ไอหนาวแผ่ซ่านไปทั่วร่างของจิวฟง เจ้าเปี๊ยกรู้สึกราวกับว่าเลือดในกายของเขาเยือกแข็ง ความหนาวกัดกร่อนไปถึงกระดูก แม้จะไม่มีโลหิตหยาดไหล แต่ความทรมานในครั้งนี้ก็ไม่น้อยไปกว่าตอนที่เขากินพืชสีแดง
จิวฟงขยับตัวไม่ได้ ร่างกายที่สั่นเทานั้นเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ความหนาวที่เกาะขั้วหัวใจเสียดแทงทุกส่วนของร่าง ไอเย็นสีขาวแผ่ซ่านออกจากศีรษะของจิวฟง เจ้าเด็กขี้เซามองจิวฟงด้วยแววตาเป็นห่วง เจ้าเปี๊ยกเห็นแววตานั้นก็พร่ำบอกกับตัวเองอยู่ซ้ำๆ
“ข้าไม่มีทางหลงกลแกอีกแน่ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องไม่ตาย ข้าต้องผ่านความหนาวเหน็บนี้ไป หลังจากนั้นข้าค่อยคิดบัญชีกับแก!”
ฟันของจิวฟงกระทบกันดังกึกๆด้วยฤทธิ์ของความหนาว เจ้าเด็กตาปรือค่อยๆยื่นพืชสีม่วงมาข้างหน้า ทว่าจิวฟงก็ไม่ยอมรับเอาพืชอันตรายนั้นมากิน ฝ่ายเด็กชายวัยห้าขวบขมวดคิ้วแล้วใช้ความคิด อีกเสี้ยวอึดใจถัดมา มันก็จ่อพืชเข้ามาที่ปากของจิวฟง
“ไม่กิน ยังไงข้าก็ไม่กิน!” เสียงของจิวฟงดังแค่ภายในใจ หากแม้นเขาเปลี่ยนใจอยากจะกินพืชสีม่วงใบหยักขึ้นมาในตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้ ด้วยว่าจิวฟงไม่อาจบังคับร่างของตนเอง
...เสี้ยวลมหายใจนั้นเองเจ้าเด็กขี้เซาก็ดันพืชใบหยักเข้าไปที่ปากของเขา มันหมุนพืชไปมาพร้อมกับขยับมุมให้ได้องศา ฟันที่ขบขึ้นขบลงอยู่ซ้ำๆกลายมาเป็นเครื่องบดชั้นดี เจ้าเด็กตาปรือแหย่ต้นพืชให้สัมผัสกับเขี้ยวซ้าย พริบตาเดียวเขี้ยวอันแหลมคมก็ตัดเอาพืชสีม่วงให้ขาดออกเป็นชิ้นยิบย่อย...แล้วจิวฟงก็กินพืชสีม่วงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เดี๋ยวอาการของพี่ชายก็ดีขึ้น”
“ข้าไม่เชื่อแกหรอกโว้ยไอ้เด็กเวร!” แน่นอนว่าเสียงนี้ไม่ลอดออกจากริมฝีปาก มีเพียงดวงตาที่แข็งกร้าวเท่านั้นที่กลอกมาทางเด็กชายตาปรือ
สัตว์อสูรทั้งสองมองภาพของจิวฟงที่ปรากฏอยู่บนหมอกขาวซึ่งเปรียบได้ดั่งฉากผ้า เจ้าไก่ขาวใยไหมร้องกะต๊ากๆอยู่ไม่หยุด ไก่ขาวเพศเมียเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย เจ้าหางเพลิงมองคู่พันธสัญญาที่นอนทุรนทุรายอยู่บนพื้นแล้วกัดฟันแน่น
“ยังไม่ตาย...” เสียงทุ้มดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำที่บัดนี้สว่างไสวด้วยแสงจากผลึกและแสงจากดวงอาทิตย์ในยามสาย เจ้าไก่ขาวใยไหมรวบรวมความกล้าแล้วโผบินไปหากบยักษ์ มันมาหยุดอยู่แทบเท้าของกบที่มีขนาดใหญ่ แล้วเจ้าไก่อสูรก็ผงกหัวพร้อมกับส่งเสียงร้องกุ๊กๆอยู่ไม่หยุด
“อย่าทำลายความสงบ ไม่เช่นนั้นข้าจะตรึงร่างของพวกเจ้าอีกครั้ง...” สิ้นเสียงเฉียบ ไก่ขาวใยไหมก็พลันหุบปาก มันเดินคอตกแล้วกลับไปนั่งอยู่ข้างๆเจ้าหางเพลิง ไก่ขาวใยไหมจำต้องฝืนทนดูเด็กชายที่ทรมานจากการถูกพิษ
พืชที่จิวฟงกินเข้าไปมีสีม่วง แต่ไอที่แผ่ออกมาจากร่างมีสีดำ ไอดำพุ่งออกมาจากทุกส่วนของผิวหนัง ผิวอันสะอาดสะอ้านของจิวฟงราวกับมียางเหนียวสีดำเคลือบไว้ สติของจิวฟงใกล้จะดับลงไปทุกที ภาพเบื้องหน้าก็ไม่ปรากฏให้เห็น มีเพียงภาพเหตุการณ์ในอดีตที่หมุนย้อนอย่างรวดเร็ว จิตใจของจิวฟงร้องบอกว่าตัวเองกำลังจะตาย
ขณะนั้นจิวฟงก็ได้ยินเสียงของเจ้าเด็กตาปรือร่ำร้อง...เสียงนั้นช่างเลือนรางเสียเหลือเกิน
“พี่ชาย รวบรวมสารอาหารทั้งหมดไปที่ท้อง! พี่ชายๆ พี่ชาย!”
จิวฟงเพ่งความรู้สึกอันน้อยนิดไปที่ท้อง แน่นอนว่านั่นย่อมหมายถึงตันเถียน เขารีดเอาทุกสิ่งอย่างให้มาหยุดอยู่ที่ฐานปราณซึ่งลึกจนมิอาจจะคณนา แล้วเขาก็สูดลมหายใจอันแผ่วเบาเป็นจังหวะ
ความรับรู้ที่ตันเถียนค่อยๆแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง จิวฟงรับรู้ถึงทุกอวัยวะในสรรพางค์ร่างกาย เจ้าเปี๊ยกเห็นชัดว่าแม้แต่กระดูกของเขาก็ถูกเคลือบไปด้วยพิษสีดำสนิท จิวฟงเร้าปราณอันแผ่วเบาแล้วผลักดันพิษทั้งสามชนิดที่ล้นเอ่ออยู่ที่ในกระแสเลือด คาคั่งอยู่ในกล้ามเนื้อ และอัดแน่นอยู่ในไขกระดูกให้ไหลไปสู่ตันเถียน
พิษสีดำรวมไปถึงเศษพิษสีแดงและสีเขียวที่ยังคงตกค้างอยู่ในร่างไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย ผ่านไปไม่รู้นานเท่าไร กว่าจิวฟงจะชำระร่างจนปราศจากพิษร้าย พิษทั้งสามไม่ได้หายไปไหน แต่มันมาเคลือบเสาปราณและสายปราณของจิวฟงจนเป็นประกายเงาวับ...
จิวฟงลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าท้องฟ้าเป็นสีดำ แต่เจ้าเด็กขี้เซาก็ยังคงนั่งอยู่ไม่ห่าง มันนั่งสัปหงกอยู่เช่นนั้น พอรู้สึกว่าจิวฟงเริ่มเคลื่อนไหว มันก็ร้องออกมาอย่างดีใจ
“ข้าคิดไว้ไม่ผิด พี่ชายต้องกินพืชสีม่วงถึงจะรอดตาย!”
“ถ้าข้าไม่กินไอ้ต้นไม้ประหลาดตั้งแต่ทีแรกจะดีกว่าไหม!”
เจ้าเปี๊ยกถือกระบี่เงาพรายไว้ด้วยท่าทีที่ระโหยโรยแรง เขาไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับเจ้าเด็กคนนี้ เขาเกือบตายก็เพราะมัน แต่ขณะเดียวกันที่เขายังมีลมหายใจก็เป็นเพราะมันเช่นกัน
ยืนมองหน้าเจ้าเด็กตาปรืออยู่นาน จิวฟงก็ตัดสินใจเก็บกระบี่เงาพราย ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะรู้เรื่องพืชประหลาดอยู่ไม่น้อย จิวฟงยืนนิ่งอีกสักพัก จากนั้นเขาก็เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้าพอจะรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์สีเขียวหรือไม่”
“ในบรรดาพืชที่ขึ้นอยู่ข้างบ้าน มีสามสิบเก้าชนิดที่มีสีเขียว ยี่สิบห้าชนิดมีเมล็ดซึ่งรสชาติของมันยอดเยี่ยมยิ่งนัก ถ้าพี่ชายต้องการ ข้าจะไปเก็บเมล็ดพืชเหล่านั้นให้ท่านกิน”
“ไม่เอาโว้ย!”
เด็กประหลาดไม่สนใจคำพูดของจิวฟงเลยสักนิด มันเดินฝ่าความมืดไป จากนั้นก็สำรวจพืชที่มีสีเขียว มันเก็บเมล็ดพืชเหล่านั้นมาให้จิวฟง เมื่อเจ้าเปี๊ยกไม่ยอมเปิดปากกินเมล็ดพืชเหล่านั้น เจ้าเด็กที่สวมเสื้อผ้ามอซอก็แสดงสีหน้าเสียดาย เด็กวัยห้าขวบโยนเมล็ดพืชทั้งหมดเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
จิวฟงมองเด็กชายวัยห้าขวบปีอยู่เงียบๆ เจ้าเปี๊ยกค่อนข้างแน่ใจว่าพืชเหล่านั้นมีพิษ สังเกตอาการของเจ้าเด็กประหลาดอยู่พักใหญ่ แต่เจ้าเด็กที่เคี้ยวเมล็ดพืชตุ้ยๆก็ไม่แสดงอาการว่าร่างกายของมันผิดปกติแต่อย่างใด
“ร่างกายของเจ้าทนต่อพิษเหล่านี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วรึ” จิวฟงถามอย่างสงสัย เมื่อได้ยินคำถามเด็กชายผู้สวมใส่ชุดมอซอก็ขยี้ตา มันส่ายหน้าไปมา แววตาของมันฉายแววขมขื่น
“เดิมทีร่างกายของข้าก็เฉกเช่นร่างของท่าน พี่ใหญ่หลอกให้ข้ากินพืชหลากสี ข้าเกือบตายตั้งหลายหน ทรมานยิ่งกว่าท่านเป็นพันเท่า กว่าที่อวัยวะภายในของข้าจะดูซึมสารอาหารจากพืชหลากสีได้ ก็ต้องใช้เวลานานเกินกว่าที่พี่ชายจะจินตนาการได้”
จิวฟงรู้สึกสับสน เจ้าเด็กพิษนี่เป็นเพียงเด็กในโลกมายา แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีความทรงจำหนหลัง จิวฟงไม่รู้ว่าอดีตของเจ้าเด็กพิษเป็นเพียงเรื่องราวในจินตนาการที่กบยักษ์ปั้นแต่งขึ้นหรือไม่
“เจ้าหนู เจ้าชื่อว่าอะไร” เสียงของจิวฟงอ่อนลง เจ้าเปี๊ยกสาปแช่งพี่ใหญ่ที่หลอกลวงให้เจ้าเด็กตัวแค่นี้กินพืชพิษ เด็กขี้เซาที่เริ่มตาสว่างเพราะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอเงยหน้าขึ้นมา แล้วมันก็เอ่ยบอกกับจิวฟง
“ข้าชื่อ เสี่ยวชิงวา๑” กบน้อย๑
จิวฟงนัยน์ตาเบิกโพลง เขามองเจ้าเด็กพิษตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาย้อนนึกถึงคำพูดของเด็กชายปริศนา ยืนตัวแข็งอยู่พักใหญ่ แล้วจิวฟงก็เอ่ยคำพูดด้วยเสียงสั่น
“พี่ใหญ่ที่หลอกให้เจ้ากินพิษอาศัยอยู่ในเขตป่าดึกดำบรรพ์ของสำนักแพทย์เชิ่งหัวใช่หรือไม่”
เสี่ยวชิงวาเงยหน้าขึ้นมามองจิวฟงอีกครั้ง ดวงตาของเด็กพิษสั่นไหว เด็กชายตัวเล็กส่ายหน้าไปมา จากนั้นเขาก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่จากไปไหน ข้าไม่ได้ข่าวคราวของเขานับตั้งแต่จากไป อีกสี่คนก็ไม่ส่งข่าว ดูจากอาการเจ็บป่วยของพี่ใหญ่ ข้าคิดว่า...ข้าคิดว่าเขาตายไปแล้ว!” น้ำตาไหลอาบแก้มของเด็กชายวัยห้าขวบปี เจ้าเปี๊ยกรีบเข้ามาลูบหัวลูบหลังเด็กในโลกมายาเป็นการใหญ่ จิวฟงสัญญาว่าจะพาเด็กน้อยไปพบกับพี่ใหญ่ แต่ก็มีข้อแม้ว่าเจ้าเด็กตาปรือต้องช่วยเขาหาเมล็ดพันธุ์สีเขียวให้พบก่อน
“พี่ใหญ่ของเจ้าอยู่ที่เขตเขาเหลียนฉี ถ้าภารกิจของข้าสำเร็จลุล่วง ข้าจะขอร้องให้ท่านกบยักษ์เข้ามาพบเจ้าในโลกมายา...” จิวฟงพึมพำเบาๆ
ชุนจางมินกระสับกระส่าย จิวฟงและเหรินชิงเต้อหายตัวไปแล้วกว่าหนึ่งอาทิตย์ ลีเฮ่ยช้วนและจางเหมยต้านก็อยู่ไม่เป็นสุข ไม่มีใครรู้ความเป็นไปของหัวหน้ากลุ่มของพวกเขา
คนทั้งสี่สิบมารวมตัวกันอยู่ที่บ้านของเจ้าเปี๊ยก สีหน้าของพวกเขาล้วนเป็นกังวล อีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์การทดสอบเพื่อเป็นศิษย์ฝ่ายในจะเริ่มขึ้น แต่ฟงจิวที่คอยชี้แนะพวกเขามาโดยตลอดกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“ทางสำนักจะจัดการทดสอบแบบกลุ่มอีกครั้ง ถ้าไม่มีน้องฟงอยู่ในกลุ่ม งานของพวกเราต้องหนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัว” ลีเฮ่ยช้วนนึกถึงตอนที่เจ้าเปี๊ยกรักษาหุ่นพยนต์อยู่คนเดียวแล้วถอนหายใจ แม้ตัวเขาจะมีความรู้ทางการแพทย์อยู่ไม่น้อย แต่การขาดฟงจิวไปย่อมส่งผลกระทบใหญ่อย่างแน่นอน
“จิวฟง...” ชุนจางมินพึมพำ นางร้อนใจราวกับมีไฟสุมอก เด็กสาวแซ่ชุนอยากจะรายงานเรื่องดังกล่าวต่อผู้อาวุโสหญิงหยินยู่หาน แต่ปัญหาใหญ่มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือทางหุบเขาเถียนคงไม่ได้มอบกระดาษจตุรทิศไว้ให้นาง
ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ ทั่วเขตของสำนักแพทย์เชิ่งหัวเป็นดินแดนอันแสนสงบสุข อีกอย่างจิวฟงก็มีกระดาษจตุรทิศอยู่กับตัว ทุกคนคิดว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จิวฟงคงติดต่อไปทางหุบเขาจินเฉียงเอง...
จางเหมยต้านเดินเป็นหนูติดจั่น นางมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย หญิงสาวตัดสินใจเดินไปปิดประตูและหน้าต่างทุกบาน จากนั้นนางก็เอ่ยบอกกับคนทั้งสี่สิบด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ข้าคิดว่าจิวฟงอยู่ในป่าดึกดำบรรพ์”
“ป่าดึกดำบรรพ์?” ชุนจางมินเลิกคิ้วแล้วเดินไปหาหญิงสาวผู้มีปราณขั้นสอง ฝ่ายคนทั้งสองกลุ่มล้วนแต่มีสีหน้าประหลาดใจ พวกเขาพากันมองมาที่หญิงสาวแซ่จาง
“อืม...ในเขตเขาเหลียนฉีมีประตูที่นำทางไปสู่ป่าดึกดำบรรพ์อยู่หลายจุด ป่าดึกดำบรรพ์มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ด้านในมีต้นไม้โบราณขึ้นอยู่มากมาย ทางสำนักของเราเปิดให้ศิษย์ที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษเข้าไปในนั้นได้ชั่วครั้งคราว แต่ข้าได้ยินมาว่าในตอนนี้ทางสำนักแพทย์เชิ่งหัวได้ปิดทางเข้าออกสู่ป่าดึกดำบรรพ์ ท่านเฮ่อโถวสั่งให้ศิษย์ฝ่ายในทุกคนถอยห่างจากประตูเข้าป่าเป็นระยะทางสิบลี้ ข้าเชื่อเหลือเกินว่านี่ต้องเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของฟงจิว แต่เมื่อทางสำนักรับรู้แล้วว่าฟงจิวอยู่ในป่าดึกดำบรรพ์ พวกเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นห่วงเขา”
แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่น้ำเสียงของจางเหมยต้านก็เจือไปด้วยความกังวล ชุนจางมินจับกระแสเสียงของจางเหมยต้านได้ นัยน์ตาของนางสั่นไหว หญิงสาวแซ่จางลูบหัวชุนจางมินด้วยความเอ็นดู
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็เชื่อว่าเขาต้องตะเกียกตะกายกลับมาหาเจ้าอยู่ดี ขนาดเขาอยู่ที่ตระกูลลี้ โชคชะตาวาสนายังชักพาให้เจ้าทั้งสองได้พบเจอ...จนเจ้าทั้งสองรักกัน”
“ข้าบอกพวกท่านไปหลายรอบแล้วว่าข้าไม่ได้รักเจ้าเตี้ยนั่น! ฟงจิวคิดเองเออเองมาโดยตลอด!” ใบหน้าของชุนจางมินเป็นสีแดงก่ำ นางคิดถึงตอนที่อยู่ที่สำนักวายุจำรัส เจ้าเปี๊ยกเอาแต่โพนทะนาบอกชาวบ้านว่านางตกหลุมรัก เวลาผ่านมานาน แต่จิวฟงก็ยังพร่ำบอกคนทั้งหลายอยู่เช่นนั้น เจ้าเปี๊ยกไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด แม้จะเข้าสังกัดหุบเขาจินเฉียง แม้จะเดินทางไปยังตระกูลลี้ แม้กลายมาเป็นศิษย์ชั่วคราวของสำนักแพทย์เชิ่งหัว แต่จิวฟงก็คือจิวฟงคนเดิม...
“จิวฟง อย่าเป็นอะไรนะ...” ชุนจางมินเอามือกุมอกแล้วก้มหน้าต่ำ
บริเวณต้นไม้ยักษ์ที่มีร่มใบดกครึ้ม หยุนยี่เชิ่ง เฮ่อโถวและแพทย์อาวุโสอีกหนึ่งท่านกำลังเร่งแก้อาคมที่ผนึกทางเข้าป่าแสนสน เฮ่อโถวร่ายปราณไปที่ฝ่ามือที่เหยียดตรง จากนั้นเขาก็ใช้มือเปล่าที่แปรเปลี่ยนเป็นใบมีดฟันกิ่งไม้กิ่งใหญ่ๆอยู่ไม่หยุด ขณะที่อีกสองคนก็ช่วยกันลบอักขระที่แทบจะไม่จางลงไป
“บางอย่างไม่อนุญาตให้พวกเราเข้าไปในป่า” แพทย์อาวุโสร่างผอมปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ที่ใบหน้า หยุนยี่เชิ่งส่งพลังทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว แสงสีทองเรืองรองอันทรงพลังสว่างวาบ แต่แสงนั้นก็ไม่อาจจะลบเลือนอักขระที่หนาแน่น ต้นไม้ยักษ์ไม่ยอมเบี่ยงเบนไอวิเศษที่หล่อเลี้ยงอักขระ หยุนยี่เชิ่งที่ยืนอยู่ตรงนี้มาสามวันเต็มๆถึงกับหอบแฮกๆ
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าคิดว่าผู้พิทักษ์ที่อยู่ด้านในไม่ต้องการให้พวกเราเข้าไปในป่า หากเป็นเช่นนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไร พวกเราเหล่าคนของสำนักแพทย์เชิ่งหัวก็ไม่อาจเข้าไปข้างในได้เลย” เฮ่อโถวกินทรัพยากรแล้วพูดอย่างเหนื่อยหอบ เขาหยุดมือที่ฟาดฟันกิ่งไม้ ฝ่ายหยุนยี่เชิ่งและแพทย์ร่างผอมก็หยุดร่ายอักขระ คนทั้งหมดยืนหอบตัวโคลง ปรับลมหายใจอยู่พักใหญ่ เฮ่อโถวก็ตรงไปหาชายชราเครายาวก่อนที่จะเอ่ยวาจา
“แจ้งข่าวไปทางตระกูลลี้ดีหรือไม่ ถึงอย่างไรฟงจิวก็เป็นศิษย์สายตรงของท่านลี้เฟิ่น”
แม้หยุนยี่เชิ่งจะไม่ได้บอกเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห้องรับแขกของตระกูลลี้ให้หัวหน้าแพทย์ฝ่ายในฟัง แต่เรื่องที่เด็กชายเป็นศิษย์ของผู้นำตระกูลลี้ก็พอจะเปิดเผยได้ ชายชรามีสีหน้าหนักใจ เขาถอนหายใจแรงก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ตอนนั้นข้าได้เอ่ยปากขอฟงจิวมาเป็นศิษย์เอาไว้ล่วงหน้า ถ้าท่านลี้เฟิ่นรู้ว่ามีอันตรายกับฟงจิว ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตอนนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดเหตุร้ายกับฟงจิว อีกอย่างท่านเหรินชิงเต้อก็เข้าไปในป่าพร้อมกับเขา หากเขาไม่ออกมาจากป่าแสนสนในอีกหนึ่งสัปดาห์ ให้เจ้าดูแลการทดสอบเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน ส่วนข้าจะเดินทางไปยังตระกูลลี้ด้วยตัวเอง”
____วันนี้ขออนุญาตลงเร็วขึ้นเพราะเหตุผลบางประการ พรุ่งนี้จะลงเวลาเดิมนะขอรับ ^_^