสวีรั่วหยุนเพราะแบบนั้นจึงไม่เลือกเดินทางเข้าไปใกล้ๆคนคนนั้น

        จางหยวนค่อยๆเดินออกมาจากจุดนั้นในขณะที่เขาก้าวเดินถอยออกมาก็ไปชนเข้ากับบางอย่าง“ ตรึง!!! ” 

        ของเขากระแทกเข้ากับของแข็งบางอย่างที่อยู่บริเวณด้านหน้าดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงก่อนที่มันจะค่อยๆเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ

        เมื่อลองมองดูดีๆแล้วสิ่งที่เขากำลังเดินและกระแทกเข้าไปมันคือร่างของมนุษย์

        บริเวณด้านหน้าในตอนนี้ปรากฏร่างเงาสูงตระหง่านผู้นึง

        จางหยวนแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดวงตาของเขาจ้องมองไปยังคนผู้นั้น

        ชายผู้นี้เป็นบุรุษที่มีร่างกายสูงโปร่งสง่างามมีบุคลิกภายนอกที่ดูดีเพราะเป็นคนที่มีช่วงวัยประมาณยี่สิบปลายปลายอยู่ประมาณราวๆยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปด

        สวมใส่ชุดธรรมดาธรรมดาทั่วไปเครื่องแบบภายนอกดูเรียบง่ายใบหน้าเองก็ดูหล่อเหลาไม่เลวเพียงแต่ว่าบนใบหน้ากลับไม่มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย

        ตัวของมันแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ตนเองนั้นคุณอยู่

        จางหยวนประหลาดใจอยู่ไม่น้อยพบเจอคนที่ใบหน้าไม่เป็นมิตรมายืนอยู่บริเวณด้านหน้า

        เมื่อเขาเดินชนเข้ากับมันมันเองก็ใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่จางหยวนราวกับว่าจะฆ่าเสียให้ได้

        จางหยวนดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกตกใจเขารีบก้มศีรษะของตนเองลงไปแล้วก็ก้าวขึ้นมา “ ขออภัยขอรับข้าเดินไม่ดูทาง ”

        หลังจากที่เค้าพูดออกไปแบบนั้นชายผู้นั้นก็ค่อยๆเดินผ่านร่างกายของจางหยวนไป

        มันเดินผ่านร่างกายของจางหยวนไปจางหยวนถอยหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่งใจ“ คนผู้นั้นอันใดกันใบหน้าไม่เป็นมิตรกับผู้ใดเลย ”

        จางหยวนคิดภายในใจแบบนั้นหลังจากที่คนผู้นั้นเดินผ่านพ้นตัวของเขาไป

        แน่นอนว่าเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆคนผู้นั้นแสดงใบหน้าที่ไม่เป็นมิตรกับผู้ใดเลยเขาเดินอยู่ภายในงานแห่งนี้เพียงผู้เดียวและก็ชมภาพวาดพวกนั้น

        ภาพวาดมากมายหลายสิบภาพที่ว่างอยู่ภายในงานมันชมภาพและเพียงแค่ประมาณสองลมหายใจก็เดินต่อไปแล้ว

        แตกต่างจากคนอื่นที่หยุดผมกันเป็นชั่วยามชื่นชมกับภาพวาดที่งดงามพวกนั้น

        จางหยวนรู้สึกประหลาดใจกับคนผู้นั้นอยู่ไม่น้อยเขาสงสัยว่ามันเป็นใครกันแน่และเมื่อสงสัยแบบนั้นมีหรือว่าคนช่างรู้ช่างเห็นอย่างจางหยวนเขาจะไม่ทำการสืบหาความจริง

        จ้างด่วนสะกดรอยตามคนคนนั้นไปโดยที่เขานั้นพยายามเดินห่างๆ

        คนพวกนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นมิตรกับผู้ได้ภายในงานเลยสักคนเพราะเดินชมงานแห่งนี้เพียงผู้เดียวโดยที่ไม่พูดจาอันใดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

        แถมยังไม่ได้เข้าไปสนทนากับผู้ใดด้วยแตกต่างกับจางหยวนจางหยวนภายในงานแห่งนี้เขาได้พูดคุยกับคนหลายๆผู้ทำความรู้จักคนจำนวนนึง

        จางหยวนทำความเข้าใจมาก่อนหน้านี้แล้วเขาสอบถามกับสวี่รั่วหยุนว่าคนไหนสามารถเข้าหาได้

        สวีรั่วหยุนแนะนำคนที่สามารถพูดคุยได้ง่ายๆให้กับจางหยวนและจางหยวนตอนนี้ก็ทำความรู้จักกับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

        แต่ว่าคนที่อยู่บริเวณด้านหน้านี้กลับไม่พูดจาพูดได้เลยทำตัวแปลกประหลาดภายในงานแตกแยกออกจากคนอื่น

        ในขณะที่จางหยวนนั้นกำลังเดินสะกดรอยตามอยู่บริเวณด้านหลัง 

        ชายผู้นั้นที่กำลังเดินอยู่หยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองลงมีเสียงของคนผู้หนึ่งจากด้านข้างพูดขึ้นมา “นึกว่าผู้ใดที่แท้ก็อัจฉริยะแห่งเมืองหนานโจวนี้เอง ”

        ชายวัยยี่สิบปลายผู้นั้นที่ใบหน้าไม่เป็นมิตรกับผู้.fหันไปมองอย่างรวดเร็วคนที่พูดขึ้นมาเป็นหนึ่งในแขกที่โดนเชิญมาร่วมงานในครั้งนี้ยืนอยู่ด้านข้างมันแสยะยิ้มแล้วก็ต้องมองมาที่ชายที่มีใบหน้าไม่เป็นมิตร

        จางหยวนยืนอยู่ใกล้ๆรู้ได้ในทันทีว่ามันคงจะเกิดอะไรขึ้นอย่างแน่นอน“ บรรยากาศไม่ดีแล้วเหมือนว่าจะเกิดเรื่องภายในงานแห่งนี้ ”

        สัญชาตญาณของจางหยวนรู้สึกแบบนั้นจริงๆ 

        จบบท

คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน